ผมเฝ้าสังเกตเรื่องนี้มานานว่า คนที่เข้าวัด หรือมาปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ที่เห็นหน้าก่อนเข้าวัด คือ คนที่มีความทุกข์ติดตัวมาแทบทั้งนั้น

ตอนที่มีความสุขกลับไม่เคยคิดจะใฝ่หาพระธรรมคำสั่งสอนอันเป็นสัจธรรมของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ

เป็นเรื่องแปลก แต่เป็นเรื่องจริง

 

ตั้งแต่เกิดมา ผมนึกถึงคุณยายของผมคนเดียวที่เข้าวัด ฟังธรรม ปฏิบัติธรรมเป็นอาจิณของชีวิต ยายจะไปนอนวัดทุกวันพระ ยิ่งวัดพระใหญ่ก็หลายวันหน่อย ผมไม่เคยเห็นยายโกรธใครสักคน ไม่เคยต่อว่าใครให้เจ็บช้ำน้ำใจ ใจดีที่สุด ยายผมเสียเร็วเกินไปตั้งแต่ผมยังเล็ก ๆ ... คิดถึงยายจัง ป่านนี้ยายคงอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้าแล้วล่ะ

จำได้ว่า แม่เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่เผายายเสร็จแล้ว เหลือแต่เศษอังคาร (กระดูก) แม่บอกว่า แปลกมากที่กระดูกยายเป็นสีขาวหมด เหมือนปุยนุ่น ไม่มีสีดำ สีเทาที่เกิดจากการเผาเลย ซึ่งปกติต้องมีสีเหล่านี้ปนอยู่บ้าง

ผมจึงคิดว่า ยายผมเป็นคนดี มีศีลธรรม เข้าวัตรสม่ำเสมอ ยายจึงคงไปเสวยสุขบนสวรรค์แล้วครับ

ยายจ๋า คิดถึงจัง

นั่นเป็นคนเดียวที่ผมเห็น ... ว่าไม่ได้เข้าวัดเนื่องจากเกิดความทุกข์มาก่อน

 

ผมรู้ตัวเองว่า ผมเป็นแค่คนห่างวัด เป็นคนดิบ คนดิบที่มีเหตุทุกครั้งที่อยากบวชแต่บวชไม่ได้สักที เพราะต้องมีมารมาผจญทุกครั้ง เมื่อใดที่ตั้งสัตย์ไว้ จะทำไม่ได้ มีเหตุล้มเลิกทุกครั้ง หลายครั้งเป็นวิบากกรรมหนักอีกต่างหาก เจ้ากรรมนายเวรเขามาตามทวง ... อยากขออโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวร อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

คนห่างวัด สำหรับผม คือ คำที่หมายถึง คนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ไม่ได้ลึกซึ้ง หรือ รู้กิจของพุทธศาสนาดีนัก เรียกว่า เป็นมหาไม่ได้กับเค้า แต่ไม่ได้หมายถึง การไม่ได้เข้าวัด

เพราะในชีวิตผม ผมเข้าวัดมากกว่าเข้าแหล่งอบายมุขเป็นสิบ ๆ เท่า หลายคนยังไม่เชื่อ

ผมชอบความสงบของวัดมาก จิตนิ่ง เงียบ มีสมาธิ

จำได้ว่า ตอนที่อยู่พิด'โลก ... เมื่อว่าง ผมจะขี่จักรยานไปวัดใหญ่ ผมชอบเข้านั่งสงบนิ่งในวิหารของหลวงพ่อใหญ่ (หลวงพ่อพระพุทธชินราช) มาก ๆ

 

 

บางทีก็นั่งหลายชั่วโมง ... แต่ก็ไม่ได้นั่งสมาธิอะไรนะครับ แค่นั่งเฉย ๆ รู้สึกว่า เย็น สงบ ... ใครเคยไปวัดใหญ่จะทราบว่า คนทั้งประเทศไทยมักจะแวะมาไหว้หลวงพ่อใหญ่จำนวนมาก ๆ ทุกวัน ... ผมแปลกไหม ชอบนั่งมองคนที่ทยอยเข้ามาในวิหาร กราบหลวงพ่อ ... คนที่เข้ามาไม่นานก็เหมือนแวะมานมัสการท่าน แต่คนที่พนมมือนาน ๆ ไม่วางมือสักทีเนี่ยสิ ... ผมสังเกตจากสีหน้าว่า ทุกข์อยู่ในใจเยอะมาก ... หน้าตาไม่สดใส เหมือนกำลังค้นหาทางออกอะไรบางอย่าง หลายคนคนบนท่านด้วย

 

ตอนเรียนปริญญาตรี ... ปีแรก ป้ารหัส ซึ่งเป็นกรรมการสมาชิกชมรมพุทธศาสตร์ ชวนเข้าไปทำกิจกรรมในชมรมนี้ ผมก็ตกลง เพราะป้ารหัสผมน่ารัก และยิ้มสวย ... ตกลงเพราะป้าสวยและน่ารัก ครับ

แต่เวลาที่เขามีการทำวัตรเช้า ตักบาตร สวดมนต์ ... ผมกำลังสัมผัสถึงความทุกข์ที่คนในชมรมนี้มี หน้ายิ้ม แต่ใจทุกข์ ... เหมือนหันหน้าหนีมาพึ่งทางธรรม ยังไงยังงั้น

ผมรู้สึกไม่อยากมองเห็นความทุกข์ของคนอื่นที่หันหน้าหาทางธรรม พอปี 2 ผมก็ย้ายชมรม

ปี 3 ... เพื่อนรุ่นเดียวกันได้เป็นประธานชมรมฯ ... ทำไม ๆ ยิ่งเห็นเพื่อนไปทำกิจกรรม ปฏิบัติธรรม หน้าเพื่อนดำเมื่ยม ผมได้สัมผัสความทุกข์ของคนอื่นอีกครั้ง ... ผมคิดในใจว่า ตกลงการหันหน้าเข้าหาพระธรรมต้องมีเฉพาะคนที่เป็นทุกข์เท่านั้นหรือ คนมีความสุขเขาไม่เข้ากันหรือ ?

