สวัสดีค่ะทุกท่าน
เนื่องจากว่าโดยสายเลือดแล้วเป็นลูกชาวไร่ ชาวนา มาตั้งรุ่นบรรพบุรุษเลยค่ะ เลยเป็นคนค่อนข้าง รู้และเข้าใจวิถีชีวิตแบบชาวบ้าน แบบบ้านนอก แบบชนบท ว่าเป็นยังไง ที่วันนี้ขึ้นเรื่อนี้ก็เพราะว่าใกล้จะถึงวันพ่อแล้วนะค่ะ อยากถ่ายทอดเรื่องราวที่เกี่ยวพ่อ เพื่อสำนึกพระคุณบิดา ผู้ให้ชีวิต และจิตวิญญาณ กับเรามาค่ะ
-----------------------------------------------------------------------------------------------
วันนี้มีเรื่องราวชีวิตของเด็กคนหนึ่งมาถ่ายทอดให้ท่านได้อ่านกันค่ะ...และเรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้ ขอมอบให้กับพ่อ ผู้ที่เป็นที่รัก และเป็นผู้ให้ชีวิตแก่ลูกคนนี้มานะค่ะ
ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่ห่างไกลจากตัวจังหวัด เกือบ 60 กม. เป็นหมู่บ้านเล็กๆ เป็นหมู่บ้านที่ไกลเกือบที่สุดในตำบลนั้น และเป็นหมู่บ้านเดียว ที่ยังมีทางลูกรัง ยาวกว่า 8 กม.เข้าไปถึงหมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านที่มีภูเขาล้อมรอบทุกๆทิศทาง แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้ หมู่บ้านนี้จะอยู่ในตำบลที่ตอนนี้กลายเป็นเทศบาลแล้ว ทั้งที่ทางเข้าหมู่บ้านยังเป็นทางลูกรังอยู่เลย และเมื่อถึงฤดูฝนถนนสายนี้ก็จะเดินทางลำบากมากต้องผ่าโคลน ถนนเป็นหลุมลึก ถนนรื่น การสัญจรไปมาลำมกๆ
เมื่อถึงฤดูหนาว ตอนเช้าๆ เด็กๆนักเรียนมัธยมต้องเดินทางออกจากบ้านตั้งแต่เช้า ทางที่ออกจากหมู่บ้านนั้นก็จะเป็นป่า ทุ่งนา ทั้งสองฝั่งข้างทาง เช้าๆหมอกจะลงหนาวมากๆ แต่ก็ต้องไป เพื่อจะไปศึกษาหาความรู้ ในฤดูหนาวนนี้ ไม่ใช่แค่อากาศหนาวอย่างเดียว เมื่อมีรถวิ่งสวนทางกัน เรื่องฝุ่นนนี่ขอบอกว่าสุดยอดเลย ถ้าเป็นรถยนต์ก็คงจะไม่เป็นอะไรหรอก อย่างมากก็แค่รถเปื้อนฝุ่นเท่านั้นแหละ แต่คนที่ขับมอเตอร์ไซด์ ปั่นจักรยาน คนที่ใส่เสื้อขาว ก็จะมีฝุ่นแดงเต็มเสื้อ เต็มกางเกง เต็มถุงเท้า ไปหมด
เด็กนักเรียนคนหนึ่ง เมื่อไปถึงโรงเรียน ก็มักจะโดนเพื่อนถามบ่อยๆว่า ไม่ได้ซักเสื้อหรือไง ถึงเปื้อนได้แดงขนาดนี้แต่พอบอกเพื่อนไปว่า ก็ถนนทางเข้าหมู่บ้านมันฝุ่นเยอะ มันก็แดงอย่างนี้แหละ ก็มักจะโดนเพื่อนหัวเราะอยู่บ่อยครั้งว่าบ้านกันดาร บางครั้งเด็กคนนั้นก็รู้สึกน้อยใจเหมือนกันที่โดนเพื่อนว่าอย่างนั้น แต่พอนานๆไปบ่อยครั้งเข้า ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาและเป็นเรื่องคุยกันสนุกมากกว่า...
ชีวิตการเดินทางไปเรียนก็จะเป็นอย่างนั้นตลอด เมื่อถึงวันเสาร์-อาทิตย์ เด็กคนนั้นก็อยากจะไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง หรือว่าบางครั้งเพื่อนก็จะนัดให้ทำรายงานบ้าง แต่ก็มักจะโดนพ่อต่อว่า และ ห้ามไม่ให้ไปอยู่เสมอ ด้วยเหตุผลพ่อที่บอกว่า วันจัทร์-ศุกร์ มีหน้าที่ไปเรียนก็เรียนไป ไม่ต้องขาด แต่พอถึงเสาร์-อาทิตย์ ก็คือวันที่จะต้องมาช่วยงานทางบ้าน ด้วยเหตุผลอย่างนี้แหละ หลายครั้งที่ทำให้ขัดใจกันกับพ่อ มีอาการไม่พอใจพ่ออยู่บ่อยครั้ง
ชีวิตความเป็นอยู่ ของเด็กคนนั้นเป็นไปอย่างเรียบง่าย อยู่แบบวิถีชีวิตบ้านนอก จนกระทั่งดั่นด้นเรียนจบมัธยมต้น ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาศเล็กๆ ใน ตำบลนั้น ในช่วงที่เรียน ม.1 ม.2 บางครั้งเห็นเพื่อนๆ เห็นคนข้างบ้านเขาไปทำงานที่ กทม. เด็กคนนั้นก็อยากจะมาบ้าง แต่ก็โดนพ่อห้ามตลอด ให้ช่วยงานที่บ้านได้เยอะกว่าอีก จนกระทั่งเด็กคนนั้นเรียนจบ ม.3 ขอพ่ออยากเรียนโรงเรียนในเมืองบ้าง เด็กคนนั้นอยากเรียนสายอาชีพ(ปวช.) ที่อยู่ในตัวอำเภอ
แต่พ่อก็ไม่ยอมให้เด็กคนนั้นไป บอกว่าไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปเรียนไกลบ้านเลย ค่าใช้จ่ายมันเยอะ พ่อแม่คงส่งไม่ไหวหรอก ถ้าอยากเรียนก็เรียนโรงเรียนในตำบลนี่แหละ ใกล้กว่าเยอะเลย แต่ว่าโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนสายสามัญนิก็อยากจะเรียนสายอาชีพนี่น่า ขอร้องยังไงพ่อยังไงพ่อก็ไม่ยอมใจอ่อนสักที... เด็กคนนั้นจึงนอนร้องให้ฟูมฟายอยู่หลายวันเลย.... จนกระทั่งถึงช่วงปิดเทอมเพื่อนที่จะเรียน ปวช.เขาก็ไปจ่ายค่าลงทะเบียนเรียบร้อย แต่ว่าพอก็ไม่มีทีท่าว่าจะใจอ่อนกับเด็กคนนั้นสักที
พ่อบอกกับเด็กคนั้นว่า ถ้าอยากเรียนก็เรียน ม.6 นี่ละ ถ้าไม่เอาก็ไม่ต้องเรียน เด็กคนนั้นรู้สึกผิดหวังอย่างมากที่พ่อไม่ยอมตามใจเขา อืม.....เมื่อพ่อไม่ให้ไป....ไม่เรียนก็ได้ ถ้าอย่างนั้น เด็กคนนั้นบอกว่าจะไม่ขออยู่บ้านนะ จะไปทำงงานที่กรุงเทพ...ไม่เรียนแล้ว!!!! จากนั้น สองสามเด็กคนนั้นก็เดินทางมากรุงเทพ แบบพ่อกับแม่เองก็ยังไม่ทันได้ตั้งตัว และคงไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนั้น แต่ว่าพ่อกับแม่ก็ไม่ว่าอะไร ปล่อยให้เด็กนั้น เก็บเสื้อใส่กระเป๋า ด้วยใจมุ่งมั่นว่า ถ้าฉันไม่ได้ดี ฉันจะไม่ย้อนกลับมาเด็ดขาด!!!
วันนั้นพ่ออยู่ไหนไม่รุ้ ไม่ยอมมาส่งเด็กคนนั้นขึ้นรถเลย ก็เหลือแต่แม่ ที่ยื่นตังค์ค่ารถ2000 บาทให้ พร้อมกับมองเด็กคนนั้นด้วยสายที่ที่ซ้อนไว้ด้วยความห่วงหา เหมือนกับแม่อยากจะบอกว่า อย่าไปเลยนะ ลูก....เมื่อเด็กคนนั้นมองหน้าแม่แล้ว ใจก็เริ่มคล้อยๆ หวั่นใจไม่อยากจะไปยังไงก็ไม่รู้ น้ำตาจะไหล... แต่ว่า เด็กคนนั้นได้ตัดสินใจอย่างแนวแน่แล้ว ว่าจะขอไปต่อสู้ชีวิตในกรุงเทพดีกว่า..........






เรื่องราวยังไม่จบนะค่ะ รอติดตามชีวิตของเด็กคนนั้น เมื่อเข้ามาอยู่กรุงเทพเป็นครั้งแรกในชีวิตจะเป็นยังไง เขาจะปรับตัวอยู่ในเมื่องที่เขาไม่เคยรู้จัก ไม่มีญาติพี่น้องอยู่ที่นั่นได้หรือเปล่า..รอตอนหน้านะค่ะ
สำหรับวันนี้ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาอ่านค่ะ


มาให้กำลังใจอีกคน แงๆๆไม่มีพ่อ ทำไงละเนี่ย
จอง ที่สี่อ่ะ
สวัสดีค่ะ...ใกล้ถึงวันพ่อแล้ว คิดถึงพระคุณพ่อค่ะ... ขอบคุณน้องนาที่เตือนนะจ๊ะ อิอิ
ขอบคุณพี่เอ๊ะ
ยอดเยี่ยมมากๆ มาที่หนึ่งได้ไงเนี่ย นานๆที ฮ่าๆๆๆ รับไปเลยค่ะรางวัล เสียงปรบมืออันกึกก้อง ฮ่าๆๆๆ ก๊ากๆๆๆ
ขอบคุณค่ะครูลำดวน
รอติดตามนะค่ะ เด็กคนนั้น ดื้อจริงๆด้วย
คิดว่าตัวเอง จะดีได้ ไม่สนใจความรู้สึกคนรอบข้างเลย
คุณครูสบายดีนะค่ะ อิอิ
ขอบคุณอาจารย์ขจิต
อาจารย์ค่ะ ไม่มีพ่อแล้วเกิดได้ไงเนี่ย ฮิๆๆๆ
ถึงท่านจะไม่อยู่แล้ว ก็ระลึกท่านเสมอนะค่ะ
ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ
นึกถึงคุณพ่อนั้น ประเสริฐ
คุณพ่อก่อกำเนิด แม่ให้
ชีพนายิ่งบรรเจิด เกิดก่อ
ขอพ่อแลแม่ไซร้ ช่วยให้นาเจริญ
แม่บอกว่า เก็บมาเลี้ยง แงๆๆๆๆๆๆๆๆ ตอกย้ำๆๆๆ
ขอบคุณพี่พอลล่า
แหม พี่พอลล่า ไม่จองที่ 3ละค่ะ จะได้เหรียญทองแดงหน่อย อิอิ อย่างนนี้ได้รางวัลชมเชยค่ะ แถมด้วย กอดๆๆๆๆๆๆ อิอิ ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณป้าแดง
รักและคิดถึงท่านทุกๆวันเลยค่ะ
ขอบคุณที่แวะมาทักทายนะค่ะ
ป้าแดงสบายดีนะค่ะ
ขอบคุรพี่พอลล่า
ใช่แล้วค่ะ ใกล้ถึงวันพ่อแล้ว
เตรียมโปรแกรมไว้หรือยังค่ะ อิอิ
คิดถึงนะค่ะ ขอบคุณพี่มากๆเลยค่ะ
ขอบคุณครูตาล
อย่าลืมเอามาลงให้อ่านด้วยนะค่ะ อิอิ
เดี๋ยวจะรอติดตามเช่นกันค่ะ
ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