หลวงพ่อบางกอก
Hey, come and gets money boys "
หลวงพ่อพูดแล้วชี้มือไปที่ ๆ วางเหรียญไว้ แล้วก็เดินสาวเท้าออกไปช้า ๆ พวกเด็ก ๆ ก็พากันตรูเข้ามาแย่งกันหยิบเหรียญเหล่านั้นจนหมดในพริบตา สักพักหนึ่งก็มีเด็กชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้นวิ่งตามมาที่หลวงพ่อที่กำลังเดินช้า ๆ แล้ววิ่งไปดักหน้านั่งลงกราบแทบเท้าหลวงพ่อ วรโพธิ หลวงพ่อวรโพธิหยุดเดิน ก้มลงมองเด็กคนนั้นอย่างแปลกใจนิด ๆ เด็กคนนั้นพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษเช่นกันว่า "thanks you very much sir
หลวงพ่อจึงยิ้มกับเด็กคนนั้น ถามไปเรื่อยเปื่อยว่า "well;boy what is your name"
เด็กคนนั้นตอบว่า เขาชิ่อ ....
หลวงพ่อถามต่อไปว่า "บ้านช่องอยู่ที่ไหนกันล่ะ""
เด็กเนปาลคนนั้นตอบเป็นภาษาอังกฤบแปลเป็นไทยได้ว่า "อยู่เลยวัดไปหน่อยเดียวเองครับ " แล้วถามหลวงพ่อบ้างว่า
"หลวงพ่อมาจากไหนครับ พวกผมเพิ่งเห็นวันนี้เอง "
หลวงพ่อหัวเราะเบา ๆ บอกว่า " หลวงพ่อมาจากบางกอก ประเทศไทยโน้น "
ท่านถามเด็กอีกเหมือนกันว่า"วัน ๆ หาเงินได้สักเท่าไหร่กัน" เด็กตอบว่า
"ไม่ค่อยได้หรอกครับหลวงพ่อ นอกจากที่วัดจะมีงานเช่นวันนี้ก็จะได้มากหน่อย"
"เงินที่ได้เอาไปใช้ทำอะไร " หลวงพ่อถามไถ่ต่อไปเรื่อย ๆ พร้อมกับสาวเท้าเดินต่อ เมื่อถึงซุ้มบริการที่อยู่ไม่ห่างใกลนักก็เข้าไปนั่งในซุ้ม พระลูกชาย เดินเข้าไปที่โต๊ะบริการน้ำปานะ หยิบเอาแก้วน้ำปานะมา 2 ใบ เอ าส่งให้หลวงพ่อ 1 ใบ หลวงพ่อรับมยกขึ้นฉัน
เด็กน้อยเนปาลทีเดินตามมานั่งยองยองลงที่พื้น ข้าง ๆ ที่หลวงพ่อนั่งอยู่ ตอบคำถามหลวงพ่อเมื่อกี้ว่า
"เอาไปให้พ่อ-แม่ครับ, พ่อ-แม่ผมยากจนมาก ผมและพี่สาวอีก คนต้องออกช่วยกันหาเงินตามที่ ๆ มีงานต่าง ๆ เสมอครับ"
"น่าสงสารนะลูก " ท่านหันไปพูดกับพระผู้ลูก แต่ยังไม่ทันจะมีใครพูดอะไรออกมา
พลันก็ปรากฏมีเสียงเอะอะมาจากทางประตูเข้าวัดที่อยู่ไม่ห่างใกลนัก แล้วก็เห็นเด็กหญิงคนหนี่งที่ค่อนข้างจะโตแล้ว วิ่งหลบหลีกคนโน้นที คนนี้ที เข้ามาในวัดอย่างรีบร้อน ปากก็ร้องเรียก ชื่อของเด็กชายคนนี้อยู่ตลอดเวลา พร้อมกับส่ายตามองหาไปทั่ว เด็กชายที่ก็กำลังหันไปมองทางเสียงนั้นเช่นกัน เมื่อเด็กเห็นว่าเป็นใครก็บอกหลวงพ่อว่า