 

 

ข้ามมาอีกหลายสิบปี ... เมื่อมาเป็นครูบาอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา

ผมพบว่า เพื่อนรอบ ๆ ข้าง หลายคนชอบเข้าวัดเข้าวา หลายคนไปหาสถานที่ปฏิบัติธรรมหลาย ๆ วัน ในวันหยุดยาว ๆ

เพื่อนคนหนึ่ง ... เป็นคนทำบุญมาดี หน้าตาสวยสด มีคลาส มีเป็นความเป็นครูสูง พ่อแม่ให้การสนับสนุนทุกอย่าง แต่มักจะล้มเหลวเรื่องความรักเสมอ และทุก ๆ ครั้งที่เธอล้มเหลว เธอจะวิ่งเข้าหาวัด ไปปฏิบัติธรรมเพื่ออะไรสักอย่าง ... ครั้งแรกที่ได้ยินก็อืมม คงเป็นเรื่องที่ดี ... แต่หลัง ๆ ชักไม่ค่อยดี คือ วัตถุประสงค์ของการไปปฏิบัติธรรมของเธอคนนี้ คือ การลืมผู้ชายสักคน ลืมความรักที่ทุกข์ทน ลืมการอกหัก ไปสักวันสองวัน ดูหน้าตาดีขึ้น เหมือนจะคิดได้ แต่พอไปสักพัก ก็เหมือนเดิม ... คิดไม่ตก หน้าอมทุกข์ หาทางออกของชีวิตไม่เจอ มีพฤติกรรมเหมือนเดิม เหมือนก่อนไปปฏิบัติธรรม

จนผมทนไม่ได้ต้องเอ่ยปากว่า "แกอย่าไปปฏิบัติธรรมเลย มันบาปเปล่า ๆ เพราะเมื่อแกกลับมาหลังจากปฏิบัติฯ ทุกอย่างก็เหมือนเดิม ไม่เห็นมีประโยชน์ตรงไหน ทุกข์อีก ก็เข้าไปอีก"

โหย คุณ ๆ ครับ ... เธอเคืองผมไปหลายวัน ... ผมเองพยายามเตือนให้ทำความรู้จักตนเองให้ดีก่อน แล้วค่อยไป กลับมาควรเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น คิดเป็น แต่ทุก ๆ ครั้งก็คือ คิดไม่เป็น ไม่รู้จักตนเอง เหมือนเดิม

ในระยะหลังมีผู้ปฏิบัติธรรมที่เข้าถึงญาณ ก็ออกมาบอกว่า "อาจารย์เค้าไปปฏิบัติธรรมเพื่อมีวัตถุประสงค์บางอย่าง ไม่ได้ไปเพื่อปฎิบัติธรรมจริง ๆ หรอก เหมือนไปลองของ"

เฮ้อ !

 

หรือผมเคยรู้จักผู้หญิงคนหนึ่งชอบทำบุญกุศลคราวละมาก ๆ หรือชอบปฏิบัติธรรม จนภาพลักษณ์ดูว่า เป็นคนใจบุญ ใจกุศล แต่ ...

พฤติกรรมส่วนตัวกลับเป็นคนใจร้อนมาก ๆ เล่ห์เหลี่ยมการเอาชนะมากมาย จนแม้กระทั่งการฆ่าตัวเพื่อประชดรัก หรือสามารถเบียดเบียนคนที่ไม่เลือกรักตัวเองได้น่ากลัวมาก ๆ เรียกว่า ไม่มีใครห้ามได้ เหมือนเป็นโรคจิต หรือ จิตหลุดออกไปแล้ว

น่ากลัวมาก ๆ ครับ

 

วันนี้ล่าสุด ผมไปไหว้หลวงปู่เฒ่าเกวาลันกับเพื่อนที่บ้านสุขิโตของอาจารย์วารินทร์ "โหร คมช."

ณ วิหารของหลวงปู่ ... มีคนที่มีแต่หน้าทุกข์ใจมาขอคำปรึกษาอาจารย์เป็นจำนวนมาก ๆ อยากแก้กรรม อยากแก้ไขปัญหาชีวิต

ผมไม่เห็นคนหน้าตามีความสุขมาหาอาจารย์สักคน ... กรรรม

 

 

 

ผมจึงตั้งคำถามไว้ว่า ...

หากไม่ "ทุกข์" ก็ไม่หันหน้าเข้าหาวัด หรือ ปฏิบัติธรรม ... แปลกไหม ?

 

มนุษย์ เมื่อไม่มีทุกข์ ก็คิดอะไรไม่ได้ หรือหลงละเมอเพ้อพบไปวัน ๆ อยากทำอะไรก็ทำ บางครั้งไปเบียดเบียนคนอื่นก็ไม่สนใจว่า กำลังทำคนอื่นเขาทุกข์

แต่พอตัวเองทุกข์บ้าง ... กลับวิ่งหาธรรมะ ...

 

มันคงเป็น "สัจธรรม" .... มันเป็นเช่นนั้นเอง นะครับ

 

บุญรักษา ทุกท่านครับ :)