สวนป่าครูบาสุทธินันท์ อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์กับนักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขรุ่น 1

  บันทึกนี้ผู้เขียนได้ความคิดมาจากพี่บางทรายเรื่องของพ่อใหญ่บำรุง บุญปัญญา  ตอนเช้าก่อนกินข้าวเช้า พ่อครูบาสุทธินันท์ทอดไข่เจียวให้กินเป็นมื้อเช้า หลังจากเมื่อคืน พ่อครูบาสุทธินันท์ปะทะกับพงษ์สิทธิ์ คัมภีร์  ดูภาพนะครับ ฮ่าๆมีท่านอัยการชาวเกาะและพี่หญิงใหญ่ (ทิพย์วัลย์ ปิ่นภิบาล) ร่วมร้องเพลงด้วย

พ่อครูบาสุทธินันท์ พงษ์สิทธิ์ พี่ครูคิม และท่านอัยการ

       

      พี่ครูปูและพี่อึ่งอ๊อบก็แสดงฝีมือผัดผักบุ้ง  และแล้วความฝันของผู้เขียนก็เป็นจริง เมื่อคุณตาหยูมาแสดงท่ารับผักบุ้งลอยฟ้า ฮ่าๆๆ เนียนมากๆๆ

        

       ผู้เขียนเห็นชายวัยสูงอายุมากับพี่บางทราย ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ได้อ่านบันทึกพี่บางทรายบางส่วนเกี่ยวกับพ่อใหญ่บำรุง บุญปัญญา เป็นคนที่ดื่มจัด ดูสัมมาถะดูดบุหรี่มวนเอง ไว้หนวดเหมือนฤษี ได้ฟังพ่อใหญ่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนไร้กรอบ ถ้าสนใจว่าพ่อใหญ่นั้นเขียนเรื่องอะไรนั้น ตามไปอ่านที่นี่นะครับ เรื่อง หมู่บ้านสังคมอิสระที่มีอายุยืนนาน

   ตัวพ่อใหญ่เองนั้นมีหนังสือเรื่อง เรื่อง แนวคิดวัฒนธรรมชุมชน เรื่อง ไปให้พ้นสังคมกำพร้า และมองโลกของสังคมก้าวต่อไปของประชาชน

   ถ้าผู้อ่านสนใจผู้เขียนจะขอให้พี่บางทรายช่วยหาสถานที่ขายหนังสือของพ่อใหญ่บำรุง บุญปัญญาให้นะครับ

 