"พี่สาวผมเองครับ"แล้วเขาก็ลุกขึ้นยืนพูดเสียงดังรัวเร็วปรือส์ เป็นภาษาพื้นเมืองตอบไปพร้อมโบกไม้โบกมือไปทางพี่สาว เด็กสาวคนนั้นเมื่อได้ยินเสียงน้องชายก็หันมามอง เมื่อห็นน้องชายก็วิ่งตรงเข้ามาหา เมื่อมาถึงก็หยุดชะงักนิดหนึ่ง เมื่อเห็นมีพระอยู่ด้วย แล้วเธอย่อตัวลงไหว้หลวงพ่อวรโพธิตามแบบที่เคยเห็นหญิไทยปฏิบัติต่อพระ อย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันไปจับแขนน้องชายเขย่า ๆ พูดอย่างรีบร้อนแกมสะอื้นว่า
" เร็วเข้า พ่อถูกงูเห่ากัด" แล้วเธอก็ร้องไห้เด็กชายผู้เป็นน้องชายเห็นพี่สาวร้องไห้ก็ร้องไห้ตามไปด้วย เด็กชายหันมาพูดกับหลวงพ่อว่า
" หลวงพ่อบางกอกช่วยพ่อผมด้วย กรุณาเถอะครับ"
ขณะนั้น พวกฆาราวาสในบริเวณนั้นและพระอีกหลายรูปที่เห็นเหตุการ์ณ ต่างก็เข้ามารุมล้อมถามเด็กสาวและน้องชาย พอทราบเรื่องราวก็ปรึกษากันและกันว่าจะมีทางใดพอจะช่วยพ่อของเด็กทั้งสองนี้ได้บ้าง ก็พอดีมีพระหัวหน้าสถานพยาบาลของวัด เข้ามาถามอีกคน เมื่อทราบว่ามีคนถุกงูเห่ากัด ท่านก็นิ่งอึ้ง เพราะรู้ดีว่าเซรุ่มแก้พิษงูไม่มี ท่านพูดออกมาว่า
"คงจะช่วยอะไรเขาไม่ได้ เพราะยาแก้พิษงูที่วัดไม่มีเสียด้วย ทำไงกันดี"
เมื่อท่านแปลเป็นภาษาพื้นเมืองให้เด็กทั้งสองฟัง เด็กหญิงและน้องชายร้องโฮขึ้นมาพร้อมกัน เด็กหญิงร้องบอกพวกพระและฆาราวาสที่ชุมนุมอยู่อย่างน่าสงสารว่า
"ใครก็ได้กรุณาช่วยพ่อหนูด้วยค่ะ " เธอหันไปทางพระทุกองค์ ณ ที่นั้น" หลวงพ่อทั้งหลายช่วยพ่อหนูด้วยค่า ฮือ ๆ "
มีเสียงถามมาจากมุมตึก.ใกล้ ๆ กันว่า "ใครร้องไห้ เป็นอะไรกัน "
หลวงพ่อวรโพธิฯหันไปมองตามเสียงเมื่อเห็นว่าเป็นใครก็จำได้ว่าเป็นพระนวกะที่บวชในครั้งนี้พร้อมกัน ท่านเป็นนายสัตว์แพทย์ ที่แปดริ้ว ท่านเป็นนักท่องไพรมือฉกาจ และมักจะพกยา แก้พิษงูร้ายต่าง ๆ ในร่วมยาของท่านเป็นประจำ อีกทั้งหลวงพ่อกับเขาก็สนิทกันมากด้วย หลวงพ่อรีบบอกไปว่า
"เร็วเข้าหลวงพ่อกันต์ ฯ พ่อเด็กสองคนนี้ถูกงูเห่ากัดเมื่อสักพักที่แล้วนี่ ท่านมียาแก้พิษงูมาด้วยหรือเปล่า ยาที่คลีนิควัดไม่มี " หลวงพ่อกันต์ ฯตอบมาว่า
"ดูเหมือนจะเอามาด้วยนะครับ ผมจะรีบไปห้องพักเอาร่วมยามาดูก่อน "
