วิธีชั่วคราวก่อนพิพากษา

Lecture 6 วิธีชั่วคราวก่อนพิพากษา
        จำเลยขอคุ้มครอง มาตรา ๒๕๓ 
       โจทก์ขอคุ้มครอง มาตรา ๒๕๔-๒๖๓ 
        กรณีศาลมีคำพิพากษาแล้ว มาตรา ๒๖๐ 

ประเด็นสำคัญ แบ่ง ๔ ประเด็น

  • แนวคิด ความหมาย
  • จำเลยขอคุ้มครอง มาตรา ๒๕๓, ๒๕๓ ทวิ
  • โจทก์ขอคุ้มครอง มาตรา ๒๕๔-๒๖๓ 
  • คำขอคุ้มครอง ในกรณีฉุกเฉิน มาตรา ๒๖๖-๒๖๗ 
  • คำขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณา มาตรา ๒๖๔

จำเลยขอคุ้มครอง มาตรา ๒๕๓, ๒๕๓ ทวิ
จำเลยขอให้โจทก์วางเงิน หรือหาประกัน

  • •ข้อพิจารณา
  • •1. เหตุที่จะขอให้วางเงินหรือหาประกัน
  • •2. หลักเกณฑ์การร้องขอ
  • •3. ผลของคำสั่งศาล

 เหตุที่จะขอให้วางเงินหรือหาประกัน

  • มี 2 เหตุ (หากปรากฏเหตุใดเหตุหนึ่ง) คือ
  • (1) ต้องปรากฏว่าโจทก์มิได้มีภูมิลำเนา หรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร และไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้ในราชอาณาจัก หรือ
  • (2) ปรากฏว่ามีเหตุเป็นที่เชื่อได้ว่า เมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย (ไม่จำเป็นต้องนำสืบให้ชัดเจนถึงขนาดว่าโจทก์จะต้องแพ้คดี)
  • • ศาลไต่สวนแล้วเห็นว่า มีเหตุอันสมควรหรือมีเหตุเป็นที่เชื่อก็ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาล หรือหาประกันมาให้ตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้
  • •จำเลยขอคุ้มครองในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา  มาตรา ๒๕๓ ทวิ โจทก์เป็นฝ่ายยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษา และ 2. มีเหตุใดเหตุหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 253 วรรคหนึ่ง

โจทก์ขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา มาตรา ๒๕๔-๒๖๓ 

  • ตัวบท มาตรา ๒๕๔
  • •..โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษาซึ่งคำขอฝ่ายเดียว...
  • การพิจารณาสั่งคำร้อง มาตรา ๒๕๕ ..การพิจารณาคำขอต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า คำฟ้องมีมูล และมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครอง..

 

ข้อสังเกต  โจทก์ขอให้คุ้มครองฯ มาตรา ๒๕๔-๒๖๓ 

  • ประเภทของคดี หลัก โจทก์ขอได้ทุกคดี ยกเว้น
  • •1. คดีมโนสาเร่ (ต่างจากกรณีจำเลยขอตามมาตรา 253)
  • •2. คดีที่โดยสภาพแห่งคำฟ้องหรือคำร้องขอไม่อาจคุ้มครองชั่วคราวได้ เช่น คดีฟ้องขอให้เพิกถอนการสมรส , ฟ้องขอให้รับรองบุตร , ถอดถอนผู้ชำระบัญชีหรือผู้จัดการมรดก , คดีฟ้องหย่า แต่ถ้าฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินมาด้วยก็สามารถยึดหรืออายัดชั่วคราวได้
  • •3. คดีล้มละลาย เพราะพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มีบทบัญญัติเรื่องให้พิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวไว้โดยเฉพาะแล้ว (ฎ.3721/2535)