   ลองอ่านตัวอย่าง จากเรื่อง หมู่บ้านสังคมอิสระที่มีอายุยืนนาน  พอมาถึงเรื่องเศรษฐกิจ เราก็เริ่มแนะนำให้เขาเลี้ยงสัตว์การเกษตรแบบใหม่ เช่น การเลี้ยงหมู คือแต่ก่อนนี้ชาวบ้านเขาเลี้ยงหมูดำ พอเราเข้าไปก็อธิบายให้เขาฟังว่า หมูตัวดำนั้นมันไม่ดี โตก็ช้า จับขังคอกมันก็แหกคอก นิสัยมันดื้อ เราก็แนะนำให้เขาเลี้ยงหมูขาว ซึ่งในการแนะนำให้เลี้ยงหมูขาวนั้น เราก็ยกความเหนือกว่าทุกอย่างให้เขาฟัง ไม่ว่าจะในเรื่องโตเร็วกว่า เลี้ยงง่ายกว่า จนชาวบ้านก็เชื่อ หันมาเลี้ยงหมูขาวกันหลายคน แต่พอเลี้ยงไปเลี้ยงมาก็มีปัญหา ชาวบ้านบ่นให้ฟังว่าหมูขาวมันเลี้ยงยากเวลาหิวมันก็ไม่ร้อง แต่หมูบ้านเวลาหิวมันร้อง เราก็รู้ว่ามันหิว แต่หมูขาวนอนเฉย และเมื่อถึงเวลาจะขายยิ่งเห็นได้ชัดอย่างที่ชาวบ้านพูดว่า
เมื่อก่อนเลี้ยงหมูบ้านเราขายได้ หนึ่งพัน เดี๋ยวนี้มาเลี้ยงหมูขาวขายได้สองพันห้าร้อย หมูขาวมันก็ดี โตเร็ว สะอาด น่ารักดี หมูบ้านเลี้ยงแล้วหลังแอ่น บางทีก็หัวโตแต่เวลาขายแล้วหมูขาวกลับขาดทุนจะเอาอย่างไรดี?”
จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่า วิธีคิดในทางเศรษฐกิจของชาวบ้านกับของเรานั้นก็มีความแตกต่างกัน เราไปบอกเขาซ้ำๆ ซากๆว่า ถ้าคุณเลี้ยงแบบนี้มันไม่ดี เสียเวลาปีครึ่งจึงได้ขาย แต่ถ้าแบบสมัยใหม่อาจจะแปดถึงสิบเดือนก็ได้ขาย แต่พอผลออกมาของเรากลับไม่ได้ดี จึงต้องมาคิดกันว่า วิธีคิดทางเศรษฐกิจแบบเดิมของชาวบ้านนั้นเป็นอย่างไร
มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า เคยมีเจ้าหน้าที่เอาเงินทุนมาให้ชาวบ้านเลี้ยงหมู ๑๐ ราย โดยให้รายละ ๒,๐๐๐ บาท ๑๐ รายก็ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่เลี้ยงไปเลี้ยงมาเงินที่ตกอยู่ในหมู่บ้านเหลือไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ บาท คือเลี้ยงรุ่นแรกขายไปเสร็จเหลือเงิน ๘,๐๐๐ บาท ขายรุ่นที่สองเหลือเงิน ๖,๐๐๐ บาท จนในที่สุดเงินกองทุน ๒๐,๐๐๐ บาท ก็หมด ถ้าเป็นอย่างนี้เอาเงินมาแจกไม่ดีกว่าหรือ ?”

   เรื่องที่ชาวบ้านพูดก็คือ อยู่กันอย่างไม่มีระเบียบเจ้าหน้าที่ของรัฐเขาก็ไม่เข้ามายุ่งกับเรา มีเรื่องอะไรก็จัดการกันเอง คำว่าไม่มีระเบียบคือศัพท์ภายนอกที่เขาขอยืมไปใช้แต่ที่จริงเขามีระเบียบ ซึ่งระเบียบของเขานั้นก็คือ มีปัญหาอะไรเขาจัดการกันเอง หากถามว่า จัดการอย่างไร เขาก็ตอบว่า มีอะไรก็เรียกประชุมกันหมด ประชุมแล้วตัดสินปัญหากันถามว่าตัดสินกันอย่างไรเขาบอกว่า มีจารีต มีประเพณี มีพิธีปฏิบัติ มีการพูดคุยเพื่อกำหนดกันว่า เรื่องนี้จะทำอย่างไร เรื่องนั้นจะเอาอย่างไร ซึ่งวิธีการนี้ก็คือการจัดระเบียบอีกรูปแบบหนึ่งและ ที่ชาวบ้านบอกว่าตัวเองอยู่อย่างไม่มีระเบียบนั้นอันที่จริงสิ่งนั้นคือระเบียบ เป็นระบบการจัดการภายในของเขาเองเป็นอย่างไรบ้างครับ ความคิดของคนที่ทำงานพัฒนาเอกชน  ไม่ธรรมดาเลย ต้องขอบคุณพี่บางทราย พ่อครูบาสุทธินันท์ พี่ๆน้องๆทุกคนที่ทำให้ผู้เขียนได้พบคนเก่งๆ คนดีๆๆ ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน  ขอคารวะจิตวิญญาณเสรีของพ่อใหญ่บำรุง บุญปัญญา ครับ 

 สามารถติดต่อซื้อหนังสือพ่อใหญ่บำรุงได้ที่

ศูนย์ข้อมูล กป.อพช.อีสาน 53/1 ซอยสระโบราณ  ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ 32000

โทรศัพท์ 044-511172 โทรสาร 044-515590