คุณ สืบ นาคะเสถียร ผู้เสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อรักษาผืนป่าห้วยขาแข้งเอาไว้ อีกทั้งยังเป็นต้นแบบของอนุชนรุ่นหลังถึงการอนุรักษ์ป่าไม้ไทย

 

 

คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เพื่อนของสืบ นาคะเสถียร ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาเป็นข้อเขียน "รำลึกสืบ นาคะเสถียร" ขึ้น รวมเล่มในหนังสือ "ผม ซัก ฟอก" ผมจึงต้องการนำมาถ่ายทอดและรำลึกถึงคุณความดีของสืบ นาคะเสถียร ณ ที่นี้

 

วันที่ 1 กันยายนที่จะถึงนี้ เป็นวันครบรอบ 18 ปีของการตายของคุณสืบ นาคะเสถียร ที่ยิงตัวตายในป่าห้วยขาแข้ง ในปี พ.ศ.2533

 

วันก่อน ผมเปิดดูในเว็บของพันธุ์ทิพย์ มีคนตั้งกระทู้เข้าในหัวข้อ สาเหตุที่คุณสืบต้องพลีชีพ ปรากฏว่า คนที่แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก ใช้ชื่อว่า คุณสิ้นคิด ได้เขียนว่า

อย่าไปโทษใครเลย แกเป็นคนสิ้นคิดมากกว่า การฆ่าตัวตาย ผมว่าเป็นคนสิ้นคิดจริง ๆ

อันที่จริงก็คงไม่มีใครรู้อย่างถ่องแท้ นอกจากตัวคุณสืบเองว่า สาเหตุการที่แกต้องตัดสินใจฆ่าตัวตายเป็นเพราะอะไร

แต่ในทัศนะของผมซึ่งพอจะมีความคุ้นเคยและเคยร่วมงานกับแกมาหลายปี

ขอเปรียบการตายของแกไว้ดังนี้

 

หากมีวันหนึ่ง คุณถูกคนร้ายจับไปล่ามโว่ เมียของคุณกำลังถูกคนร้ายข่มขืน คุณไม่สามารถจะช่วยเหลือคนรักของคุณได้ คุณดิ้นสุดขีดแต่ไร้ผล คุณตะโกนก้องเพื่อให้คนอื่นมาช่วย แต่คนเหล่านั้นแกล้งทำไม่ได้ยิน บางคนบอกว่าให้คุณช่วยตัวเองไปก่อน คุณดิ้นพล่านเมื่อเมียรักร้องครวญด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่มีใครสนใจ

 

แล้วสุดท้าย คุณก็มิอาจทนกับสภาพอันบัดซบที่เกิดขึ้นต่อหน้าคุณโดยที่คุณไม่อาจช่วยเมียอันเป็นที่รักยิ่งได้ และถึงเวลานั้นคุณแทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป คุณอาจเลือกทำร้ายตัวเอง เพื่อบอกให้โลกรับรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของครอบครัวคุณ

 

คนส่วนใหญ่อาจมีชีวิตเพื่อครอบครัวและตัวเอง แต่สำหรับสืบ นาคะเสถียร แล้ว เขารักและหวงแหนชีวิตของสัตว์ป่าและผืนป่ามากกว่าตัวเองและครอบครัวเสียอีก ที่ผ่านมาเขาทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสิ่งอันเป็นที่รักยิ่ง เขาวิ่งพล่านไปทั่วประเทศ เพื่อบอกให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้รู้ว่า อะไรเกิดขึ้นกับสัตว์ป่าและผืนป่าธรรมชาติ

 

... แต่ไม่มีใครสนใจ

ก่อนรุ่งสางของวันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2533 เสียงปืนนัดหนึ่งจึงดังขึ้นที่ห้วยขาแข้งในราวป่าลึก

 

สองอาทิตย์ต่อมา ภายหลังจากที่ข่าวการเสียชีวิตของหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์วิทยุโทรทัศน์ติดต่อกันหลายวัน ห่างจากบริเวณที่เกิดเสียงปืนไม่กี่สิบเมตร ข้าราชการระดับสูงจากกรมป่าไม้ นายอำเภอ ป่าไม้เขต ผู้ว่าราชการจังหวัด นายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และเจ้าหน้าที่อีกนับร้อยคน ต่างรีบเร่งมาประชุมกันที่ป่าห้วยขาแข้ง เพื่อร่วมประชุมปรึกษาหารือในการป้องกันการทำลายเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งอย่างแข็งขัน

 

สืบ นาคะเสถียร รอวันนี้มาตั้งแต่วันแรกที่เขามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตฯ ป่าห้วยขาแข้ง เมื่อเก้าเดือนก่อน

 

