ในครั้งต่อไปของเวทีกล้วยน้ำไท ประเด็นหลักที่เครือข่ายยกเป็นประเด็นหารือก็คือ การระบุพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลในโลกเครือข่ายสังคมออนไลน์ถึงโจทย์ใหญ่ ๔ ข้อ ข้อแรก แนวคิดพื้นฐานในการระบุพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลว่าจำเป็นต้องมีหรือไม่ ข้อที่สอง เป้าหมายของการระพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคล ข้อที่สาม หากจำเป็นต้องมี จะมีวิธีการในการระบุพิสูจน์ยืนยันอย่างไร รวมไปถึง ข้อสุดท้าย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจะกระทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อข้อมูลของเจ้าของข้อมูล

บันทึกการเสวนาวิชาการเวทีกล้วยน้ำไท เรื่อง "แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับกติกาพลเมืองชาวเน็ต"

วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ณ ห้องประชุมสโมสรนักศึกษา ม.กรุงเทพ

          ในโลกออนไลน์ที่กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานจากยุค ๑.๐ มาเป็น ๒.๐ นอกจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโทคโนโลยีแล้ว การเปลี่ยนเชิงพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ตลอดจน การเปลี่ยนแปลงของสังคมเครือข่ายในโลกออนไลน์ กำลังขยับฐานการสร้างชุมชนที่มีความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน ในแง่ของกลไกในการดูแลความสงบเรียบร้อยของชุมชนในโลกทั้งทางกายภาพและโลกเสมือนจริง หลายคนตั้งคำถามว่า กฎหมายที่มีอยู่มีประสิทธิภาพในการจัดการเครือข่ายชุมชนออนไลน์ได้จริงหรือ ? ยิ่งไปกว่านั้น คำถามที่ว่า หลักการพื้นฐานทางกฎหมาย (Legal Concept) ที่ปรากฎอยู่ภายใต้กฎหมายลายลักษณ์อักษรที่บังคับใช้อยู่ในสังคมไทยนั้น สอดคล้องกับสภาพสังคมในโลกเสมือนจริงหรือไม่ ? คำถามเหล่านี้ ทำให้เครือข่ายนักวิจัยและพัฒนาการใช้ไอซีทีเพื่อการพัฒนาสังคมไทย[1] หยิบยกมาเป็นประเด็นของการเสวนาในงาน “กล้วยน้ำไทฟลอรั่ม” ในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ที่ผ่านมา โดยจัดที่คณะนิติศาสตร์ ม.กรุงเทพ

          หลังจากได้หารือร่วมกับเครือข่าย โดยเฉพาะ คุณสุภิญญา กลางณรงค์ รองเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ ในนามของเครือข่ายพลเมืองชาวเน็ต จึงได้กำหนดประเด็นหลักของการแสวงหาองค์ความรู้ก็คือ ความรู้เชิงประสบการณ์จากเครือข่ายพลเมืองชาวเน็ตที่จัดทำกติกาพลเมืองชาวเน็ตว่า (๑) มีอะไรบ้าง (๒) หลักการพื้นฐานในแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร (๓) มีเครื่องมือ หรือ วิธีการในการดำเนินการตามกติกาเหล่านั้นอย่างไร และ (๔) บทบาทของรัฐ เอกชน เครือข่ายชุมชนออนไลน์ นั้นเป็นอย่างไร รวมไปถึง ข้อเสนอเชิงแนวคิดที่จำเป็นสำหรับการนำไปจัดทำเป็นหลักการทางกฎหมายต่อไป

          ในครั้งนี้ เริ่มต้นเวทีด้วยการนำเสนอแนวคิดของคณะอนุกรรมการโครงสร้งพื้นฐานทางกฎหมาย ภายใต้คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ในการยกร่างกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์ในส่วนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางแพ่ง โดยอาจารย์ชวลิต อัตถศาสตร์ ที่กำลังดำเนินการยกร่าง “แนวนโยบายและแนวปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานภาครัฐ” หลังจากได้มีโอกาสเข้าไปร่วมประชุมในการยกร่างประกาศฉบับนี้ ทำให้ได้เห็นแนวคิดในการยกร่างกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์ของคณะอนุกรรมการชุดนี้ จึงได้เชิญอาจารย์ชวลิต อัตถศาสตร์ (ประธานคณะอนุกรรมการ) มาเล่าให้ฟังถึงหลักการพื้นฐานในการจัดทำกฎหมายที่จะมีผลใช้ต่อหน่วยงานรัฐ โดยเป็นประกาศที่วางหลักการในเชิงแนวนโยบายและแนวปฏิบัติ เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐนำแนวเชิงหลักการนี้ไปใช้ โดยสามารถกำหนดรายละเอียดของการปฏิบัติได้เองเพื่อความสอดคล้องกับองค์กรและประเด็นของการทำงาน ด้วยเหตุนี้เองจึงได้เรียนเชิญอาจารย์ชวลิต มาให้มุมมองในเชิงหลักการของกฎหมายด้านพาณิชย์ เพื่อนำมาประกอบกับแนวคิดในการจัดทำกฎหมายด้านเครือข่ายสังคมออนไลน์

