๓. องค์ประกอบของศาสนา
นักวิชาการทางศาสนาได้กำหนดองค์ประกอบของศาสนาไว้ ๕ ประการ คือ
- ศาสนศาสดา คือ พระพุทธเจ้า
- ศาสนธรรม คือ หลักคำสอน ได้แก่ พระธรรมวินัย หรือพระไตรปิฏก
- ศาสนิกชน คือ ผู้นับถือศาสนา เดียวนี้ก็มี พระภิกษุ-สามเณร และอุบาสก-อุบาสิกา
- ศาสนสถาน คือ วัด
- ศาสนพิธี คือ พิธีกรรม เช่น การสวดมนต์ การบรรพชา-อุปสมบท เป็นต้น
บรรดาองค์ประกอบเหล่านี้ ศาสนศาสดาคือพระพุทธเจ้าได้เสร็จปรินิพพานไปแล้ว ๒๕๔๗ พรรษา (ตามปีที่เขียนครั้งแรก) ส่วนศาสนธรรมคือหลักคำสอนของพระองค์ยังคงดำรงอยู่เปรียบเสมือนเป็นตัวแทน เพราะพระองค์ทรงตรัสไว้ว่าเป็นศาสดาของพวกเราในขณะนี้ ดังพระบาลีว่า
- โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา ฯ
- "ดูกรอานนท์ ธรรมและวินัยใด อันเราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยการล่วงไปแห่งเรา"
ศาสนิกชนคือผู้นับถือศาสนานั้น พื้นฐานเดิมพระพุทธเจ้าตรัสถึงบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา แต่ขณะนี้พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทไม่ยอมรับความมีอยู่ของภิกษุณีซึ่งเป็นสตรี ส่วนฝ่ายหายานบางนิกายภิกษุณีคงมีอยู่ (สามเณรนับเข้าในภิกษุ สามเณรีและสิกขมานานับเข้าในภิกษุณี ส่วนแม่ชีนับเข้าในอุบาสิกา)
ศาสนสถานคือวัด ผู้เขียนได้กล่าวถึงแล้วในเบื้องต้น อาจเพิ่มเติมพัฒนการก่อนที่มาเป็นวัดได้ว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้นจะมีพระภิกษุ-สามเณรกลุ่มหนึ่งอาศัยสถานที่ว่างๆ เช่น ป่าช้า หรือสวนรกร้างบางแห่งอยู่ชั่วครั้งชั่วคราวเพื่อบำเพ็ญสมณธรรม หรือเพื่อสงเคราะห์ญาติโยมในละแวกนั้น ลักษณะนี้เรียกว่า "ที่พักสงฆ์" ต่อมา ถ้าที่พักสงฆ์เหล่านี้มีพระภิกษุ-สามเณรอยู่ไปนานๆ ได้สร้างถาวรวัตถุเช่น กุฏีหรือศาลาการเปรียญ จะเรียกกันว่า "สำนักสงฆ์" เมื่มีการขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาสร้างโบสถ์เรียบร้อยแล้วก็จะกลายเป็น "วัด" แต่ทั้งที่พักสงฆ์ซึ่งเริ่มจะมั่นคงแล้ว สำนักสงฆ์ และวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเหล่านี้ จะเรียกันตามภาษาชาวบ้านว่า "วัด" ทั้งหมด
และศาสนพิธี คือ พิธีกรรมตลอดขนบธรรมเนียมเล็กๆ น้อยๆ อื่นๆ ลักษณะของพิธีกรรมอาจจำแนกได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ สังฆกรรมซึ่งพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ เช่น การบรรพชา-อุปสมบท หรือการกรานกฐิน จะมีรูปแบบเหมือนๆ กัน และพิธีกรรมตามความนิยมท้องถิ่น เช่น การสวดมนต์ หรือการทำบุญต่างๆ พิธีกรรมท้องถิ่นเหล่านี้แม้ว่าจะนับเนื่องทางศาสนาเหมือนกัน แต่ก็แตกต่างกันไปตามความนิยมของกาลเวลาและท้องถิ่นนั้นๆ
ตามความเห็นของผู้เขียน องค์ประกอบทางศาสนาเหล่านี้ ศาสนิกชนสำคัญที่สุด เพราะว่าพระพุทธเจ้าก็เสด็จปรินิพพานไปนานแล้ว พระไตรปิฏกหรือพระธรรมวินัยจะยังคงเดิมได้ก็เพราะศาสนิกชนเป็นผู้ธำรงรักษาไว้ วัดก็เป็นเพียงศาสนสถานที่ไร้จิตวิญญาณ กล่าวได้ว่าพระภิกษุ-สามเณรเปรียบประดุจจิตวิญญาณของวัด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสมภาร) และพิธีกรรมก็เป็นเพียงกิจกรรมหรือการละเล่นของคนเท่านั้น
จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของศาสนาเหล่านี้จะธำรงอยู่ไม่ได้ถ้าขาดศาสนิกชน วัดก็เช่นเดียวกันมีพระภิกษุ-สามเณรเป็นจิตวิญญาณ ดังนั้น เมื่ออ้างว่า "วัดเปลี่ยนไป" ก็ต้องศึกษาความเป็นไปของวัดโดยมีพระภิกษุ-สามเณรเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งผู้เขียนจะเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ภายในวัดยามใกล้อรุณ คือการลุกขึ้นปัดเวกของพระภิกษุ-สามเณรในหัวข้อต่อไป...
(มีต่อ)
นมัสการพระคุณเจ้า
การขอพระราชทานวิสุงคามสีมา ต้องมีโบสถ์ก่อนหรือเปล่าครับ แล้วคำว่าโบสถ์ต้องมีการก่อสร้างเป็นอาคารหรือไม่ เพราะเคยจำได้ว่าไปที่วัดแห่งหนึ่งพระในวัดชี้ให้ดูที่โล่งๆไม่มีอาคาร มีแต่ต้นไม้ และมีก้อนหินกำหนดจุดไว้ ท่านบอกว่านี่คือโบสถ์ อย่างนั้นถูกต้องหรือไม่ครับ
กราบนมัสการ หลวงลุงค่ะ
ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไป ทำให้การดำรงชีวิตเปลี่ยนไป พระพุทธศาสนาย่อมเปลี่ยนไปด้วย แต่พระพุทธศาสนายังเป็นที่พักพิงจิตใจของคนอย่างมาก....หลานแวะมาขอพรก่อนไปสอบมิสเทอมค่ะ รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ
เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ ---->น้องจิ ^_^
อัยการชาวเกาะ
เรื่องที่ท่านอัยการถามมายากที่จะขยายความสั้นๆ ให้เข้าใจชัดเจน เพราะมีประเด็นปลีกย่อยออกไปมากมาย จึงของดคำอธิบาย...
ถ้าท่านอัยการสนใจเรื่องนี้ ลองไปหาหนังสือชื่อ วินัยมุข เล่ม ๓ (หลักสูตรนักธรรมเอก) จะอธิบายเรื่องนี้ไว้ละเอียด...
..........
โก๊ะจิจัง แซ่เฮ ^๐^!
เจริญพร
ทุกวันนี้อะไรๆก็เปลี่ยนไปมากโดยเฉพาะจิตใจของคน ยากที่จะดึงกลับมาที่เดิม สุดท้ายก็จะทิ้งให้พระเป็นผู้นำจิตวิญญาณเขาเหล่านั้นกลับมา แต่ปัญหาคือผู้ใหญ่ของบ้านเมืองไม่ค่อยจะสนใจ
เจริญพร