(นายพลฟรานซิสโก ฟรังโก)

                หลังจากสิ้นสุดสงครามกลางเมือง สเปนก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของนายพลฟรานซิสโก ฟรังโก ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๓๙ – ๑๙๗๕  ช่วงเวลาดังกล่าวสเปนต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์สำคัญ ๒ เหตุการณ์คือ สงครามโลกครั้งที่ ๒ (ค.ศ. ๑๙๓๙ – ๑๙๔๕) และสงครามเย็น (ค.ศ. ๑๙๔๕ – ๑๙๙๑)

                เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้น นายพลฟรังโก้ไม่ได้นำสเปนเข้าสู่สงคราม เพราะสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่มั่นคง สเปนต้องวางตัวเป็นกลาง แต่ก็เอนเอียงเข้าหาฝ่ายอักษะในระยะแรก และเปลี่ยนมาเข้ากับฝ่ายสัมพันธมิตรในระยะหลัง หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง สเปนถูกโดดเดี่ยวทางการทูต เพราะมีลักษณะการปกครองคล้ายกับระบอบฟานซิสต์ แต่เมื่อเกิดสงครามเย็นขึ้น สเปนได้เข้าร่วมกับกลุ่มประเทศโลกเสรี อเมริกายื่นมือเข้ามาช่วยฟื้นฟูสเปน ทำให้สเปนไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป และมีสถานภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมที่มั่นคงกว่าเดิม

                แนวทางการดำเนินนโยบายของนายพลฟรังโกในสงครามโลกครั้งที่ ๒

                ๑. ดำเนินนโยบายเป็นกลางไม่เข้าร่วมสงครามเพราะ

                      ๑.๑ ต้องการฟื้นฟูประเทศอันเนื่องมาจากสงครามกลางเมือง (The Civil War 1936 – 1939)

                      ๑.๒ สถานภาพทางการเมืองของนายพลฟรังโกยังไม่มั่นคง และกลัวต่างชาติเข้าแทรกแซง

                ๒. นายพลฟรังโกเอนเอียงเข้าหาฝ่ายอักษะในระยะแรกเพราะ

                      ๒.๑ ชัยชนะของกลุ่มปฏิวัติชาตินิยมในสงครามกลางเมืองที่นายพลฟรังโกเป็นผู้นำนั้น ส่วนหนึ่งได้รับความช่วยเหลือจากเยอรมนีและอิตาลี ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายอักษะ

                ๓. สภาพทางภูมิศาสตร์ของสเปนเป็นจุดยุทธศาสตร์?ี่สำคัญ ที่เชื่อต่อระหว่างยุโรปและแอฟริกา ทำให้ทั้งฝ่ายอักษะและฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการสเปนเข้าร่วมเป็นพันธมิตรด้วย จากเหตุผลดังกล่าวจึงกดดันนายพลฟรังโกในการดำเนินนโยบายต่างประเทศเป็นอย่างมาก

                ๔. การดำเนินนโยบายของนายพลฟรังโกระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีจุดมุ่งหมายคือ

                      ๔.๑ คงความเป็นเอกราชของสเปนไว้

                      ๔.๒ เพื่อความอยู่รอดของประเทศ

                ๕. การดำเนินนโยบายเนกลาง ทำให้สเปนต้องยอมรับการเป็นพันธมิตรระหว่างโซเวียตรัสเซียกับเยอรมนี (Nazi –  Soviet Pact of August 1939) เป็นสนธิสัญญาที่เยอรมนีตกลงแบ่งประเทศโปแลนด์กับโซเวียตรัสเซีย

 

                นโยบายในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ช่วงแรก (ค.ศ. ๑๙๓๙ – ๑๙๔๓)

                ๑. สเปนดำเนินนโยบายเป็นกลางแต่เอนเอียงเข้าหาฝ่ายอักษะเพราะ

                      ๑.๑ ได้รับประโยชน์จากการซื้ออาหารและน้ำมันจากฝ่ายอักษะ เพราะฝ่ายอักษะเป็นฝ่ายได้เปรียบและยึดครองพื้นที่ได้มากกว่าสัมพันธมิตร ก็เพื่อความอยู่รอดของประเทศ