แล้วท่านก็ผลุดวิ่งกลับไปที่ห้องพัก โดยมีพระลูกชายหลวงพ่อวรโพธิฯวิ่งตามไปด้วย เด็กหญิงกับน้องชายยืนกอดกันร้องไห้กะซิก ๆ มองหน้าคนโน้นทีคนนี้ทีเพราะไม่เข้าใจภาษาไทยที่บรรดาหลวงพ่อพูดกันดีนัก ครู่ใหญ่หลวงพ่อกันต์ฯ ก็วิ่งกลับมาพร้อมกระเป๋ายาที่พระลูกชายหลวงพ่อวรโพธิ ฯ ถือให้วิ่งตามมาติด ๆ ท่านบอกบอกว่า
"มียาแก้พิษงูเห่ามาด้วยจริง ๆ ครับ" หลวงพ่อวรโพธิฯแปลให้เด็กทั้งสองฟังอีก ตัวพี่สาวรีบก้มลงกราบแทบเท้าหลวงพ่อกันต์ ฯพร่ำแต่พูดว่า " ช่วยพ่อหนูด้วย ๆ ๆ" ตลอดเวลา เจ้าน้องชายก็ก้มลงกราบและพูดตามเช่นกัน จากนั้นพระหัวหน้าสถานพยาบาลของวัดก็ให้คนรถเอารถของวัดออกมาพาพวกเราสี่ห้าคนพร้อมเด็กสาวและน้องชายไปหาคนเจ็บทันที ระหว่างทาง หลวงพ่อกันต์ ฯ สอบถามเด็กสาวว่าได้ตัวงูใหม เด็กสาวตอบว่า
"ชาวบ้านช่วยกันตีตายแล้ว ตอนนี้ซากงูยังอยู่ที่หน้าศาลากลางหมู่บ้าน" หลวงพ่อกันต์ ฯ บอกว่า
" ดีมาก จะได้ใช้ยาได้ถูกต้องกับชนิดของงู" รถวิ่งประมาณ 5 นาทีก็ถึวศาลากลางหมู่บ้านที่คนเจ็บ นอนรออยู่ ที่นั่นมีเพื่อนบ้านกลุ่มใหญ่กำลังมุงดูซากงูที่หน้าศาลา เสียงถาม,เสียงเล่าจากคนเห็นเหตุการ์ณดังอึงคนึงไปหมด นอกจากนั้นยังมีชาวบ้านใกล้เรือนเคียงที่เพิ่งรู้ข่าวคนถูกงูเห่ากัดคน กำลังเดินทางมาสมทบเป็นแขกมุงอีกนับสิบ ๆ คน ในจำนวนคนที่อยู่บนศาลาช่วยดูแลคนเจ็บนั้น มีผู้ใหญ่บ้านอยู่ด้วย แต่ไม่มีหมอหรือพยาบาล ผู้ใหญ่บ้านยกมือคาระวะหลวงพ่อหัวหน้าคลีนิคที่เขารู้จักและคุ้นเคยกันดีอยุ่ก่อนแล้ว หลวงพ่อกันต์ ฯ ตรวจดูซากงูหน้าศาลาก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นงูเห่าจริง หลังจากนั้นก็เข้าไปพบคนเจ็บที่กำลังบิดตัวไปมาด้วยความเจ็บปวดจากพิษงู ตรงบริเวณเหนือเข่าขวาและโคนขาขวามีผ้ารัดเป็นชะเนาะป้องกันไม่ให้พิษงูใหลเข้าสู่หัวใจเร็วขึ้น ซึ่งเพื่อน ๆ ของเขาช่วยกันทำให้ตามความรู้พื้นฐานทั่ว ๆ ไป หลวงพี่หัวหน้าคลีนิควัด บอกคนเจ็บว่าไม่ต้องตกใจไปหรอก หลวงพ่อจากบางกอกมียามาช่วยเจ้าแล้ว" จากนั้นท่านกับหลวงพ่อกันต์ฯ ก็ช่วยกัน ตรวจดูแผลถูกกัดที่บริเวณน่องข้างขวาพร้อมกับแก้ผ้าที่รัดอยู่ที่โคนขาและเหนือหัวเข่าขวาออก แล้วทำการล้างแผลให้สะอาดเป็นอันดับแรก อันดับต่อมาหลวงพ่อกันต์ ฯ เอาเครื่องวัดความดันออกมาวัดความดันที่แขนคนไข้ เมื่อเห็นตัวเลขที่ปรากฏออกมาก็เปรย ๆ ออกมาว่า