หากไม่มีเสียงปืนในราวป่านัดนั้น การประชุมในวันนั้นคงไม่เกิดขึ้นเช่นกัน

 

คุณสืบ ไม่ใช่คนสิ้นคิดครับ

 

วันหนึ่งในปลายปี พ.ศ.2533 คุณสืบได้มาหาผมและเล่าให้ฟังว่า แกกำลังตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต เพราะแกเพิ่งได้รับคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งในเวลานั้นแกได้รับการยอมรับจากทุกคนว่าเหมาะสมที่สุดที่จะไปดูแลพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดผืนหนึ่งของประเทศ ซึ่งขนาด 1 ล้าน 6 แสนไร่

 

ในขณะเดียวกันสืบบอกว่า แกสามารถสอบชิงทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษ

 

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงเลือกที่จะไปเรียนต่อเป็นด๊อกเตอร์ เพื่อหน้าที่การงานที่เจริญก้าวหน้าในอนาคต และสืบเองที่จบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน ก็มีอนาคตในวงราชการอันสดใสยิ่ง

แต่สืบกลับหันหลังให้กับอนาคตที่หลายคนใฝ่ฝัน และเดินเข้าป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งในเวลานั้นคนที่อยู่นอกวงการแทบจะไม่มีคนรู้จัก

 

สืบเดินเข้าป่าห้วยขาแข้งด้วยความฝันและพลังอันเปี่ยมล้นที่จะรักษาป่าที่เขาหวงแหนให้สำเร็จ โดยที่มีงบประมาณในการรักษาป่าที่ดีที่สุดเพียงไร่ละ 80 สตางค์ กับเจ้าหน้าที่ร้อยกว่าคนในการดูแลป่าที่มีขนาดใหญ่เกือบเป็นสองเท่าของพื้นที่กรุงเทพมหานคร

 

แต่ไม่นานนัก สืบก็รู้ว่าปัญหาในป่าห้วยขาแข้งสลับซับซ้อนและยากที่จะแก้ไข ไม่ว่าปัญหาการลักลอบล่าสัตว์ การตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งมีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังแทบทั้งสิ้น มีเสียงปืนล่าสัตว์ มีการออกจับทุกวัน แต่เมื่อจับผู้ต้องหาได้ก็ล้วนแต่เป็นชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งสืบเข้าใจถึงปัญหาความยากจนว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเหล่านี้ต้องทำผิดกฎหมาย แต่ไม่สามารถสาวไปถึงผู้บงการได้ เขาเคยพูดว่า

 

ลำพังชาวบ้านอย่างเดียวมันไม่หนักหนาหรอก ถ้าหากไม่มีเจ้าหน้าที่ หรือผู้มีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าเราอยากจะรักษาป่าและสัตว์ป่า เราต้องขัดแย้งทั้งภาครัฐและฝ่ายประชาชน

 

เมื่อสืบพยายามขอความร่วมมือจากหน่วยราชการนอกป่าห้วยขาแข้งในการช่วยป้องกันการทำลายป่า โดยเฉพาะบริเวณป่าสงวนรอบ ๆ ป่าห้วยขาแข้งเขาไม่มีอำนาจ แต่ไม่ได้รับความสนใจ แม้แต่ผู้ใหญ่ในกรมป่าไม้ เมื่อสืบเข้าพบหลายต่อหลายครั้ง เพื่อพยายามอธิบายปัญหาในพื้นที่ แกเล่าให้ฟังว่า คำตอบที่ได้รับคือ

 

เอาเลยสืบ คุณทำโครงการมา แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไปในระบบราชการไทย

 

เมื่อสืบเข้าพบผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเพื่อมายื่นแฟ้มหนังสือขอความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาในป่าห้วยขาแข้ง ผู้ใหญ่คนนั้นกลับโยนแฟ้มให้สืบด้วยความไม่สนใจ พูดเพียงว่า คุณต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมอีก

 

ในขณะที่ลูกน้องของเขาก็ค่อย ๆ ล้มตายและบาดเจ็บลงเรื่อย ๆ โดยที่ไม่มีใครสนใจ

 

หากเป็นคนอื่น เขาอาจจะเลือกลาออกจากราชการ หรือไม่ก็ถูกระบบราชการอันเฉื่อยชากลืนไปเรียบร้อย

 

แต่หากรู้จักนิสัยของสืบ ก็จะรู้ว่า เขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบในการทำงานสูงมากเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะมี และช่วงปลายชีวิต เขารู้สึกว่า เขาไม่สามารถปกป้องชีวิตของสัตว์ป่า ผืนป่า และแม้กระทั่งลูกน้องของเขาเองได้

 

สืบเป็นคนมุ่งมั่นในการทำงานอย่างแรงกล้า แต่ความมุ่งมั่นของเขาถูกทำลายลงอย่างย่อยยับจากระบบราชการไทยและผู้ใหญ่ไม่เคยสนใจปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง

 

เขาเคยปรึกษาแม่ว่า อยากจะลาออกและไปบวช แต่เขาก็ทำไม่ได้ เพราะการลาออกเป็นการทรยศต่อตัวเอง ต่อป่าห้วยขาแข้ง และต่อลูกน้องของเขาด้วย

แต่การมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ไม่อาจทำให้ความมุ่งมั่นและความฝันของเขาเป็นจริงได้

 

สืบ นาคะเสถียร ไม่เคยทรยศต่อความมุ่งมั่นและหลักการของตัวเอง

บางทีการฆ่าตัวตายอาจเป็นเพียงวิธีเดียวที่จะทำให้ความมุ่งมั่นของเขาเป็นจริงได้ และไม่สนใจเลย ากจะมีใครกล่าวหาในภายหลังว่า ...

 

เขาเป็นคนสิ้นคิด

 

 

ฟังเพลงรำลึกถึง สืบ นาคะเสถียร

ชื่อเพลง : สืบ นาคะเสถียร

ขับร้อง : หงา คาราวาน

ฟังเพลง : http://student.sut.ac.th/anurukclub/music_open.php?song=seub2

เนื้อเพลง :

เขายังยืนตรงนี้ เขายังไม่ไปไหน
เขายังอยู่กลางใจของเรา
ฉันยังยืนตรงนี้ ร้องเพลงยังพอไหว
ขอทำความเข้าใจเรื่องราว
เรื่องราวของป่า เรื่องราวของคน
ป่าชุมชน ป่าแท้แท้
ป่าเขียว ๆ ยังต้องเขียว
ใต้ท้องฟ้า ใช่มีแต่คน
ปลวกและมด สร้างรังวกวน
สวยงาม คุณเห็นบ้างไหม
เสียงปืนปังวันนั้น ดังมาจนถึงวันนี้
นับเนื่อง กรณี ของสืบ
นาคะเสถียร คือ บทเรียน
ข้าราชการไทย
ไม่เพียงเท่านั้น คือ ขวัญ กำลังใจ
ของคนรักป่า

 

ชื่อเพลง : สืบทอดเจตนา

ขับร้อง :  คาราบาว

ฟังเพลง : http://student.sut.ac.th/anurukclub/music_open.php?song=sueb-tod

เนื้อเพลง :

ดวงตาของเจ้าลุกโชน เสียงตะโกนของเจ้าก้องไพร
บัดนี้เจ้านอนทอดกาย จากป่าไปด้วยดวงใจกังวล
วาจาของเจ้าจริงจัง มีพลังเหมือนดังมีมนต์
นักสู้ของประชาชน จะมีกี่คนทำได้ดั่งเจ้า

สืบ นาคะเสถียร เป็นบทเรียนของกรมป่าไม้
หัวหน้ารักษาพงไพร จังหวัดอุทัย ณ ห้วยขาแข้ง

สองมือเจ้าเคยฟันฝ่า อีกสองขาเจ้าย่างย่ำไป
ลัดเลาะสุมทุมพุ่มไม้ ตระเวนไพรให้ความคุ้มครอง
ดูแลสารทุกข์สารสัตว์ ในป่ารกชัดหลังห้วยลำคลอง
ขาแข้งเหมือนดังขาน่อง สองขาเจ้าย่ำนำความร่มเย็น

สืบ นาคะเสถียร เป็นบทเรียนข้าราชการไทย
ถือประโยชน์ของชาติเป็นใหญ่ ถึงตัวจะตาย ไม่เสียดาย ชีวา

สืบ นาคะเสถียร เป็นบทเรียนของกรมป่าไม้
หัวหน้ารักษาพงไพร จังหวัดอุทัย ณ ห้วยขาแข้ง

เช้าวันที่หนึ่งกันยา ในราวป่าเสียงปืนกึกก้อง
หยาดนี้ เพื่อนน้ำตานอง จากข่าวร้ายกลางป่าอุทัย
วิญญานเจ้าจงรับรู้ คนที่ยังอยู่ยังยืนหยัดต่อไป
เพื่อนเอ๋ย หลับให้สบาย เจ้าจากโลกไป มิให้สูญเปล่า

สืบเอ๋ย เจ้าจากไป ไม่สูญเปล่า
สืบเอ๋ย เจ้าจากไป ไม่สูญเปล่า
สืบเอ๋ย เจ้าจากไป ไม่สูญเปล่า
สืบเอ๋ย เจ้าจากไป ไม่สูญเปล่า

 

 

แหล่งอ้างอิง

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์.  ผม ซัก ฟอก.  กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย, 2547.

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%9A_%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3

(12 พ.ค.51).