                      ๑.๒ ต้องการกดดันให้อังกฤษคืนดินแดนยิปบรอนตาที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศสเปนที่อังกฤษยึดไปในปี ค.ศ. ๑๗๑๓ จากสนธิสัญญาอูเทรด

                      ๑.๓ ต้องการขยายอำนาจเข้าไปในโมร็อคโคของประเทศฝรั่งเศส สเปนเชื่อว่าโมร็อคโคเคยเป็นของสเปน

                ๒. การดำเนินนโยบายต่างประเทศอยู่ภายใต้การนำของนาย Romon Sorano รัฐมนตรีต่างประเทศ (ค.ศ. ๑๙๔๐ – ๑๙๔๒) นโยบายคือ

                      ๒.๑ สเปนได้ร่วมประณามความเสื่อมของการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามแบบฉบับของลัทธิฟานซิสต์

                      ๒.๒ ส่องกองทหารอาสา Blue Division  ประมาณ ๑๗,๐๐๐ คน เข้าร่วมรบกับกองทัพเยอรมนีโจมตีโซเวียตรัสเซีย

                      ๒.๓ สเปนได้เข้าร่วมประเทศกลุ่มสนธิสัญญาต่อต้านคอมมิวนิสต์สากล (Anti - Commintern Pact) ประกอบด้วยประเทศ เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และ สเปน

 

                นโยบายในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ระยะหลัง (ค.ศ. ๑๙๔๓ – ๑๙๔๕)

                เข้าหาฝ่ายสัมพันธมิตรมากขึ้นเนื่องจาก

                ๑. นายพลฟรังโกไม่ไว้ใจฝ่ายอักษะนับตั่งแต่ฝ่ายอักษะ (เยอรมนี) เข้ายึดฝรั่งเศสในปี ค.ศ. ๑๙๔๐ ทหารส่วนหนึ่งของเยอรมนีข้ามเทือกเขาพีเรนีสเข้ามาในสเปน

                ๒. ค.ศ. ๑๙๔๓ เป็นต้นมา สัมพันธมิตรเป็นฝ่ายลุกไล่ฝ่ายอักษะบ้าง นายพลฟรังโกต้องเปลี่ยนนโยบายทางการประเทศคือ เปลี่ยนรัฐมนตรีต่างประเทศ จากนาน Romon Sorono เป็นนายพล Jodana

                ๓. การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสเปนทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับประโยชน์ เมื่อมีการทำสงครามในเขตเมดิเตอร์เรเนียนและแอฟริกาเหนือ เพราะถ้าสเปนยังเข้ากับฝ่ายอักษะอยู่ จะก่อความยุ่งยากกับฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตก

                ๔. เมื่อมุโสลินีผู้นำอิตลีหมดอำนาจใน ก.ค. ๑๙๔๓ สเปนให้การสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตรมากขึ้นโดย

                      ๔.๑ ยินยอมให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเดินทับทางบกผ่านสเปนเพื่อไปสมทบกับกองทัพฝรั่งเศสเสรีของนายพลชาลล์ เดอร์ โกล ในแอฟริกาเหนือ

                      ๔.๒ เพิ่มการค้ากับสัมพันธมิตรมากขึ้น

 

                ผลการดำเนินนโยบายสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง (ค.ศ. ๑๙๔๕)

                ๑. สเปนเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม Anti – Commintern Pact ที่ยังเหลืออยู่ ทำให้โซเวียตรัสเซียไม่สบายใจ

                ๒. ตลอดระยะเวลาของสงครามโลกครั้งที่ ๒ นายพลฟรังโกสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาลกลางได้สำเร็จเพราะทุ่มงบประมาณส่วนใหญ่ให้กับทหารและตำรวจ ทำให้ทั้งสองเป็นองค์การที่เข้มแข็ง และเป็นกำลังสำคัญที่หนุนอำนายของนายพลฟรังโก

 