"ความดันตกเล็กน้อย แต่คงไม่เป็นไรหรอก น่า "ต่อมามท่านก็นำเครื่องดูดเลือดจ่อที่ปากแผลแล้วดึงด้ามสลิงของกระบอกสูบขนาดใหญ่ที่ท่านพัฒนาขึ้นใช้เองออกมาช้า ๆ เลือดที่ออกมาในตอนแรก ๆ มีสีดำคล้ำปนออกมาด้วยอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือพิษงูที่ยังหลงเหลืออยู่ที่บาดแผล ท่านเอาไปฉีดทิ้งลงไปในขวดน้ำที่ให้เด็กน้อยหามาให้ ท่านทำเช่นนั้นอีกหลาย ๆ ครั้งจนเลือดที่ออกมาในครั้งหลัง ๆ มีสีแดงเป็นปรกติดีแล้ว จึงหยุดทำ จากนั้นหมอกันต์ฯ หันไปหยิบสลิงเข็มฉีดยาและขวดยาออกมาแทงเข็ม เจาะฝาขวดยาเซรุ่มพิษงูเห่าที่เตรียมมาดูดเออกมาในปริมาณที่มากพอ แล้วบอกให้คนใกล้ ๆ ข่วยกันจับตัวคนเจ็บไว้ให้แน่น ก่อนจะจัดการฉีดยาแก้พิษงูเข้าเส้นเลือคดคนเจ็บ ช้า ๆ ช่วงนี้ชาวแขกมุงต่างเข้ามามุงดู เป็นจำนวนมากจนเด็กสาวต้องขอร้องให้ออกไปห่าง ๆ เสียบ้าง หลังจากได้รับการฉีดยาแล้ว ต่อมาคนเจ็บก็มีอาการดีขึ้น อาการปวดค่อยทุเลาลง "ปลอดภัยแล้ว " หลวงพ่อกันต์ยิ้มเล็กน้อยอย่างโล่งใจเมื่อเห็นท่าทางของคนเจ็บ ก่อนจะบอกให้ทุก ๆ คนทราบ หลวงพ่อวรโพธิฯแปลให้เด็กสาวผู้พี่และน้องฟัง เด็กทั้งสองยิ้มทั้งน้ำตา รีบพากันก้มลงกราบหลวงพ่อกันต์ฯ พวกชาวบ้านที่มุงดูต่างก็พึมพัม ด้วยความโล่งใจตามไปตาม ๆ กัน และต่างก็เข้ามาจับเนื้อต้องตัวคนเจ็บแสดงความยินดีด้วย คนเจ็บค่อยยิ้มออกมาได้บ้าง เขาเอื้อมมือมาจับมือหลวงพ่อกันต์และหลวงพ่อทุกองค์ ไปทาบที่หัวของเขา ปากก็พร่ำบอกว่า "ขอบคุณครับ ๆ นี่ถ้าไม่ได้พวกหลวงพ่อผมคงจะต้องตายแน่แท้ "พระหัวหน้าคลีนิคแพทย์ของวัด เล่าให้หลวงพ่อวรโพธิและหลวงพ่อกันต์ฯฟังว่า "เมื่อประมาณ 3 เดือนที่แล้ว มีคนถูกงูกัดเช่นเดียวกันกับรายนี้ แต่เพราะเราไม่มีเซรุ่มแก้พิษงูช่วยเขา เขาจึงต้องตายไปอย่างน่าสงสาร เนื่องจากโรงพยาบาลของรัฐที่ใกล้ที่สุดที่มีเซรุ่มแก้พิษงู อยู่ห่างใกลมาก พาคนเจ็บไปไม่ทันการสักราย คราวนี้นับว่าหลวงพ่อกันต์ฯ ได้กุศลแรงนะครับที่มีเซรุ่มมาด้วย " หลวงพ่อกันต์ฯยิ้ม ๆ พูดว่า "ผมก็เพียงแค่เตรียมไว้สำหรับการเดินทางเที่ยวป่าของผมและผู้เดินทางไปด้วยกันเท่านั้นเอง บังเอิญว่าในครั้งสุดท้ายไม่มีใครถูกงูพิษกัด ยาไม่ได้ใช้ จึงมียายกยอดเหลือมาช่วยชายคนนี้ไว้ได้ ก็เท่านั้นเอง, แต่ก็หมิ่นเหม่อยู่นะ เพราะหากช้าไปอีกเพียงเดือนกว่า ๆ ยาก็จะหมดอายุ การช่วยก็จะไม่ได้ผล " แต่แล้วหลวงพ่อกันต์ฯหยุดพูดกระทันหัน ชี้มือไปทางชายป่าให้ทุกคนดูกลุ่มคนที่มีเสียงเซ็งแซ่ใกล้เข้ามา สักพักก็เห็นกลุ่มคนหามคนเจ็บคนหนึ่งตรงเข้ามาที่ศาลานี้ เมื่อเข้ามาใกล้จึงเห็นว่า คนที่ถูกหามมาเป็นผู้หญิงวัยกลางคน "ถูกงูเห่ากัดอีกคน ครับ"คนนำมาที่เป็นหัวหน้ากลุ่มพูดกระหืดกระหอบ "ถูกกัดบริเวณเดียวกันกับคนแรก พวกเราเอาซากงูที่ตีตายแล้วมาให้ดูด้วย" ผู้ใหญ่บ้านให้เอาคนเจ็บวางบนม้านั่งหินที่ตั้งอยุ่กับพื้นหน้าศาลา หลวงพ่อวรโพธิฯ,หลวงพ่อกันต์ ฯ และหลวงพี่หัวหน้าคลีนิควัด ลงไปดูอาการคนเจ็บคนไหม่อย่างใกล้ชิดพร้อม ๆ กัน
ขณะนั้นชาวบ้านในกลุ่มคนหนี่งนำซากงูเห่าที่ตีตายแล้วมาให้ดู หลวงพ่อกันต์ ฯ ดูแล้วก็พยักหน้า พูดว่า " งูเห่าจริง ๆ ' หลวงพี่หัวหน้าคลินิควัดถามคนเป็นหัวหน้าว่า"เรื่องมันเป็นมาอย่างไรกันจึงถูกงูกัดได้ " ชายคนนั้นตอบว่า 'เขากำลังเดินไปเข้าทุ่ง ตามทางที่เคยเดินไป ไม่รู้ว่างูมันมาจากไหน กัดเอา" อีกคนพูดเสริมต่อว่า "พวกเราที่อยุ่ใกล้ ๆ ได้ยินเสียงร้องของเขาว่า "โอ๊ย งูกัดช่วยด้วย "จึงพากันถือมีดถือไม้วิ่งเข้าไปช่วย พบงูกำลังเลื้อยหนีจึงช่วยกันวิ่งไปสกัดหน้าสกัดหลังไล่ต้อนจนมันหนีไม่พ้น แล้วพวกเราก็ระดมมีดไม้เข้า ใส่มันอย่างไม่ยั้งจนมันตาย แล้วก็รีบช่วยกันหามคนเจ็บมาที่นี่ เพราะรู้ข่าวว่ามีพระไทยจากบางกอก มียาแก้พิษงูเห่ามารักษาคนถูกงูเห่ากัดที่นี่" หลวงพ่อกันต์ฯเอ่ยขึ้นบ้างว่า ' ตัวงูมีขนาดเดียวกัน,ถูกกัดบริเวณเดียวกัน,น่ากลัวจะเป็นงูคู่ผัวคู่เมียกันแก้แค้นคนแทนคู่ของมันที่ถูกตีตายมั้งนี่ "พลางพ่อใช้ไม้พลิกดูเครื่องหมายรูปดอกจันบนหัวงูเพื่อความแน่ใจ........หลังจากช่วยกันทำความสะอาดแผลและใช้เครื่องดูดพิษงูออกจากแผลจนเลือดที่ออกมาเป็นสีแดงตามปรกติเช่นเดียวกับที่ทำกับคนถูกงูกัดคนแรกแล้ว หลวงพ่อกันต์ ฯก็ยกขวดยาออกมามองดูปริมาณยาภายในขวด พึมพำว่า "ยาเหลือน้อยเกือบไม่พอ, จะรักษาคนเจ็บรายนี้ได้เพียงรายเดียวเท่านั้น" หลวงพ่อกันต์ ฯ บอกให้พระหัวหน้าคลีนิคบอกชาวบ้านให้ทราบทั่วกันว่ามียาพอจะรักษาคนนี้ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น