เรื่องความพลัดพราก เป็นสิ่งที่ธรรมดา แต่ก่อนก็มีแต่เทศน์บอกเทศน์สอนคนอื่นให้วางใจเป็นกลางๆ ไม่นึกเลยจะเกิดขึ้นกับตนเอง เมื่อเที่ยงวันนี้อาตมาได้รับโทรศัพท์จากทางบ้านว่าโยมแม่เสียชีวิตแล้ว เมื่อได้รับแล้วก็รีบนั่งรถไปโรงพยาบาลเพื่อรับศพ ไปถึงก็เห็นท่านหมดลมหายใจแล้วจริงๆ แต่ยังลืมตาอยู่ อาตมาก็จับดูที่มือท่าน แล้วก็เอามือลูบตาท่านให้ปิดลง พวกน้องๆ และคุณตา ก็ทำอะไรไม่ถูก ก็เอาแต่ร้องไห้ เสียใจ อาตมาเองเมื่อเห็นพวกนั้นร้องไห้ตนเองก็รู้สึกสะเทือนใจเช่นกัน พยายามทำตนเองให้มีสติ ทำใจให้เข้มแข็ง แต่ในลึกๆ ก็อยากจะร้องไห้เช่นกัน แต่ด้วยความเป็นลูกคนโต เป็นพี่เขา และเป็นพระด้วย ในเมื่อเขาเสียใจเราเป็นพระก็ต้องทำใจให้เข้มแข็ง พยายามเตือนสติพวกน้องๆ

 

    เรื่องนี้เกิดขึ้นเร็วมาก ทีแรกก็ทราบข่าวว่าท่านเข้าโรงพยาบาล เนื่องจากรับประทานมันเทศ เข้าไป (มันเทศ ที่นี่เรียกว่ามันสะเพา มันตะเพา) แล้วเกิดอาการเวียนศรีษะ และอาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง หมอก็ตรวจและบอกว่ารอดูอาการ น้องก็โทรมาบอก อาตมาเองก็ได้แต่ถามข่าว ก็โทรไป ก็คิดว่าจะคุยด้วย เห็นน้องชายบอกว่าแม่เหนื่อยคุยไม่ได้ วันรุ่งขึ้นตอนเช้าอาตมาเองก็มีธุระภาระ ไม่ได้ไปเยี่ยม พอตอนเที่ยงโยมพ่อก็โทรมาบอกว่าโยมแม่เสีย  ก็เลยพาคุณตาเอารถไปรับศพที่โรงพยายาบาลในตัวจังหวัด ท่านจากไป โดยที่อาตมาก็ไม่ได้ทันเห็น ไม่ได้พูดคุยอะไรเลย เรื่องความพลัดพราก ก็เป็นสิ่งธรรมดาก็จริงอยู่ แต่เมื่อเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสามี บุตรธิดา ก็ยากจะทำใจ ท่านเองอายุก็ไม่มาก ปีนี้ก็ ๔๔ ปี มาด่วนจากไป

 

    ก็ได้แต่ปลงธรรมสังเวช พิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง เต่เสียดายว่าไม่ได้ดูใจ ไม่ได้พูดคุย สั่งเสียกันเลย เรื่องการตายไม่เลือกอายุ ไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ไม่เลือกกาลเวลา สถานที่  สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่ความตายนั่นแน่นอน เบื้องต้นของชีวิตก็คือความเกิด ที่สุดของชีวิตก็คือความตาย มรณนฺตํ หิ ชีวิตํ ชีวิตมีความตายเป็นที่สุด ก็ได้แต่อธิษฐานในใจให้ท่านไปอย่างสงบ ไปสู่สุคติ ไม่ต้องเป็นห่วงลูกๆ อาตมาจะดูแลน้องๆเอง

    โยมแม่ท่าน อายุ ๔๔ มีลูกชายสามคน อาตมาเป็นลูกคนโต อายุ ปีนี้ย่างเข้า ๒๖ ปี น้องชายคนกลางก็เป็นทหาร น้องชายคนเล็กเรียนอยู่ชั้น ม.๓ วันนี้ก็ทำพิธีบำเพ็ญกุศลผ่านไปแล้ว อาตมากับคุณตาก็ตกลงกันว่า จะทำฌาปนกิจในวันเสาร์ ตรงกับวันที่ ๒ เมษายน ในฐานะเป็นลูกยังไม่ได้ตอบแทนคุณอะไรเลย ก็ได้แต่ดูแลเรื่องงานศพให้ดีที่สุด ผ่านไปอย่างเรียบร้อย ถ้าคุณครูภาทิพ หรือคุณครูอิงจันทร์ได้อ่านบันทึกนี้ก็อยากให้ท่านแต่กลอนเกี่ยวกับพระคุณของแม่ให้ด้วย จะเอาไว้ให้พิธีกรอ่านในวันฌาปนกิจที่วัด โยมแม่ท่านชื่อจริงว่า"รำไพ  ทิวาพัฒน์" ส่วนอาตมาเองตอนนี้คิดอะไรไม่ออก  ก็พยายามทำใจให้มีสติ ระลึกถึงหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าหากโยมแม่รับรู้ก็ขอให้ท่านไปสู่สถานที่ดี อย่าได้มีความเป็นห่วงกังวลในเรื่องใดๆ ลูกๆจะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้