หอยเชอรี่ไม่มีวันสูญพันธุ์ เพราะรู้จักการปรับตัวเพื่อหนีน้ำโดยการวางไข่ให้สูงจากน้ำ

            น้ำท่วมที่กำแพงเพชรเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา   พื้นที่เกษตรกรรมของจังหวัดกำแพงเพชรได้รับความเสียหายไปไม่น้อย  เช่นเดียวกับหลายๆ พื้นที่ของประเทศไทย  ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมากเกินความต้องการไปทั่ว

          หลังน้ำท่วม  ผมได้มีโอกาสลงไปดูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายกับเพื่อนๆ นักส่งเสริมการเกษตรที่ดูแลเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ  ได้ไปในหลายๆ อำเภอที่ประสบภัย  เห็นข้าวและพืชไร่อื่นๆ ได้รับความเสียหาย  แล้วสงสารเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบเหล่านนั้น   ภาคการเกษตรที่แม้ว่าจะเป็นภาคการผลิตอาหารที่มีความสำคัญ  คนที่ประกอบอาชีพที่สำคัญนี้แท้จริงแล้วการประกอบอาชีพของเขาก็มีความเสี่ยงมากกว้าอาชีพอื่นๆ มาก  เพราะเกี่ยวโยงกับธรรมชาติที่บางครั้งไม่สามารถคาดเดาได้เลย

        ผมมีภาพบรรยากาศของการทำงาน  และสภาพความเสียหายบางส่วนมาแลกเปลี่ยนครับ

  • ไม่ว่าจะน้ำท่วม  ฝนแล้ง  หรือนโยบายของรัฐที่เกี่ยวกับราคาสินค้าเกษตรใดก็ตาม  นักส่งเสริมการเกษตรที่อยู่ประจำอำเภอนั้น  ล้วนเป็นกองหน้าที่รับจด(ขึ้น)ทะเบียน  แจ้ง-สำรวจ-ตรวจความเสียหายของเกษตรกรทุกภัยไม่เคยว่างเว้น


  • เส้นทางที่เราไป บางเส้นทางก็ไปได้  บางเส้นทางก็ต้องลุยน้ำไปอย่างภาพที่เห็นครับ

  • แม้เวลาจะผ่านไปเป็นสัปดาห์แล้ว  บางพื้นที่น้ำก็ยังท่วมขัง ข้าวเสียหายทั้งหมด


ข้าวที่แช่น้ำ  แม้ว่าจะเกี่ยวทันแต่โรงสีก็ไม่รับซื้อ  หรือที่พอขายได้ราคาก็ประมาณเกวียนละ 2 พันบาท

  • เห็นหลายพื้นที่ก็ต้องลงงมเกี่ยวข้าวแล้วนำมาตากบนถนน  หรือเกี่ยวข้าวที่น้ำท่วมไปแล้วเพราะยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย


ริมถนนที่อำเภอขาณุวรลักษบุรี


ที่อำเภอโกสัมพีนคร

  • ไม่เฉพาะแต่ข้าว  พืชไร่เช่นข้าวโพดก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน

  • เรียนรู้จากหอยเชอรี่

          หอยเชอรี่ไม่มีวันสูญพันธุ์ เพราะรู้จักการปรับตัวเพื่อหนีน้ำโดยการวางไข่ให้สูงจากน้ำ 

ทางออกหรือทางแก้พอมีบ้างไหม.....?

  • พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก  หากเราคิดย้อนถึงบรรพบุรุษที่มีข้าวที่สามารถปรับตัวได้กับระดับน้ำหากจำไม่ผิดคือข้าวฟางลอยแถวอยุธยา  ที่ปลูกไว้แล้วข้าวสามารถปรับตัวตามความสูงของระดับน้ำ และนำมาใช้ในบางพื้นที่(เน้นว่าบางพื้นที่นะครับ) ปัญหาน้ำท่วมข้าวเสียหายคงจะลดลงได้บ้าง
  • ปรับระบบการปลูกข้าวเสียบ้างในบางพื้นที่ (ในเขตที่สามารถให้น้ำได้-ในเขตชลประทาน)   เพราะพื้นที่ที่น้ำจะท่วม  ยังไงก็จะท่วมอยู่ในช่วงปลายฝน คือเดือนกันยายน-ตุลาคม  หากเราปรับเวลาไปปลูกข้าวที่สามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นไปได้อยู่แล้ว(ทั้งพันธุ์และระบบการบริหารจัดการ)  และปลูกใหม่อีกครั้งในการทำนาปรังช่วงเดือนธันวาคม ก็จะได้ปีละ 2 ครั้ง  ปัญหาน้ำท่วมก็เป็นเรื่องเล็กไปทันที

บันทึกมาเพื่อการ ลปรร. ครับ

วีรยุทธ สมป่าสัก  11 พ.ย. 2551