เ มื่อพระหัวหน้าคลีนิคแปลเป็นภาษาพื้นเมื่องให้คนที่อยู่รอบ ๆ ทราบ คนเหล่านี้นต่างก็ฮือฮากันขึ้นพักหนี่ง ด้วยเกรงว่าจะมีคนถูกงูเห่ากัดอีก และจะต้องตายเพราะไม่มียารักษาได้ทัน เหมือนรายก่อน ๆ จากนั้น หลวงพ่อกันต์ฯ ก็ลงมือฉีดยาให้คนเจ็บคนที่ สอง จนเสร็จสิ้นกรรมวิธี แล้วท่านก็บอกพระหัวหน้าคลีนิคให้บอกทุกคนปล่อยให้คนเจ็บนอนพักผ่อนไปก่อนสัก 1 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย จึงค่อยพากลับไปนอนต่อที่บ้านได้ พระหัวหน้าคลีนิคก็บอกชาวบ้านให้ทราบตามนั้น ขาวบ้านต่างก็เข้ามาจับมือหหมอกันต์ฯ ขึ้นลูบที่หัวของพวกเขาตาม ๆ กัน ....
ต่อมา เมื่อถึงกำหนดลาสิกขาบท เจ้าภาพได้จัดพิธีลาสิกขาบท ให้แก่บรรดาผู้เข้าบวชถวายกุศลในครั้งนี้อย่างยิ่งใหญ่ที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ในประเทศอินเดีย โดยได้แจกเกียรติบัตรรับรองการเข้าร่วมอุปสมบท และ ใบฉายาบัตรชื่อพระ แก่พระนวะกะทุกองค์ ท่ามกลางพระเถระผู้ใหญ่ และญาติโยมของผู้บวชทั้งหลาย ที่ร่วมเดินทางไปร่วมอนุโมทนาในงานบวชนี้เป็นจำนวนมาก ผู้บวชทุกคนต่างรู้สึกปลื้มปิติที่ได้ร่วมบวชถวายกุศลแด่ในหลวงของพวกเขาในวาระครบรอบ 80 ปีอันเป็นครั้งหนี่งและครั้งเดียวในชีวิตรที่จะหาอีกไม่ได้แล้ว ส่วนคณะของหลวงพ่อวรโพธิที่ช่วยรักษาคนถูกงูกัดนั้นมีความภูมิ์ใจอีกอย่างหนึ่งเพิ่มเข้ามาคือความภูมิใจที่ได้ช่วยชีวิตรชาวมุสลิมในหมู่บ้านให้รอดพ้นจากพิษของงูร้ายนั่นเอง.....หลังการจัดพิธีลาสิกขาบทให้แก่พระบวชใหม่แล้ว รุ่งขึ้นเจ้าภาพได้จัดรถบัสพาบรรดา พระภิกขุนวะกะที่ตอนนี้กลายเป็นพี่ทิดพ่อทิดไปตาม ๆ กันแล้วไปยังสถานีรถไฟและสนามบิน เป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับกรุงเทพฯอย่างทั่วถึงกันต่อไป ต่อมา........ เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯแล้ว วันหนึ่ง หลวงพ่อได้รับข่าวทางอีเมล์จากพระหัวหน้าคลีนิควัดไทยลุมพินีมหาวิหาร มีใจความสรุปไดัว่า........."