ข้อสังเกต

  • •คำขอต้องเกี่ยวเนื่องกับทรัพย์สินที่พิพาท หรือเกี่ยวเนื่องกับคดีที่โจทก์ฟ้องร้อง
  • •หากเป็นสิทธิเรียกร้องที่จำเลยมีต่อบุคคลภายนอก สิทธิเรียกร้องดังกล่าวต้องถึงกำหนดชำระ อีกทั้งต้องเกี่ยวกับคำขอท้ายฟ้องของโจทก์

 

วิธีการขอให้คุ้มครองชั่วคราวฯ มาตรา 254 มี 4 วิธี

  • •1.ขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราว  ทรัพย์สินที่ยึด ต้องเป็นทรัพย์สินของจำเลยไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเป็นทรัพย์สินที่พิพาท จะยึดสินส่วนตัวของคู่สมรสของจำเลยซึ่งมิได้ถูกฟ้องไม่ได้
  • •2. กรณีห้ามจำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หากศาลสั่งอนุญาตตามคำขอแล้วจะต้องไม่ถึงกับทำให้โจทก์ชนะคดีไปเลย หากมีผลถึงกับทำให้โจทก์ชนะคดี กรณีต้องถือว่าไม่มีเหตุอันสมควรศาลต้องยกคำร้อง และจะต้องพิจารณาด้วยว่า หากต่อมาโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีแล้วจะทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้หรือไม่

วิธีการ

  • •3.ขอให้ศาลมีคำสั่งระงับหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย หรือที่เกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ถูกฟ้องร้องไว้ชั่วคราว
  • • ทรัพย์สินที่ปรากฏทางทะเบียน นอกจากจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์พิเศษ ที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนแล้ว ยังรวมถึงเครื่องจักรที่จดทะเบียน เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร และรถยนต์ด้วย
  • •4. ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จับกุมและกักขังจำเลยไว้ชั่วคราว โดยการจับและกักขังนั้นไม่ให้เกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันจับ ตามมาตรา 258 วรรคท้าย

ลักษณะของคำขอ ตามมาตรา 254

  • •เป็นคำขอฝ่ายเดียวตามมาตรา 21 (3) โดยเฉพาะมาตรา 254 (1) และ (4) เป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัด และกรณีขอให้กักขังจำเลยไว้ชั่วคราว ศาลมีอำนาจสั่งคำขอโดยไม่ต้องฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อน 
  • •ส่วนกรณีคำขอตามมาตรา 254 (2) , (3) ถ้าศาลเห็นสมควรให้จำเลยคัดค้านก่อน ให้ปฏิบัติตามมาตรา 256 โดยแจ้งกำหนดวันนั่งพิจารณาพร้อมสำเนาคำขอให้แก่จำเลยโดยเจ้าพนักงานศาล จำเลยจะเสนอข้อคัดค้านของตนในการที่ศาลนั่งพิจารณาก็ได้
  • •แม้ตามมาตรา 254 (2) จะบัญญัติให้เป็นคำขอฝ่ายเดียว ศาลก็มีอำนาจที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือคู่ความฝ่ายอื่นก่อน

ผู้มีสิทธิยื่นคำขอ (โจทก์หรือผู้ฟ้องคดี)

  • •เป็นสิทธิเฉพาะตัวโจทก์ที่เริ่มคดี หรือโจทก์ฟ้องแย้งเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้ยื่นอุทธรณ์/ฎีกาด้วย บุคคลภายนอกที่มิใช่คู่ความ  ไม่มีสิทธิร้องขอ 
  • •1) กรณีฟ้องแย้ง จำเลยมีสถานะเสมือนโจทก์ จึงมีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 254 ได้
  • •2) กรณีร้องขัดทรัพย์ ซึ่งมีประเด็นเพียงว่าทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้เป็นทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ดังนั้นโดยสภาพของคำร้องขัดทรัพย์แล้ว ไม่อาจขอคุ้มครองตามมาตรา 254 ได้
  • • 3) กรณีผู้อุทธรณ์ฎีกา หากเป็นจำเลยเดิม ไม่มีสิทธิขอคุ้มครองตามมาตรา 254 ผู้ที่มีสิทธิยื่นคำขอจะต้องเป็นโจทก์เดิมเท่านั้น
  • •4) บุคคลภายนอกที่มิใช่คู่ความในคดี แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่น ก็ไม่มีสิทธิขอตามมาตรา 254  เช่น ผู้ประกันจำเลย