มารยาททางเน็ต โดย คุณสกุณี

          คุณสกุณี ได้อธิบายถึงแนวคิดด้านวัฒนธรรมเสรี และแนวคิดในการแบ่งปันการใช้ทรัพย์สินในโลกออนไลน์ในรูปแบบของ สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ของเจ้าของ หรือ Creative Common ของ LawrenceLessig ในขณะเดียวกันได้อธิบายถึงมารยาทพื้นฐานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่ง แปล เรียบเรียง และดัดแปลงจากหนังสือ มารยาทเน็ต (Netiquette) โดย เวอร์จิเนีย เชีย[2] กฎสิบข้อ (๑) อย่าลืมว่ากำลังติดต่อกับคนที่มีตัวตนจริงๆ (๒) การสื่อสารออนไลน์ให้ยึดมาตรฐานความประพฤติเดียวกับการสื่อสารในชีวิตจริง (๓) รู้ว่าคุณอยู่ที่ไหนในไซเบอร์สเปซ (๔) เคารพเวลาและการใช้แบนด์วิธ (๕) ทำให้ตัวเองดูดีเวลาออนไลน์(๖) แบ่งปันความรู้ของผู้เชี่ยวชาญ(๗) ช่วยกันควบคุมสงครามการใส่อารมณ์ (๘) เคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น (๙) อย่าใช้อำนาจในทางไม่สร้างสรรค์ (๑๐)ให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่น

เครือข่าย blognone.com กับแนวคิดเรื่องการดูแลชุมชนโดยชุมชน

          โดยทั่วไปแล้วเครือข่ายสังคมออนไลน์มีแนวทางในการดูแลความสงบเรียบร้องของชุมชนออนไลน์ใน ๓ ลักษณะ กล่าวคือ (๑) การอาศัยเจ้าหน้าที่ของเว็บไซต์ในการดูแลเนื้อหา การนำข้อความขึ้นในเว็บไซต์ของเครือข่าย (๒) การอาศัยชุมชนออนไลน์นุชมชนนั้นเองเป็นผู้ดูแล กลั่นกรองเนื้อหา โดยอาศัยทั้งระบบการแจ้งเตือน และ/หรือ ระบบการร่วมพิจารณาโดยอาศัยเสียงข้างมากของเครือข่ายหรือเรียกว่า โหวต ทั้งเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมและเนื้อหาที่เหมาะสมควรได้รับการส่งเสริม นอกจากนั้น ยังมีระบบการโหวตให้กับข้อความเห็นที่เครือข่ายสังคมออนไลน์ได้แสดงความคิดเห็นต่อกระทู้หลัก เช่น กรณีของ slashdog เป็นต้น (๓) ระบบการเคารพต่อผู้สร้างเว็บไซต์ ซึ่งผู้เขียนขอเรียกว่าเป็น ผู้มีอำนาจในการพิจารณาตัดสินข้อความเห็นของพลเมืองชาวเน็ต นอกจากนั้นแล้ว ยังมีระบบเสริมอีกระบบหนึ่งก็คือ ระบบการเฝ้าระวังโดยเครือข่ายชุมชนกลาง เช่น กรณีของเว็บเครือข่ายเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแสของเว็บไซต์ที่ละเมิดต่อกฎหมาย

ระบบการพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคล ทางแก้ ทางออก หรือตัวก่อปัญหา

          อีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างกว้างขวางก็คือ การจัดสรรบุคคลในฐานะพลเมืองชาวเน็ต ว่า พลเมืองชาวเน็ตนั้นหมายถึงใคร? และจำเป็นที่จะต้องมีการระบุ ยืนยัน ระหว่างบุคคลนิรนามกับบุคคลตัวตนจริงในโลกจริงหรือไม่ ? หากจำเป็นต้องมี จะมีเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายเรื่องใด ? การระบุยืนยันตัวบุคคลนั้นมีวิธีการอย่างไร ?

          อันที่จริงแล้ว แนวความคิดเรื่อง ๑ ตัวตนนิรนาม : ๑ บุคคลจริง ของคุณวันฉัตร ผดุงรัตน์ จากเว็บไซต์พันธุ์ทิพย์ได้เคยเสนอแนวคิดเรื่องนี้ไว้เมื่อหลายปีก่อน โดยในเว็บไซต์ของพันธุ์ทิพย์เอง มีการกำหนดกติกาเรื่องการยืนยันตัวบุคคลจริงกับบุคคลนิรนามที่จะเข้ามาแสดงความคิดเห็นผ่านกระดานข่าวภายในชุมชนของเว็บไซต์พันธุ์ทิพย์โดยมีการยืนยันความถูกต้องแท้จริงของข้อมูลระหว่างชื่อ นามสกุล กับหมายเลขบัตรประชาชน ๑๓ หลักซึ่งอาศัยฐานข้อมูลจากการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์คนไทย (www.khonthai.com) แต่ในปัจจุบันนี้ เว็บไซต์คนไทยที่ใช้เป็นฐานในการระบุยืนยันตัวบุคคลไม่ได้ให้บริการแล้วเป็นผลให้การระบุยืนยันตัวบุคคลของสมาชิกเครือข่ายชุมชนออนไลน์ของเว็บไซต์พันธุ์ทิพย์ขาดเครื่องมือที่สำคัญในส่วนนี้ไป

           อย่างไรก็ตาม แนวคิดในการระบุพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลเสมือนจริงที่เข้ามาใช้บริการในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทางเครือข่ายพลเมืองชาวเน็ตเองก็ไม่ได้ปฏิเสธถึงแนวคิดดังกล่าว เพียงแต่มีการตั้งเป็นประเด็นว่า การระบุพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลนั้นกระทำขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายเรื่องใด ? การระบุพิสูน์ยืนยันตัวบุคคลนั้น จำเป็นที่จะต้องระบุในทุกกรณีหรือไม่ เพราะบุคคลที่เข้ามาใช้บริการในชุมชนนั้นมีระดับความสัมพันธ์ในระดับเข้มข้นแตกต่างกันไป ตั้งแต่ ผู้เยี่ยมชม ผู้แสดงความคิดเห็น เจ้าของบล็อก ซึ่งมีผลต่อการจัดเก็บข้อมูลที่เชื่อมโยงไปยังเจ้าของที่แท้จริง เช่น ผู้เยี่ยมชมทั่วไป อาจไม่จำเป็นที่จะต้องมีการยืนยันตัวบุคคล ในขณะที่ ผู้แสดงความคิดเห็น และ เจ้าของบล็อกอาจจะต้องมีการยืนยันตัวบุคคล ที่จะต้องใช้ข้อมูลจริงของตนเองในการใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น หรือ เป็นเจ้าของบล็อก

          ในขณะที่หากมองเป้าหมายของการระบุพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคล เป็นไปเพื่อ (๑) สร้างความตระหนักและความชั่งใจก่อนกระทำการใดๆบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งผู้เขียนเองเห็นว่า หากสมาชิกเครือข่ายตระหนักได้ว่า การกระทำของตนบนระบบเครือข่ายนั้นสามารถเชื่อมโยงไปยังตนเองได้ ก็จะมีความตระหนักชั่งใจในการกระทำของตนเองมากขึ้น (๒) เพื่อนำมาซึ่งการติดตามผู้กระทำความผิด

          อย่างไรก็ดี แนวคิดดังกล่าวอาจจะมีข้อโต้แย้งในประเด็นเกี่ยวกับเสรีภาพบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยที่มีการให้สามารถพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลเสมือนจริง (Virtual Man) กับบุคคลในโลกจริง (Real Man) เป็นจุดเริ่มต้นของการปิดกั้นเสรีภาพทางความคิดในลักษณะเซ็นเซอร์โดยตนเอง (Self Censor) เพราะสามารถเชื่อมโยงกับตัวตนที่แท้จริงของผู้แสดงความคิดเห็นได้

          ในขณะที่กติกาการจัดทำการระบุพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลยังไม่ได้ลงตัวมากนัก ในเครือข่ายสังวคมออนไลน์แต่ละเครือข่ายเริ่มมีวิธีการในการระบุพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลที่แตกต่างกันตามแนวคิดที่ต่างกันด้วย เช่น เครือข่ายพันธุ์ทิพย์มีการใช้หมายเลขบัตรประชาชน ในขณะที่เครือข่ายจำนวนมากใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) รวมไปถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจจะไม่ถูกต้องแท้จริงตรงกับผู้กรอกข้อมูลในฐานะสมาชิกเครือข่ายออนไลน์ได้