กราบนะมัสการท่านอดีตหลวงพ่อวรโพธิฯ หลังจากคณะหลวงพ่อฯได้ช่วยรักษาชาวบ้านที่ถูกงูเห่ากัดในครั้งนั้นแล้ว บรรดาชาวบ้านได้ร่วมกันนำผ้าป่าสามัคคี มาทอดที่วัดเพื่อเป็นการแสดงความสำนึกในบุญคุณวัดที่ช่วยชีวิตรพวกเขาไว้ได้ถึง 2 คน ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ไม่เคยมีชาวมุสลิมกระทำเช่นนี้มาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนลูกชายคนเล็กของคนที่ถูกงูเห่ากัดคนแรกได้ขอบวขเป็นสามเณร มาช่วยงานที่คลีนิคเป็นประจำตลอดวัน สำหรับตัวพี่สาวนั้น เมื่อเรียนจบมัธยมศึกษาในเวลาต่อมา เจ้าตัวได้ขอทุนจากทางวัดไปเรียนผู้ช่วยพยาบาลที่วิทยาลัยพยาบาลท้องถิ่น เพื่อจะได้มาช่วยงานพยาบาลที่คลีนิคของวัดเป็นการทดแทนบุญคุณวัดที่ช่วยให้บิดารอดตายในครั้งนั้นตลอดไป เช่นกัน ซึ่งทางวัดก็ได้อนุเคราะห์หาทุนให้ไปเรียนแล้ว อีกไม่นานวัดก็จะมีพยาบาลอาสาชาวท้องถิ่นมาช่วยงาน..
อนึ่งจากการที่คณะของหลวงพ่อฯได้ช่วยชีวิตรชาวบ้านในครั้งนั้น อาตมาได้ทำรายงานเสนอให้ท่านเจ้าอาวาสทราบ ท่านเจ้าอาวาสได้เสนอเรื่องไปให้คณะธรรมฑูตไทยสายอินเดียได้ทราบด้วย พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณรองคณะธรรมฑูตฯได้สะดุดีคณะของหลวงพ่อว่าเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่และนับ เป็นบารมีอันเนื่องจากการบวชถวายกุศลแด่ในหลวงที่แผ่ไปถึงทุกเชื้อชาติศาสนาโดยไม่มีการกีดกั้นและเป็นการช่วยงานเผยแพร่พระพุทธศาสนาของประเทศชาติครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง นับได้ว่าเป็นธรรมะจัดสรรโดยแท้ ทุกฝ่ายทุกคนควรถือเป็นเยี่ยงอย่างเอาไว้ ท่านบอกว่าจะกำหนดวันมอบเกียรติคุณให้แก่คณะของหลวงพ่อในวันสำคัญทางศาสนาในปีหน้า ซึ่งอาจเป็นวันเข้าพรรษาหรือวันสำคัญอื่น ๆ ที่ท่านจะกำหนดต่อไป
และยังมีอีกเรื่องหนึ่งคือ ทางการปกครองท้องถิ่น่ระดับสูงของเนปาลได้มีหนังสือขอบคุณมายังคลีนิคของวัดในการช่วยชีวิตรพลเมืองของเขาให้รอดพ้นจากงูพิษกัดถึง 2 คน พร้อมกับมอบยาเซรุ่มแก้พิษงูพิษต่าง ๆ มาให้คลีนิคไว้ใช้เป็นจำนวนมาก ทั้งส่งผู้ช่วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาคนถูกงูพิษกัดมาประจำช่วยงานที่คลีนิค 1 คนตลอดไป โดยทางเขาออกค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น ทั้งนี้และทั้งนั้น , ผลดีที่ทางคลีนิคและทางวัดได้รับในขณะนี้ก็เนื่องจากกุศลและความเมตตาของคณะของหลวงพ่อฯที่มีต่อชาวมุสลิมในครั้งนั้นนั่นเอง ทางวัดไทยลุมพินีมหาวิหาร และ คลีนิควัด จึงขอขอบคุณมายังหลวงพ่อและคณะของหลวงพ่อฯในครั้งนั้นทุกคน ด้วยเช่นกัน