ศาลที่จะยื่นคำขอ
(สำนวนอยู่ศาลใดศาลนั้นมีอำนาจสั่ง)

  • •ยื่นได้ทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา
  • •กรณีคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ถ้าศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งสำนวนความไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา กรณีนี้ไม่ว่าโจทก์จะยื่นคำขอมาพร้อมกับอุทธรณ์หรือฎีกา หรือยื่นมาภายหลัง เพื่อยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแล้ว กรณีนี้ต้องยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีอำนาจไต่สวนและพิจารณาสั่ง
  • •กรณีศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้ว หากเห็นว่าจำเป็นจะต้องทำการไต่สวน ก็จะส่งสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวน แต่อำนาจพิจารณาสั่งเป็นของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี

พิจารณาคำขอคุ้มครองฯ มาตรา 255

  • •1. การไต่สวน
  • •2. การพิจารณาสั่ง
  • • 3. ผลของคำสั่ง

การไต่สวน

  • •กรณีที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ ศาลจะต้องทำการไต่สวนเสียก่อน แต่ถ้าหากตามคำฟ้อง คำให้การ คำร้อง คำคัดค้านของคู่ความและข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยรับกัน เมื่อศาลสอบข้อเท็จจริงครบถ้วนเพียงพอ ศาลจะสั่งอนุญาตโดยไม่จำต้องทำการไต่สวนก็ได้ แต่ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าคำขอของโจทก์ไม่มีเหตุเพียงพอ ศาลมีอำนาจสั่งยกคำขอได้โดยไม่จำต้องทำการไต่สวน (ฎ.249/2516)

 การพิจารณาสั่ง

  • •ศาลจะสั่งอนุญาตตามคำขอต้องได้ความ 2 ประการคือ
  • •คำฟ้องของโจทก์มีมูล และ มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอนั้นมาใช้ได้

ตัวอย่างประเด็นข้อสอบ

  • •ฟ้องขอให้ชำระหนี้เงินกู้ 500,000 บาท ศาลชั้นต้นยกฟ้อง
  • •โจทก์อุทธรณ์ และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวฯโดยขอให้ยึดที่ดิน 1 แปลง ของจำเลยไว้ชั่วคราว เพราะ จำเลยกำลังจะโอนขายให้แก่ผู้อื่น ซึ่งหากขายไปแล้ว และโจทก์ชนะคดีในชั้นศาลอุทธรณ์ ก็จะไม่สามารถบังคับเอาชำระหนี้ได้
  • •จำเลยคัดค้านว่า โจทก์จะขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในชั้นศาลอุทธรณ์ไม่ได้ ขอให้ยกคำร้อง
  • •(ก) คำคัดค้านของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่
  • •(ข) ศาลใดบ้างมีอำนาจในการพิจารณาสั่งคำร้องของโจทก์

ประเด็นข้อสอบ
(ก) การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาจะขอในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้ โดยต้องยื่นก่อนศาลนั้น ๆ มีคำพิพากษาตาม มาตรา 254 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงขอคุ้มครองชั่วคราวฯในชั้นศาลอุทธรณ์ได้

  • •(ข) ศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาสั่งคำร้องนั้น แยกพิจารณา
  • 1. ถ้าโจทก์ยื่นคำร้อง ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาสั่งได้ ตามมาตรา 254 วรรคสอง (คำสั่งคำร้องที่ 19/02 และ276/37)
  • 2. ถ้าโจทก์ยื่นคำร้อง ภายหลังที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์แล้วศาลอุทธรณ์มีอำนาจในการพิจารณาสั่งคำร้อง