เคยนั่งคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา เราเจอปัญหามามากมายตั้งหลายหน
ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตคน บางทีสุขบางทีทุกข์คละเคล้ากันไป
บางทีกลับพบตนแอบนั่งร้องไห้ในมุมมืด อาจเพราะความอ่อนไหวในอารมณ์
ไม่มั่นคงเหมือนใครเขา แอบถามตนถึงตน…ว่ารู้จักตนดีแค่ไหน
อาจจะมีตนในมุดมืดที่ตนนั้นยังไม่เข้าใจ
เลยมาเพื่อถามไถ่ว่ารู้จักตนดีแล้วหรือยัง
ค่อย ๆ
ใช้สติมามองตนที่เป็นอยู่ เรารับรู้ตนมากแค่ไหน เคยเปิดเผยตนมากเท่าไร
เคยเปิดใจเพื่อรับฟังคำติติงของใครบ้าง จึงขออ้างทฤษฎีหน้าต่างโจฮารี่
(The Johari’s Window) เพื่อให้ตนรู้จักตนมากยิ่งขึ้น
ตนเองรู้
ตนเองไม่รู้
| ผู้อื่นรู้ |
บริเวณเปิดเผย |
บริเวณจุดบอด |
| ผู้อื่นไม่รู้ |
บริเวณซ่อนเร้น |
บริเวณอวิชชา |
หากแต่หน้าต่างทั้ง 4 บาน มองว่าเปรียบได้ดั่งหัวใจของตนทั้ง 4 ห้อง
แล้วมาลองค้นหัวใจว่ามีอะไรอยู่ข้างใน
หัวใจห้องที่ 1 เป็นบริเวณเปิดเผย
มองว่าชีวิตที่ผ่านมาเคยเปิดเผยตนให้ผู้อื่นรับรู้มากแค่ไหน พบว่า
ในระยะแรก ๆ ของการคบหาสมาคมกัน
ส่วนของบริเวณเปิดเผยจะแคบเนื่องจากต่างคนต่างยังไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน
เลยไม่อยากเปิดใจให้ใครเข้ามารับรู้ข้อมูลของตนอย่างเต็มที่
แต่หากคบกันไประยะหนึ่งจะพบว่าบริเวณห้องใจเปิดกว้างมากกว่าเดิม
เนื่องจากเกิดความไว้วางใจกันมากขึ้น
แน่นอนที่สุดสิ่งที่เปิดเผยออกมาตนย่อมรู้ตนและคนอื่นก็รู้ในพฤติกรรมของเราด้วย
หัวใจห้องที่ 2 เป็นบริเวณจุดบอดของตนเป็นพฤติกรรมการแสดงออกต่าง
ๆ ที่ตนแทบจะไม่รู้ตนเลย
แต่ในขณะที่ตนแสดงพฤติกรรมออกมาคนอื่นสามารถสังเกตและเห็นการกระทำของตนทุก
ๆ อย่าง
แต่ตนกลับไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำอยู่เป็นประจำมันดีหรือไม่อย่างไร
ในส่วนนี้จึงต้องคอยรับฟังความจากเพื่อนเพื่อเตือนสติว่าตนมีข้อบกพร่องอย่างไร
เตือนเพื่อให้รู้ตนจะได้นำไปปรับปรุงแก้ไข
แต่จะมีใครสักกี่คนที่ยอมรับความเป็นจริง
หัวใจห้องที่ 3 เป็นบริเวณซ่อนเร้น
เป็นความจงใจที่จะปกปิดความคิดของตนเอาไว้ ปมด้อย ความผิดพลาดในชีวิต
ความเกลียด ความริษยา ความอิจฉา ซ่อนเร้นปกปิดไว้ข้างในหัวใจ
หากตนไม่เปิดเผยแน่นอนที่สุดคนอื่นย่อมไม่รู้
อาจเรียกว่าเป็นพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหรอก
ข้างนอกสดใสข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง
แต่หัวใจห้องนี้ตนรับรู้อยู่ตลอดเวลาว่าคิดอย่างไร
หัวใจห้องสุดท้ายห้องที่
เป็นความคิด
ความรู้สึกที่แสดงออกมาโดยที่ตนไม่รู้และคนอื่นก็ไม่เคยรู้ไม่เคยเข้าใจมาก่อน
อาจเป็นเหตุการณ์ที่ฝังใจในอดีต หรือเป็นการค้นพบศักยภาพ
ความสามารถที่ตนไม่เคยรู้มาก่อน
หากแต่วันหนึ่งวันใดเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นพฤติกรรมของหัวใจห้องนี้ก็จะแสดงออกมาในทันที
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง น่าตลึง เช่น
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุตกลงไปในน้ำทั้ง ๆ
ที่ว่ายน้ำไม่เป็น แต่ก็สามารถประคองตัวไม่ให้จมน้ำได้
จนกระทั่งมีคนมาช่วยเหลือ
มองว่าการรู้จักตนและยอมรับตน ยิ่งบริเวณห้องใจเปิดเผยกว้างเท่าใด
ก็สามารถพัฒนาตนได้มากเท่านั้น
เพราะตนเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่คนอื่นที่มีต่อตนด้วยความหวังดี
แต่ต้องนำมาวิเคราะห์ วิจารณ์มาตรวจสอบกับการกระทำของตน
โดยใช้สติในการคิดพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบโดยไม่เข้าข้างตนเองหรือยึดตนเป็นที่ตั้ง
แต่ควรวางใจเป็นกลางแล้วค่อย ๆ คิดอย่างมีสติ
หากแต่พบว่ายังมีข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องก็ควรหาทางแก้ไขปรับปรุงพัฒนาตน
และยังมองเห็นข้อดีของการเปิดเผยตนว่าทำให้เราได้มีโอกาสพูดและได้ระบายสิ่งที่คั่งค้างหรือเป็นความทุกข์ในจิตใจให้หมดไปได้
แต่หากเมื่อใดที่มีบริเวณปกปิดซ่อนเร้นมากจะเกิดความวิตกกังวลใจ
เกิดความเครียดและไม่สบายใจ
เมื่อผู้อื่นพูดถึงสิ่งที่เราปกปิดโดยไม่ได้ตั้งใจ
จะโกรธและเกิดความไม่สบายใจ
สิ่งไม่หวนทวนคืนได้
มีสี่ประการ
คำเจรจาออกจากปากหนึ่ง
กาลเวลาล่วงเลยไปหนึ่ง
Four things
do not come back :
the spoken word; the speed arrow;
time past; the neglected opportunity.
Omar lbm, Al Halit.
คุณ "ขจิต"
แย้!!! ขอบคุณค่ะ...ดีใจมากที่พารูปน่ารัก ๆ มาฝากด้วย "ขอบคุณทุก ๆ ครั้งที่มาเป็นกำลังใจให้...ขอบคุณจริง ๆ จากใจ"
คุณ "ขจิต"
อย่าซีเรียส!! ค่ะ คนเราแตกต่างทางด้านความคิด...ซึ่งทราบว่าคุณ "ขจิต" ย่อมรู้ดี "vij" ก็เคยเจอเรื่องทำนองนี้ เมื่อตอนแรกเข้ามาใหม่ ๆ แต่ก็มีพี่ ๆ หลาย ๆ คนมาคอยให้กำลังใจ เลยไม่ได้คิดอะไรมากมายนัก เพราะความไม่เข้าใจกันจึงทำให้เรามองคนผิดไปก็เป็นได้
หากแต่มองกลับไปเขาคงหวังดีอาจมาเตือนสติ "vij" ก็เป็นได้ ว่าเห็นข่าวออกมามากมาย อย่าคิดมากค่ะ...(ยิ้ม ๆๆๆ ให้เยอะๆ )
ผมว่า อ.ขจิต จะเป็นแฟนคลับ อ.วิจิตรา ซะแล้วนะครับ..
การนับลมหายใจรู้ตัวว่าหายใจเข้าหายใจออก ก็ช่วยได้ครับ..
ขอบคุณครับพี่ ได้รายงานเชิงวิเคราะห์ส่งครูอีกแล้ว อยากถามพี่i am ok ,you are not ok ..............คือของใครกัน ตอนครูสอนไม่คอ่ยตั้งใจเรียน พี่คงตั้งใจเรียนถึงเขียนได้เยอะ ทำวิจัยให้เรื่องซิพี่
คุณ "007"
เป็นแนวคิดของ แฮริส (Harris) เป็นทัศนคติต่อตนเองและผู้อื่นซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ แต่บางคนก็มีทัสนคติต่อตนเองและผู้อื่นแบบใดแบบหนึ่งตลอดเวลา ซึ่ง แฮริส ได้กล่าวไว้ 4 แบบ คือ
ฉันเลวแต่คุณดี (I'm not O.K., You're O.K.)
ฉันดีแต่คุณเลว (I'm O.K., You're not O.K.)
ฉันเลวคุณก็เลว (I'm not O.K., You're not O.K.)
ฉันดีคุณก็ดีด้วย (I'm O.K., You're O.K.)
ส่วนเรื่องงานวิจัยพอจะให้คำปรึกษาได้จ๊ะ...พี่ไม่ชำนาญแต่พอเอาตัวรอดได้นิดหน่อยเองค่ะ