ระบบการดูแล จัดการทรัพย์สินทางปัญญาในโลกออนไลน์ผ่านระบบ Creative Common

          ในโลกวัฒนธรรมเสรี (Free Culture) บนโลกออนไลน์ การคัดลอกเพื่อนำไปใช้ในพื้นที่ออนไลน์ในเครือข่ายอื่น หรือ ชุมชนออนไลน์ อื่น (Copy and Paste) กลายเป็นเรื่องปกติสามัญ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การกระทำดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์ ตามกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์ อาจารย์ชวลิต ได้ให้ความเห็นเบื้องต้นว่า ในกฎหมายเองก็มีความเคลือบคลุมถึงกรณีที่เจ้าของสิทธิ์ไม่ได้ห้ามนั้นเป็นการแสดงเจตนาโดยปริยายว่า “ยินยอม” ให้ผู้อื่นใช้ คัดลอก ดัดแปลง ตกแต่งงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นได้ ดังนั้น Lawrence Lessig นักกฎหมายและอาจารย์จากประเทศสหรัฐอเมริกา จึงได้คิดค้น สัญญาอนุญาตให้ใช้งานอันมีสิทธิ หรือ Creative Common เรียกโดยย่อว่า CC

          รูปแบบสัญญา[3]ของ Creative Commons มี ๑๑ แบบ เกิดจากการผสมกันของคุณสมบัติ ๔ แบบ ดังต่อไปนี้ครับ (๑) Attribution คือ อนุญาตให้นำผลงานไปใช้ได้ ถ้าอ้างอิงที่มา  (๒) Noncommercial คือ ไม่อนุญาตให้นำไปใช้ในเชิงการค้า (๓) No Derivative Works คือ ต้องนำผลงานไปใช้ตรงๆ ทั้งชิ้น ห้ามไม่ให้ดัดแปลง หรือตัดบางส่วน และ (๔) Share Alike คือ หลังจากนำไปใช้แล้วผลงานนั้นต้องมีสัญญาแบบเดียวกันกับผลงานเดิมด้วย

          จะเห็นได้ว่า ภายใต้ความไม่ชัดเจนของการตีความทางกฎหมาย รวมไปถึง การบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ที่ต้องจำนนต่อความไร้ขอบเขตทางดินแดนของรัฐที่จะไปบังคับโทษต่อผู้กระทำความผิด ตลอดจน การต้องยอมพ่ายแพ้ต่อการบังคับโทษและลงโทษผู้กระทำความผิดจำนวนมหาสาลในโลกออนไลน์ ยิ่งไปกว่านั้น การพิสูจน์ยืนยันผู้กระทำความผิด ล้วนเป็นปัญหาเรื่องแนวคิดทางกฎหมายในยุคก่อนระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ ประกอบกับ ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้กติกาในการดูแลกันเองของเครือข่ายสังคมออนไลน์ในประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาได้ถือกำเนิดขึ้นภายใต้แนวคิดเรื่องวัฒนธรรมเสรี การแบ่งปัน โดยมีการคุ้มครองเจ้าของสิทธิ

          ในการบังคับใช้สัญญาอนุญาตดังกล่าวในโลกเครือข่ายสังคมออนไลน์ เมื่อผสมผสานกับระบบทางเทคนิคแล้วความเป็นไปได้ในการบังคับใช้กติกาดังกล่าวในโลกไร้พรมแดน และไม่อาจพิสูจนตัวบุคคลในฐานะพลเมืองประชาคมออนไลน์เหล่านี้ กลับเป็นไปได้จริง ยกตัวอย่างเช่น เราไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาในเว็บไซต์ของผู้อื่นหรือแม้แต่ของตัวเราเองเพื่อนำไปใช้ในเว็บไซต์สารานุกรมออนไลน์ที่ wikipidea ได้ หากเนื้อหาที่เรานำมานั้น ไม่มีสัญลักษณ์ CC ปรากฎ เท่ากับว่า ถึงแม้เขตอำนาจรัฐในโลกแห่งความเป็นจริงจะไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ แต่กติกาผ่านสัญญาอนุญาตนี้ที่เกิดขึ้นจากแนวคิดภาคประชาชนและกำลังเติบโตในเครือข่ายสังคมออนไลน์ เมื่อนำระบบทางเทคนิคมาช่วย พบว่า กลับสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          ผลจากแนวคิดและวิธีการดังกล่าว ทำให้ต้องกลับมานั่งวิเคราะห์เชิงลึกถึง ความสำเร็จของเรื่อง นอกจาก (๑) แนวคิดเรื่องวัฒนธรรมเสรี และ การแบ่งปัน ภายใต้การคุ้มครองเข้าของสิทธิที่ “ชัดเจน” แล้ว ยังพบว่า (๒) กติกาภาคเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ได้รับการคิดค้นนั้น ได้รับการ “ยอมรับ” ในฐานะแนวปฏิบัติที่ดี ประกอบกับ (๓) ความเชื่อ” ร่วมกันของเครือข่ายสังคมออนไลน์ และ (๔) ระบบปฏิบัติการทางเทคนิค  ทำให้การจัดการปัญหานั้นเป็นไปได้จริงและมีประสิทธิภาพ ช่วยลดช่องโหว่ทางกฎหมายที่มีอยู่

          ประกอบกับ แนวคิดเรื่องเขตอำนาจรัฐที่อาจจะไม่สามารถใช้บังคับได้จริงในทางปฏิบัติในโลกเครือข่ายสังคมออนไลน์ เดิมที่ “รัฐ” มีเขตอำนาจเหนือบุคคลภายใต้ดินแดนของอาณาขเตของรัฐนั้นๆเอง อีกทั้ง อำนาจเหนือประชากรที่มี่สัญชาติของรัฐนั้น อาจไม่สามารถใช้ได้ในโลกออนไลน์ เพราะ รัฐ หนึ่งๆ ไม่อาจบัญญัติกฎหมายที่มีผลใช้บังคับกับรัฐอื่นๆได้ เรียกโดยง่ายว่า ไม่สามารถละเมิดอำนาจอธิปไตยของรัฐอื่นได้ ยกตัวอย่างเช่น การโพสต์ข้อความอันเป็นการละเมิดต่อศาสนาของผู้อื่น รัฐที่ถูกละเมิดไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายภายในของรัฐตนเอง เพื่อไปดำเนินคดีกับผู้กระทำการละเมิด ดูหมิ่นศาสนาในรัฐอื่นได้ ในกรณีที่มีการดำเนินการผ่านทางการขอความร่วมมือระหว่างรัฐ หากไม่ได้เป็นไปในลักษณะของสนธิสัญญา หรือความตกลงระหว่างประเทศ ก็ไม่มีผลบังคับในทางกฎหมาย

          กรณีดังกล่าว ทำให้ต้องมีการขบคิดกันถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายโดยที่มีหลักการพื้นฐานที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในโลกออนไลน์ อีกทั้ง แนวคิดเกี่ยวกับ การบังคับใช้กฎหมาย รวมไปถึง การบังคับใช้กติกาโดยเครือข่ายชุมชนหรือเจ้าของพื้นที่ หรือ ผู้ดูแลในชุมชน ซึ่งเป็นไปได้ในทางความเป็นจริงมากกว่าข้อกฎหมายที่เป็นลายลักษณ?อักษรที่มีอยู่

คำถามสำคัญของเรื่องก็คือ ถึงเวลาที่เราต้องปฎิรูปกฎหมายแล้วหรือยัง???

ในครั้งต่อไปของเวทีกล้วยน้ำไท ประเด็นหลักที่เครือข่ายยกเป็นประเด็นหารือก็คือ การระบุพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลในโลกเครือข่ายสังคมออนไลน์ถึงโจทย์ใหญ่ ๔ ข้อ ข้อแรก แนวคิดพื้นฐานในการระบุพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลว่าจำเป็นต้องมีหรือไม่ ข้อที่สอง เป้าหมายของการระพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคล ข้อที่สาม หากจำเป็นต้องมี จะมีวิธีการในการระบุพิสูจน์ยืนยันอย่างไร รวมไปถึง ข้อสุดท้าย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจะกระทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อข้อมูลของเจ้าของข้อมูล

 

 



[1] ประกอบด้วยโครงการวิจัยและพัฒนาการใช้ไอซีทีเพื่อการพัฒนาสังคมไทย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล ร่วมกับ แผนงานไอซีทีเพื่อสุขภาวะออนไลน์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ คณะนิติศาสตร์ ม.กรุงเทพ คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย สมาคมนักกฎหมายระหว่างประเทศ เครือข่ายพลเมืองชาวเน็ต (Netizen)

[2]www.albion.com/netiquette/corerules.html  

[3] http://www.isriya.com/column/byteculture/20-creativecommons