นักเรียนส่วนใหญ่ลงคะแนนให้ที่นี่สูงสุด หมายถึง นักเรียนทุกคนตกลงปลงใจร่วมกันว่า จะแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้

การสอนชีววิทยา ภาคเรียนสุดท้ายของชั้น ม.6/1 ปีนี้ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษาสิ่งแวดล้อม ผมตั้งใจจะไม่ใช้หนังสือเรียนของ สสวท.เป็นหลัก เหมือนการสอนชั้นอื่นๆ เพราะอยากลอง อยากทดสอบการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญแบบร้อยเปอร์เซนต์เต็ม 

เพราะลึกๆแล้วเชื่อเหมือนคนอื่นว่า การเรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ใช้ประสบการณ์ตรง ด้วยเหตุการณ์จริง ใช้ปัญหาจริงเป็นตัวตั้ง จะทำให้นักเรียนมีความสนใจ เอาใจใส่ต่อการเรียนรู้มากกว่าการเรียนจากตำรา หรือจากทฤษฎีที่มีอยู่ในหนังสือ

แล้วทำไมไม่ใช้วิธีนี้กับการสอนชั้นอื่นๆทั้งหมดเสียเลย พูดกันตามตรง จากประสบการณ์ที่มีอยู่ ผมเชื่อว่าการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญแทบทุกวิธี ต้องใช้เวลาสอนมากกว่า ฉะนั้นในเวลาเท่ากัน การสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญทำให้นักเรียนรู้เนื้อหาน้อย ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักสูตรปัจจุบันที่บังคับให้นักเรียนต้องรู้เนื้อหาสาระอย่างมากมายตามมาตรฐานหรือผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง รวมทั้งอาจไม่เพียงพอกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่นักเรียนต้องรู้เนื้อหาอย่างลึกซึ้ง

แต่การสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จะทำให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆด้วยตัวของนักเรียนเองได้ แถมทักษะกระบวนการที่เกิดนั้น จะติดตัวไปตลอด จึงช่วยให้นักเรียน สามารถเรียนรู้อะไรก็ได้ ที่อยากจะรู้...ชั่วชีวิตนี้ นับเป็นความยั่งยืน เป็นความล้ำค่าของการเรียนรู้อย่างแท้จริง

ตามที่กล่าวมา เป็นเหตุผลหนึ่งในอีกหลายสาเหตุที่ไม่สามารถใช้การสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญแบบร้อยเปอร์เซนต์เต็มกับชั้นอื่นๆได้ เพราะห่วงเรื่องเนื้อหาที่นักเรียนต้องนำไปใช้สอบเรียนต่อ แต่สำหรับชั้น ม.6/1 ภาคเรียนสุดท้าย ของโรงเรียนผมนั้น เหตุการณ์และเวลาค่อนข้างจะเหมาะสม เอื้อให้ทำได้ ทั้งนี้เพราะเป้าหมายการสอบเรียนต่อของนักเรียนโรงเรียนผม ส่วนใหญ่มิใช่การสอบแอดมิสชั่นส์ ซึ่งกระทำกันในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน หลังจากจบชั้น ม.6 แล้ว

แต่เป้าหมายการเรียนต่อ มักเป็นการสอบโควต้า ทั้งจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ราชภัฏ และราชมงคล ซึ่งจะคัดเลือกนักเรียนเสร็จสิ้นภายในภาคเรียนสุดท้ายของชั้น ม.6 นี้เอง โดยเฉพาะการสอบโควต้าของมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งน่าจะเป็นเป้าหมายหลักของนักเรียนด้วยแล้ว จะสอบเสร็จล่วงหน้า ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ดังนั้น นักเรียนชั้น ม.6 ภาคเรียนสุดท้ายของโรงเรียนผม จึงไม่กังวลเรื่องสอบเรียนต่อ เพราะแทบทุกคนจะรู้ผลล่วงหน้าแล้วว่าจะได้เรียนที่ไหน ผมจึงจะถือโอกาสนี้ทดลองสอนนักเรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญแบบเต็มร้อย ไม่ยึดเนื้อหาตามทฤษฎีจากตำราต่างๆ รวมทั้งหนังสือของ สสวท.เหมือนอย่างเคยๆ

ผมเริ่มต้นด้วยการวางแผนว่า จะให้นักเรียนทำกิจกรรมย่อยๆสัก 4-5 เรื่อง และกิจกรรมหลักสัก 2 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องหนึ่ง คือ ศึกษาปัญหาสภาพแวดล้อมภายในบริเวณโรงเรียน พร้อมร่วมแก้ไขปัญหาด้วยศักยภาพที่มีของนักเรียนเอง

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เปิดเทอม และมีความคืบหน้าแล้วพอสมควร เรื่องนั้นคือ ศึกษาปัญหาสภาพแวดล้อมภายในชุมชนที่นักเรียนอาศัยอยู่ หมายถึงภายในตำบลบ้านกร่าง  รวมทั้งร่วมแก้ไขปัญหาด้วยศักยภาพที่มีของนักเรียนเองเช่นกัน 

เรื่องนี้เริ่มจากนักเรียนแต่ละกลุ่ม ต้องไปสำรวจ ศึกษา ปัญหาสภาพแวดล้อมบริเวณใกล้บ้านตนเอง แล้วนำเสนอให้เพื่อนกลุ่มอื่นๆรับรู้ในชั้นเรียน จากนั้นนักเรียนทั้งชั้นจะร่วมอภิปรายซักถามรายละเอียดตามที่มีข้อสงสัย ผมแบ่งนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน จึงได้ปัญหาสภาพแวดล้อมทั้งหมด 5 เรื่อง หรือ 5 แหล่ง

