สวัสดีค่ะ สมาชิกทุกๆ ท่าน
ดิฉันต้องขออนุญาตเขียนบันทึกนี้ขึ้นมาเพื่อหารือกับสมาชิกทุกท่านในการร่วมด้วยช่วยกันสร้างแนวทางที่จะนำมาใช้สำหรับการเขียนบันทึกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองอย่างสมานฉันท์ค่ะ
สำหรับเรื่องการเมือง จะว่าไปแล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของประชาชนชาวไทย และเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของสมาชิกหลายๆ ท่านและสมาชิกบางส่วนก็อยากจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างจะละเอียดอ่อนในเชิงทางสังคมและการแสดงความคิดเห็นค่ะ ดังนั้นบางครั้งจึงทำให้เกิดความคิดเห็นที่แตกต่าง และอาจกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีของสมาชิกในชุมชน อีกทั้งยังอาจกระทบต่อเป้าหมายและบรรยากาศของชุมชม GotoKnow.org ที่เป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับกลุ่มคนทำงานอีกด้วย
ในฐานะผู้ดูแลชุมชน GotoKnow.org แห่งนี้ ดิฉันและทีมงานค่อนข้างลำบากใจในการจัดการดูแลบันทึกที่เกี่ยวข้องกับการเมืองค่ะ เพราะเรื่องนี้ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของผู้เขียนและผู้อ่าน นอกจากนี้การทำหน้าที่ของผู้ดูแลชุมชนก็อาจส่งผลกระทบได้ง่ายเช่นกัน และที่ผ่านมามีบางบันทึกที่ทางทีมงานจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากเจ้าของบล็อกในการปิดบันทึกไม่ให้แสดงต่อผู้ใช้งานเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งที่จะอาจจะรุนแรงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากเนื้อหาในบันทึกมีแนวโน้มก่อให้เกิดความขัดแย้งจากผู้แสดงความคิดเห็นที่เป็นสมาชิกของ GotoKnow.org และไม่เป็นสมาชิก อีกทั้งบันทึกเรื่องการเมืองใน Gotoknow.org ก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย การดูแลเรื่องนี้ด้วยการติดตามอ่านบันทึกทั้งหมด ทางทีมงานเองก็มีกำลังไม่เพียงพอที่จะติดตามอย่างใกล้ชิดค่ะ
ดังนั้นการดูแลจากทางทีมงานเองอย่างเดียวก็คงไม่เพียงพอ ดิฉันและทีมงานจึงมองว่าสิ่งหนึ่งที่จะช่วยในการทำให้ชุมชน GotoKnow.org สามารถแลกเปลี่ยนกันเรื่องการเมืองได้อย่างสมานฉันท์นั้นจำเป็นต้องได้รับแนวทางที่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกว่าแนวทางใด จะเป็นแนวทางที่เหมาะสมต่อการเขียนบันทึกเกี่ยวกับการเมือง
บันทึกนี้ดิฉันจึงขอเขียนขึ้นมาเพื่อขอความคิดเห็นในการหารือเพื่อให้ทุกท่านได้ร่วมสร้างแนวทางในการเขียนบันทึกเกี่ยวกับการเมืองอย่างสมานฉันท์ เพื่อลดความรุนแรง หลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น โดยเน้นการแลกเปลี่ยนในเชิงสร้างสรรค์ค่ะ
ทางทีมงานต้องขอรบกวนสมาชิกทุกท่านช่วยกันเสนอแนะแนวทางกันด้วยนะคะ


เมนูของ soontrees





เมื่อ อา. 31 ส.ค. 2551 @ 15:48
806620 [ลบ]
เพิ่งเห็นบล็อกนี้ครับ
จะกลับไปคิดเปนการบ้านครับ
เมื่อ อา. 31 ส.ค. 2551 @ 16:18
806659 [ลบ]
- เอ่อ สิ่งที่เราอาจจะยังไม่ได้แลกเปลี่ยนกันในนี้คือ
นิยาม ของคำว่า การเมือง มันมีทั้งในความหมายกว้างอย่าง รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคม รูปแบบการจัดการอำนาจในสังคม หรือ เรื่องเฉพาะอย่างพรรคการเมือง เรื่องม๊อบ เรื่องรัฐบาล
-เพราะฉะนั้นผมเห็นว่า ในความหมายกว้างแล้วบางเรื่องที่เราคิดว่าไม่มีการเมือง อย่างการเขียนบล็อกโปร สนับสนุน เศรษฐกิจพอเพียง จริงๆก็เปนเรื่องการเมืองชนิดหนึ่ง เพราะไอเดียนี้ถูกนำไปใช้ในทางการเมืองให้กับบางฝ่าย และใช้เปนครื่องมือทางอุดมการณ์เพื่อดิสเครคิตบางฝ่าย
-การ"ไม่มีการเมือง" แบบที่เราคุ้นเคยกัน ก็คือ การเมืองชนิดหนึ่งครับ
ไม่่ได้เล่นลิ้น คารม หรือพูดให้เท่ อะไรทั้งสิ้นนะครับ
คือในทุกสังคม มันจะมีสิ่งที่เปนวัฒนธรรม
เปนการเมืองกระแสหลักอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้น แนวคิดประมาณว่า อ่ะ ไม่มีการเมือง การไม่พูดเรื่องการเมือง คือการบอกว่า ให้รักษาแนวปฏิบัติแบบเดิมๆตามแบบกระแสหลักเอาไว้โดยไม่ต้องยกขึ้นมาดีเบทเพื่อการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งก็คือแนวคิดแบบคอนเซอร์เวทีพนั่นเอง
การไม่พูดเรื่องการเมือง
คือการเมืองแบบคอนเซอเวทีพ อย่างเนียนๆ นั่นเอง
-แถมผลกระทบของมันคือการที่ทำให้เราเคยชิน
กับบรรยากาศที่ความแตกต่างถูกกดเอาไว้
ดุเหมือนจะดี แต่พอเห็นไม่ตรงกันทีก็ทะเลาะกันมากมาย
แล้วเก็บมา คิดแค้ยแบางฝ่สย
-น่าจะดีกว่าถ้ารู้จักยกมาพูดกัน แล้วไม่ทำให้เปนเรื่องส่วนตัว ไม่ทำให้เปนเรื่องที่มีลักษณะแบบศรัทธาทางศาสนา
แต่ให้เปนเรื่องหลักการ เป็นเรื่องที่เถียงกันได้
บนพื้นฐาน ของการเน้นเรื่องหลักการและการปฏิบัติ เปนเรื่องช้อยส์
ไม่ใช่มอรัล และ ไม่ใช่เถียงกันแบบผู้นับถือศาสนา
แล้วเรียนรู้ที่่จะไม่เอาเรื่องหลักการมาเปนประเด็นส่วนตัว
สังคมที่เจริญแล้วก็ล้วนแต่เดินไปในทิศทางนี้ทั้งนั้น แม้จะไปไม่ได้เต็มที่สมบูรณ์เค้าก็ไปได้มากกว่าเรา
- สนับสนุนให้เขียนเรื่องการเมือง และคอมเม้นเรื่องการเมือง
- และคิดว่า่ควรจะมีการรณรงค์ ให้เกิดการเรียนรู้ที่จะอดทนกับการแสดงความเห็นที่เราไม่ชอบ ให้เน้นหลักการ และแอ๊คชั่น ไม่ใช่ตัวบุคคล และทำให้การแแลกเปลี่ยนสร้างสรรค์ อันนี้จะกลับไปคิดแล้วกัน ว่าเปนรูปธรรมควรทำไง
-สร้างสรรค์นี่ไม่ได้หมายความว่าต้องเห็นด้วย
ต้องเข้ามายอคนเขียนเหมือนที่คอมเม้นในบันทึกแนวสายลมแสงแดดชอบทำกัน (มันเปนสิ่งที่ดีนะในบางกรณี ผมก็ำทำเหมือนกัน) แต่ควรจะอยู่บนการวิจารณ์แบบเน้้นหลักการ เช่นไม่เห็นด้วย กับอันนี้เพราะ 1234 ไม่ใช่เอะอะ ยกตัวอย่างนะฮะ ความเห็นประเภท ทักษิณมันเลว อมาตยามันชั่วฯลฯ พวกที่คิดอย่างนี้ไปอยู่ประเทศอื่นเลยไป พวกไม่รักชาติ พวกรับเงินเหลี่ยม ฯลฯ อย่างนั้นมั่นไม่สร้างสรรค์ มันเปนการไม่ยอมรับความแตกต่าง อ่านแล้วไม่ทำให้อะไรดีขึ้นฮะ
เมื่อ อา. 31 ส.ค. 2551 @ 16:46
806688 [ลบ]
ต่างคนต่างมองต่างมุม ถ้าเขียนโดยที่ตัวเองไม่ถอยออกมานอกวง แล้วให้มุมมองจากภายนอก ก็จะกลายเป็นยิ่งเขียน ยิ่งยุ่ง ยิ่งเขียน ยิ่งขัดแย้ง เป็นดาบสองคมครับ
เมื่อ จ. 01 ก.ย. 2551 @ 03:36
807249 [ลบ]
ความเห็นที่ 32 ครับ,
ตัวอย่างเห็นภาพเลยครับ :)
ความเห็นประเภทไล่ด่าคนอื่นว่าเป็นพวกรับเงินเหลี่ยม ผมว่าที่นี่ผมเห็นน้อยนะึครับ แต่ที่อื่นบางทีผมแค่ไม่เขียนเข้าข้างพันธมิตร ผมก็กลายเป็นพวกรับเงินเหลี่ยมไปโดยอัตโนมัติแล้วครับ
สังคมที่นี่ถือว่า educated มากๆ จนน่าตกใจเลยครับ การกระทำป่าเถื่อนมีน้อยจนผมรู้สึกนับถือเลยครับ ตั้งแต่ผมเริ่มเขียนมาผมชอบเขียนที่นี่ที่สุดแล้วครับ ตอนนี้ผมเลิกเขียนที่อื่นหมดแล้ว
ผมเลยรู้สึกจริงๆนะครับ ว่าถ้าเป็นที่นี่ น่าจะมีการสนทนาทางการเมืองแบบสร้างสรรค์ได้
เมื่อ จ. 01 ก.ย. 2551 @ 11:19
807546 [ลบ]
สวัสดีค่ะ
* เป็นคำแนะนำที่ดีและเห็นด้วยค่ะ
* ขอชื่นชมทีมงาน G2K
* ช่วยกันดูแลและยึดถือหลักการบริการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
เมื่อ จ. 01 ก.ย. 2551 @ 11:35
807567 [ลบ]
ขอบคุณมากครับคุณมะปรางเปรี้ยว
ช่วงที่ผ่านมามีสมาชิกในครอบครัวของผมป่วยและเข้ารับการผ่าตัดซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างพักฟื้น ทำให้ช่วงที่ผ่านมาและช่วงนี้เลยไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่ครับ
คุณมะปรางเปรี้ยวรักษาสุขภาพด้วยนะครับ
เป็นเรื่องที่ยากครับเนื่องจากการแสดงออกทางความคิดเห็นเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ความสมเหตุสมผลและมีความเป็นธรรม แต่การที่จะไปหาค่าเฉลี่ยทางด้านตรรกะของเหตุและผลของแต่ละฝ่ายก็เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง เนื่องจากเหตุและผลบนจุดยื่นที่แตกต่างกัน เป็นธรรมดาของทุกสังคมที่เป็นประชาธิปไตยครับที่กระบวนการทางความคิดมีความแตกต่างกันเจือปนอยู่ในสังคม ซึ่งบางครั้งความแตกต่างทางความคิดก็นำไปสู่บริบทที่เป็นทางออกของปัญหาแต่บางครั้งก็นำไปสู่ทางตันของปัญหาได้เช่นกัน ดังนั้นในถ้าหากพบว่าผู้เขียนท่านใดมีพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการนำไปสู่ทางตันและความขัดแย้งที่รุนแรง ผมมีความเห็นพ้องกับอาจารย์วิจารณ์ พานิช ครับ และที่อยากจะเสริมเพิ่มเติมอีกประเด็นหนึ่งก็คือ ตัวเราเองต้องสร้างภูมิคุ้มกันในการบริโภคข้อมูลข่าวสารขึ้นมาเพื่อเป็นเกราะป้องกันอีกทางหนึ่งครับ
มนุษย์ทุกคนดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความแตกต่างและความขัดแย้งทั้งทางความคิดและการกระทำ ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติของสังคมโดยทั่วไป สิ่งที่คอยเจือจางระดับความเข้มข้นของความแตกต่างและขัดแย้งดังกล่าว ก็คือ กฎ กติกา ทางสังคม ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อนำมาเป็นกรอบควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ให้ไปละเมิด และ/หรือ ถูกผู้อื่นละเมิด แต่ในบางครั้งและในบางเรื่องกรอบของกฎ กติกา ทางสังคมดังกล่าวก็ไม่อาจควบคุมเกมส์ของพฤติกรรมจากมนุษย์ได้ทั้งหมด ทำให้เหตุการณ์บานปลายออกไปเกิดการปะทะของหลาย ๆ ฝ่าย ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งแต่ละฝ่ายก็ยึดมั่นยึดติดในความคิดของตัวเองเป็นสำคัญ ทำให้การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ที่สื่อภาษาทางดอกไม้ระหว่างกันมีทิศทางเป็นคู่ขนานไม่สามารถที่จะเชื่อมติดกันได้ ซึ่งมุมมองของการนำเสนอทางออกเพื่อลดทอนความเข้มข้นของระดับดีกรีในการเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายที่เห็นแตกต่างกันนั้น โดยสรุปส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า “ต้องพบกันครึ่งทางหรือต่างฝ่ายต่างถอยคนละก้าว” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวาทกรรมยอดฮิตเมื่อเกิดการเผชิญหน้ากันทางความคิดที่แตกต่างยืนอยู่คนละขั้วชัดเจน โดยกระบวนการของการพบกันครึ่งทางก็ขึ้นอยู่กับวิธีการนำเสนอของแต่ละบุคคลว่าจะให้แต่ละฝ่ายปลดชนวนความขัดแย้งหรือถอยคนละก้าวที่ประเด็นใด ทัศนะคติของมายาภาพที่ให้แต่ละฝ่ายพบกันครึ่งทางเป็นวิธีแก้ปัญหาได้ผลจริงหรือไม่นั้นก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนที่จะให้น้ำหนักและปลดชนวนของปมขัดแย้งที่ประเด็นใดเป็นสำคัญ
หากการพบกันครึ่งทาง สามารถหาค่าเฉลี่ยทางความคิด ออกมาได้เป็นตรรกะทางคณิตศาสตร์ได้ก็คงจะดีและทุกคนโดยส่วนใหญ่ก็คงจะได้ข้อสรุปที่ตรงกัน แต่การพบกันครึ่งทางของตรรกะทางความคิดมันเป็นคนละเรื่องกัน การที่จะหาค่าเฉลี่ยทางความคิดของแต่ละฝ่ายเพื่อนำมาประเมินและหาจุดกึ่งกลางทางความคิดเป็นไปได้ยาก เพราะความเห็นที่แตกต่างกันมันมีมูลเหตุมาจากหลาย ๆ ปัจจัยทั้งจาก องค์ความรู้ของแต่ละคน การได้รับข้อมูล (ก็จะมีประเด็นปัญหาอีกว่าจริง – เท็จ หรือเชิงลึกเพียงใด) ความสนใจในประเด็นของต้นเหตุของความขัดแย้ง เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของต้นทุนทางความคิดที่นำเข้าไปสู่กระบวนการของการผลิตโดยปัญญาแล้วได้ผลผลิตออกมาทางการพูดและการกระทำของแต่ละบุคคล จนนำไปสู่การยึดมั่นทางความคิดและเกิดเป็นความเชื่อและความศรัทธาตามมา แล้วจะให้หาค่าเฉลี่ยจุดกึ่งกลางของการพบกันครึ่งทางได้อย่างไร ในเมื่อ ต้นทุนในการผลิตขององค์ประกอบ (องค์ความรู้ของแต่ละคน การได้รับข้อมูล คนสนใจติดตามในประเด็นความขัดแย้ง เป็นต้น) ทางความคิดของแต่ละคนและแต่ละฝ่ายมีไม่เท่ากันและบางครั้งก็บิดเบือนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะพื้นฐานของมนุษย์โดยส่วนใหญ่ทุกคนมีต้นทุนของการรักตัวเองและมีความกลัว (จะเสียสิทธิ์และถูกละเมิดสิทธิ์) อยู่เป็นอย่างมาก โดยถูกกำกับขับเคลื่อนผ่านช่องทางของ “ผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง” เป็นที่ตั้ง
การพบกันครึ่งทางเพื่อนำไปสู่ทางออกของปัญหาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายยึดมั่นในผลประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริงเป็นที่ตั้ง โดยผ่านกระบวนการทำงานทางด้านคุณภาพของความคิดและปัญญา ซึ่งก็เป็นผลมาจากระดับคุณภาพทางการศึกษาและการเรียนรู้จากหลาย ๆ มิติที่สามารถแยกแยะ ถูก – ผิด หรือ ดี – เลว ตามตรรกะของความสมเหตุสมผลได้อย่างแท้จริง แล้วในความเป็นจริงปัจจุบันสังคมไทยก้าวข้ามพ้นผ่านไปถึงจุดนั้นแล้วหรือยัง
เป็นเรื่องที่ยากครับที่เราจะเคลื่อนที่ออกจากวงโคจรในเรื่องการเมืองเนื่องจากวิถีชีวิตของเราต้องเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับเรื่องการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อมและไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ทางที่ดีที่สุดเราควรตระหนักและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเราเองดีกว่า ทุกวันนี้ข้อมูลข่าวสารที่เราบริโภคอยู่นั้นมีหลากหลาย ก็เปรียบเสมือนสินค้าที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย แต่ต้องพิจารณากันให้ดี ๆ เพราะสินค้าที่มีคุณสมบัติเหมือนกันแต่อาจแตกต่างที่คุณภาพ การที่จะบริโภคสินค้า (ข้อมูลข่าวสาร) ที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต้องบริโภคด้วย “ปัญญา” ครับ โดยการตั้งสติให้มั่นและยึดหลัก กาลามสูตร หรือ เกสปุตตสูตร ของพระพุทธเจ้า คือ ข้อมิให้เชื่อถือโดยอาการ ๑๐ ประการ อันประกอบไปด้วย
๑. มา อนุสฺสเวน--อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการได้ยินได้ฟังตามกันมา
๒. มา ปรมฺปราย--อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการที่ได้ปฏิบัติและนับถือตามถ้อยคำสืบ ๆ กันมา
๓. มา อิติกิราย--อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการตื่นข่าวลือ
๔. มา ปิฏกสมฺปทาเนน--อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการอ้างตำรา
๕. มา นยเหตุ--อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการอนุมานนึกเดาเอาเอง
๖. มา ตกฺกเหตุ--อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการคาดคะเนเพราะเหตุแห่งตรรกะ
๗. มา อาการปริวิตกฺเกน--อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการคิดตรองอาการที่ปรากฏ
๘. มา ทิฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา--อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะเข้ากับความเห็นของตน
๙. มา ภพฺพรูปตาย--อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะผู้พูดมีรูปลักษณะน่าเชื่อถือ และ
๑๐. มา สมโณ โน ครูติ--อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะเห็นว่าสมณะนี้หรือผู้นี้เป็นครูของเรา
ซึ่งหลัก กาลามสูตร หรือ เกสปุตตสูตร นี้น่าจะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดและช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในการกรองข้อมูลข่าวสารที่มีความหลากหลายจนกลายเป็นสงครามแห่งข้อมูลในปัจจุบัน หวังว่าผู้ที่บริโภคข้อมูลข่าวสารทุกท่านคงรับมือกับ สงครามกองทัพข่าวสารในปัจจุบัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพจากเครื่องมือ คือ หลัก กาลามสูตร หรือ เกสปุตตสูตร นี้นะครับ
เมื่อ จ. 01 ก.ย. 2551 @ 21:09
808384 [ลบ]
สาธุ
เมื่อ จ. 01 ก.ย. 2551 @ 21:17
808402 [ลบ]
สวัสดีค่ะ
ทางทีมงานต้องขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นค่ะ โดยจากการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมไว้นั้น ดิฉันได้สรุปประเด็นที่สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติไว้ที่บันทึกหารือ : ข้อสรุปแนวทางในการเขียนบันทึกและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองอย่างสมานฉันท์
รบกวนทุกท่านช่วยกันพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้งด้วยค่ะ