ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นที่ทราบกันดี จากเหตุการณ์เอลนีโญ่อ่อน ๆ ตามธรรมชาติ
ทำให้เกิดปรากฎการณ์ฝนตกในบริเวณฝั่งทะเลมหาสมุทรแปซิฝิกตะวันออกน้ิอย
เป็นเหตุการณ์น้ำแล้งที่ถือว่ารุนแรงในรอบสิบปีของประเทศ
บึงทุ่งกะโล่ ที่เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของแผนที่โลก จึงได้รับผลกระทบไปโดยปริยาย
เช่นเดียวกับน้ำในเขื่อนทั่วประเทศไทยที่แห้งขอดอย่างหนัก
แม้จะเข้าเดือน พฤษภา มิถุนา ที่ถือว่าเป็นช่วงต้นฤดูฝน ที่ฝนควรจะตกหนักจนบึงหนองเต็มล้นไปด้วยน้ำก็ตามที
แม้เหตุการณ์แห้งแล้งดังกล่าว จะแวะเวียนมาเยี่ยมประเทศไทยในรอบทุก ๆ ๑๐ ปี
แต่ปีนี้ บึงทุ่งกะโล่ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำและแหล่งอาศัยของนกและสัตว์น้ำนานาพรรณ

(ภาพ: บึงทุ่งกะโล่ ยามปกติ มีน้ำขังและต้นกกอ้อสูงกว่า ๓-๔ เมตร เต็มบึง)
เพราะปีนี้ ทุ่งกะโล่ ถูกไฟไหม้ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า เป็นไฟที่จุดโดยชาวบ้านริมบึง
ทำให้
ต้นกกอ้อ ที่สูงกว่า ๓-๔ เมตร สูงท่วมช่วงสองช่วงคน
ต้นกกอ้อ เคยที่เขียวขจีตลอดศก เป็นแหล่งพึ่งพิงของสัตว์ทั้งหลาย และเอกลักษณ์สำคัญของบึงกะโล่แห่งนี้

และที่สำคัญ
ต้นกกอ้อ ที่เก็บงำตำนานเล่าขานอาถรรพ์ไว้ภายใน สถานที่ไม่เคยมีคนย่างกรายเข้าไปภายในมานับร้อย ๆ ปี
ถูกไฟไหม้ลามหมดทั้งอาณาเขตกลางบึงกว่า ๗,๐๐๐ ไร่
กลายเป็นบึงร้าง ที่เต็มไปด้วยซากกกอ้อกอไม้ ฝุ่นผงสูงท่วมหัวเข่า และซากเต่าซากสัตว์น้ำมากมายที่ถูกพลีในกองเพลิง เป็นมหาวิบัติที่ร้ายแรงครั้งหนึ่งของบึงกะโล่แห่งนี้ ที่ทำลายสรวงสวรรค์ของสรรพสัตว์จนสิ้นซาก และปิดฉากตำนานแหล่งดูนกน้ำสำคัญของเมืองอุตรดิตถ์ไปโดยปริยาย
กลายเป็นพื้นดินแห้งผาก แตกระแหง ที่กินอาณาบริเวณกว่า ๗,๐๐๐ ไร่

ตำนานเมืองของสรรพชีวิน ได้ล่มลงแล้ว สวนทางกับ ตำนานปรัมปราของชาวบ้าน
ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง!
- โบราณวัตถุพบใหม่... กับตำนานเมืองล่มแห่ง "บึงทุ่งกะโล่" : ตอนที่ ๑
- โบราณวัตถุพบใหม่... กับตำนานเมืองล่มแห่ง "บึงทุ่งกะโล่" : ตอนที่ ๒
- โบราณวัตถุพบใหม่... กับตำนานเมืองล่มแห่ง "บึงทุ่งกะโล่" : ตอนที่ ๓