หมายเหตุ--เรื่อง "หลวงพ่อบางกอก" นี้ ต่อมา นิตยสาร "ต่วยตูน" ที่มีชื่อเสียงฉบับหนึ่งของเมืองไทย ได้นำไปตีพิมพ์ใน ต่วยตูน
ฉบับ แรกของเดือน มิถุนายน 2552 ในหน้า 94-114 และได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านเป็นอย่างดีเรื่องหนึ่งเหมือนกัน"
ท่านวรโพธิครับ
ตื่นเต้นและจบลงด้วยดี
เป็นเรื่องจริง อิงนิยายที่สนุกครับ
เขียนอีกนะครับ
ขอบคุณท่านพลเดชฯที่ติดตามเข้าเยี่ยมชมและให้กำลังใจอีกครั้ง ทำให้มีกำลังใจที่จะลองเขียนเรื่องใหม่ต่อไปอีกเหมือนกัน
กราบนมัสการท่านวรโพธิ
แม้จะทราบว่าท่านและคณะ ได้ลาสิกขาบทมาแล้ว
แต่ก็ยังซาบซึ้งในเมตตาจิตของท่านและคณะ
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ชีวิตของคนย่อมมีค่าต่อกันเสมอ
ไม่มีพรมแดนตรงไหนจะมาแบ่งแยกเราชาวมนุษย์โลก
ไม่เคยทราบเรื่องดีๆ เช่นนี้มาก่อน
ถ้าคุณพ่อสกลจะไม่นำมาเล่า ด้วยสำนวน ที่ชวนอ่าน
ได้เห็นภาพตามไปด้วย
ที่วัดไทยกุสินาราก็งูเห่าชุกชุม ไม่ทราบว่ามีการเตรียมเซรุ่มไว้บ้างหรือเปล่า
โดยเฉพาะเรามีคลินิก และมีแพทย์ประจำด้วยค่ะ
น่าสนใจมาก หนูขอบคุณที่ได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้
หากมีโอกาส คงได้ไปเตรียมการดูแลให้คลินิกกุสินารา
มียาและเวชภัณฑ์ให้พร้อมเชียวค่ะ
สวัสดีค่ะ ด้วยความเชยไม่ทราบว่าท่านเป็นใครจริงๆ
แต่เห็นใบหน้าที่มีเมตตาแล้วอยากจะมาอ่าน
บุญครั้งนี้การได้ช่วยชีวิตมนุษย์ย่อมเป็นสิ่งที่ประเสริฐนะคะ
วันนี้จะมาแลกเปลี่ยนค่ะ
ทำงานเป็นพยาบาล...รู้จักคนไข้จนสนิทกัน...
เด็กทางอิสานฐานะยากจน...แต่ซื่อ..ไม่ร้องขอความช่วยเหลือ...
21เม.ย ....
แม่น้องมันแกว...จะส่งไปพบสังคมสงเคราะห์ขอเงินค่ารถให้นะคะ... หลังจากนั้น...มายกมือไหว้...ป้าแดงขอบคุณมากๆได้มาสามร้อย...
ตาน้องน้ำข้าวไม่มีตัง...ส่งสังคมสงเคราะห์ขอข้าวให้...ตาบอกได้รับการช่วยเหลือแล้ว...
แม่น้องแกรมมี่ที่ป่วยเป็นมะเร็ง...บอกว่าอีกสองอาทิตย์จะได้ปลูกถ่ายไขกระดูกแล้ว...ดีใจมาก...จับมือแม่...และโผกอดกันฉันน้ำตาไหล... มันเหมือนกับได้ชีวิตไหม่นะคะ... ภาษากายก็สำคัญกับการทำงานนะคะ...ทั้งหมดทำด้วยใจ...โดยไม่ร้องขอ...