สัปดาห์ต่อมานักเรียนแต่ละกลุ่มซึ่งนำเสนอสภาพปัญหา จะพาเพื่อนทุกคนในชั้น รวมทั้งครูผู้สอน(ผม) ไปศึกษา สำรวจ สภาพปัญหาจริง จากสถานที่จริงต่างๆ เพื่อเรียนรู้ร่วมกันทั้งนักเรียนและครู ถึงตอนนี้ทุกคนต้องสังเกต บันทึกสภาพปัญหาอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยตนเองอีกครั้ง พร้อมระบุความรุนแรงของสภาพปัญหา ซึ่งอาจหมายถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมทั้งความสามารถในการแก้ไขตามศักยภาพที่นักเรียนมี

ผมเน้นให้นักเรียนแก้ด้วยตัวของนักเรียนเอง อย่างที่สามารถจะทำได้เอง เพื่อให้นักเรียนตระหนักว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะสำเร็จได้ เพราะเรา มิใช่ผู้อื่น ต้องพึ่งตนเองก่อน ต้องเริ่มจากเราอย่างเต็มความสามารถก่อนเท่านั้น

 

วันนั้นนักเรียนทั้งหมดและผมเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซด์ของนักเรียน ซ้อนกันไปคันละ 2 คน

 

แหล่งแรก ที่กลุ่มแรกพาไป เป็นเล้าหมูตั้งอยู่ริมทาง สภาพปัญหาคือ ไม่มีระบบขจัดขี้หมูที่ดี ความเหม็นของขี้หมูจึงส่งกลิ่นรบกวนผู้คนซึ่งสัญจรไปมา รวมทั้งรบกวนเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น

 

แหล่งที่สอง สภาพปัญหาจากการนำเสนอในชั้นเรียนก่อนหน้านั้น คือ การทิ้งขยะลงในคลองสาธารณะภายในหมู่บ้าน ทำให้สกปรก ตลอดจนอาจทำให้น้ำเน่าเสียได้ในที่สุด แต่พอไปเห็นจริง กลับพบว่า ขยะได้ถูกเก็บทำความสะอาดไปเกือบหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ มีเฉพาะวัชพืชค่อนข้างหนาตาเท่านั้น

 

แหล่งที่สามเป็นเล้าหมูตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านเลย บ้านเรือนละแวกนั้น อยู่กันอย่างหนาแน่นเสียด้วย สภาพปัญหาของเล้าหมูนี้ก็เช่นกัน คือไม่มีระบบขจัดขี้หมูที่ดี ความเหม็นจึงส่งกลิ่นรบกวนเพื่อนบ้านบริเวณนั้นไปทั่ว

 

แหล่งที่สี่สภาพปัญหา คือ การทิ้งขยะลงในคลองสาธารณะภายในหมู่บ้าน(อีกแล้ว) แต่สภาพจริงที่เห็น ไม่ค่อยมีขยะมากนัก กลุ่มที่รับผิดชอบบอกว่า สมาชิกในกลุ่มช่วยกันเก็บขยะทิ้งไปบางส่วนแล้ว ที่เหลือก็มีเพียงซากโฟม ใบตอง หลังประเพณีลอยกระทง และวัชพืช

 

แหล่งสุดท้ายเป็นคลองสาธารณะข้างวัด หลังที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล สภาพเป็นการทิ้งขยะลงในคลองเช่นกัน ปริมาณขยะค่อนข้างมากและน่าจะทิ้งกันมานานแล้ว เพราะเห็นมีทั้งซากขยะเก่าบริเวณข้างคลอง ขยะใหม่ที่ยังคงลอยอยู่ในคลอง  นักเรียนตั้งสมมติฐานว่าน่าจะมาจากตลาดนัดซึ่งขายประจำภายในบริเวณวัด รวมทั้งน้ำทิ้งจากกิจกรรมต่างๆของวัด ขณะวัดมีงานบุญงานกุศล ถ้าเปรียบเทียบกับแหล่งน้ำที่กล่าวมาข้างต้น ที่นี่อาการหนักกว่าที่อื่น เพราะน้ำเริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็นแล้ว วัชพืชก็ค่อนข้างจะหนาตาเอามากๆ

 

ผมให้นักเรียนคนหนึ่งเป็นตัวแทนรวบรวมความคิดเห็นของเพื่อนๆทุกคนในชั้น เกี่ยวกับความรุนแรง(ผลกระทบ)และความสามารถในการแก้ไข พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ลงคะแนนให้ที่นี่สูงสุด หมายถึง นักเรียนทุกคนตกลงปลงใจร่วมกันว่า จะแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้

และแล้วในที่สุดผลผลิตที่สำคัญ ก็หลุดมาจากความคิดของนักเรียนล้วนๆจนได้ เกิดเป็น"โครงการคลองสวย น้ำใส ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม"ครับ 

ตั้งใจว่าจะนำการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง ในสถานที่จริง ด้วยสภาพปัญหาจริงของนักเรียนผม มาเล่าให้ฟังอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะจบสิ้นโครงการ ไม่ว่าเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร... 

หมายถึง ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม 

(คลองสวยน้ำใส ตอน 2)