                ผลกระทบที่สเปนได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ ๒

                ๑. ประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกคิดว่า ระบอบฟานซิสต์จะหมดไปจากสเปนเอง ปละโซเวียตรัสเซียก็คิดเช่นเดียวกัน แต่โซเวียตรัสเซียกลัวว่า สเปนจะเปลี่ยนหารปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตย และเข้าร่วมกลุ่มประเทศโลกเสรี แทนที่จะเป็นคอมมิวนิสต์

                ๒. สเปนถูกต่อต้านประเทศจากองค์การสหประชาชาติเช่น

                   - ตัวแทนของแม็กซิโกสเนอไม่ให้สเปนเข้าร่วมองค์การสหประชาชาติ

                   - ครีแมนท์ แอทลี นายกรัฐมนตรีของอังกฤษร่วมกีดกันไม่ให้สเปนเข้าร่วมองค์การสหประชาชาติ

                   - ก.พ. ๑๙๔๖ ฝรั่งเศสสั่งปิดพรมแดนตอนใต้ที่ติดกับสเปน ประเทศต่าง ๆ ถอนทูตออกจากรุงมาดริด สเปนถูกโดดเดี่ยว

                หลังจากนี้ไป (ค.ศ. ๑๙๔๕ – ๑๙๙๑) โลกก็เข้าสู่ภาวะสงครามเย็น เป็นสงครามทางอุดมการณ์ทางความคิดระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียตและฝ่ายโลกเสรีที่นำโดยอเมริกา ซึ่งนายพลฟรังโกดำเนินนโยบายนำสเปนเข้าสู่โลกเสรี 

 

                ผลกระทบของสงครามเย็นที่มีต่อสเปน

                เมื่อเกิดสงครามเย็น อเมริกาอยากได้สเปนเข้ามาเป็นพรรคพวกเดียวกัน ดังนั้นประธานาธิบดี ฮาร์รี่ แอส. ทรูแมน จึงดำเนินนโยบาย

-    ก.ย. ๑๙๕๐ เสนอเงินกู้ให้รัฐบาลสเปน ๖๒๕,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ

-    ธ.ค. ๑๙๕๐ อเมริกาส่งทูตกลับไปประจำกรุงมาดริด หลังจากนี้ประเทศต่าง ๆ ก็ส่งทูตกลับมาประจำมาดริดตามอเมริกา สเปนไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป

-    ม.ค. ๑๙๕๒ สเปนร่วมกับประเทศโลกเสรี ประกาศต่อต้านลัทธิคอมมูนิสต์อย่างเป็นทางการ

-    ก.ย. ๑๙๕๓ อเมริกาจัดตั้งฐานทัพในสเปน โดยมีค่าตอบแทนเป็นเงิน ๒,๒๖๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ

-    พ.ย. ๑๙๕๓  สภาคอเตสให้สัตยาบันการเป็นพันธมิตรระหว่างสเปนกับอเมริกา สเปนอยู่ฝ่ายโลกเสรีเต็มตัว

 

         อเมริกาทำให้สเปนเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาโดยการเข้าไปช่วยฟื้นฟูในหลายด้านจนเกิดความเชื่อมั่นให้กับประเทศอื่น ๆ ส่งผลให้สเปนมีความมั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หลังจากนี้ไป สเปนก็พัฒนาการปกครองเป็นลำดับกล่าวคือ

-    ค.ศ. ๑๙๖๙ นายพลฟรังโกเสนอให้เจ้าชายฮวน คาลอสดำรงตำแหน่ง Caudillo เพื่อสืบราชบัลลังก์สเปน

-    ค.ศ. ๑๙๗๕ สถาปนาเจ้าชายฮวน คาลอสขึ้นเป็นกษัตริย์สเปน เป็นการสถาปนาระบบกษัตริย์ของสเปนขึ้นมาอีกครั้ง

-    ค.ศ. ๑๙๗๘ รัฐธรรมนูญสเปนเปิดโอกาสให้เมืองต่าง ๆ มีอิสระในการเลือกผู้ปกครองตนเอง

วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง