ศุกร์ 02 มกราคม 2552
การเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ (Learning by Doing)
คำถามที่เกิดขึ้นข้อหนึ่งคือเมื่อแยกจาก "สหวิทยาการ" ออกเป็นสาขาเฉพาะ คือ สุขภาพชุมชน กับ วิทย์-เทคโนฯ เพื่อชุมชนแล้ว ควรจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างไร?
คำตอบในความคิดผมคือยึดแนวทางหลักของ ม.ชีวิต ที่เคยบันทึกไปแล้วเมื่อวันพุธที่ ๓๑ ธ.ค.๕๑ ในหัวข้อ การเรียนโดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง และที่อยากเพิ่มในบันทึกนี้คือ เน้นการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ (ไม่เน้นการฟังบรรยายหรือท่องหนังสือเพื่อสอบ)
ความจริงการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำนี้มีการพูดกันมากไม่เพียงแต่ในการศึกษาผู้ใหญ่ ผู้ที่ได้รับการอ้างอิงว่าพูดเรื่องนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวก่อนเพื่อนคือ จอห์น ดิวอี้ เจ้าของวาทะ Learning by Doing
เราเชื่อว่า การเรียนโดยไม่ได้ลงมือทำ ไม่ทำให้ใครรู้อะไรจริง
นอกจากนี้ การเรียนโดยการลงมือทำจะนำไปสู่การสร้างความรู้ใหม่ (ต่างจากการฟังหรือท่องเพื่อจดจำความรู้เก่า) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์การลงมือทำมาก่อนของคนอื่นจะไม่มีความสำคัญ ปัญหาก็คือเขาทำแล้วได้ผลในบริบทของเขา หากทำในบริบทของเราแล้วจะได้ผลหรือไม่อย่างไร หรือจะเกิดความรู้ใหม่ๆ ต่อยอดขึ้นมาอย่างไร จะรู้ได้ก็ต้องเมื่อได้ลงมือทำจริงในบริบทของเราเองเท่านั้น
สร้าง: ศ. 02 ม.ค. 2552 @ 10:52 แก้ไข: ศ. 02 ม.ค. 2552 @ 10:54 ขนาด: 3124 ไบต์
ทำไมสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนจึงต้องมีหลายสาขา ไม่มีแต่สหวิทยาการอย่างเดียว?
ที่เราเพิ่มสาขาวิชาสุขภาพชุมชนและสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อชุมชน เกิดจากระเบียบกฎเกณฑ์ของ สกอ.ที่ระบุว่าจะเปิดสถาบันอุดมศึกษาได้ต้องมีอย่างน้อย ๓ สาขา เราก็เลยมามองที่วิชาเฉพาะของสาขาสหวิทยาการว่ามีกลุ่มวิชาอะไรที่จะขยายเป็นสาขาในตัวมันเองได้บ้าง ก็พบว่ามีกลุ่มวิชา
- สุขภาพชุมชน
- วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อชุมชน
- เกษตรกรรมยั่งยืน
แล้วเราก็ประสานกับภาคีและเครือข่าย จนกระทั่งสามารถพัฒนาหลักสูตรในสาขาสุขภาพชุมชน และสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อชุมชนสำเร็จ
ในตอนนั้นเราคิดถึงอีก ๒ สาขา คือ สาขาเกษตรกรรมยั่งยืน และสาขาเศรษฐกิจชุมชน สาขาเกษตรกรรมยั่งยืนนั้นมีความสำคัญเพราะผู้เรียนส่วนใหญ่มีอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมด้านการเกษตรนั้น แต่เฉพาะหน้านี้ให้รวมเอาไว้ในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อชุมชนก่อน พร้อมเมื่อไรค่อยแยกออกมา สาขาเศรษฐกิจชุมชนได้ตั้งทีมทำหลักสูตรขึ้นและมีความคืบหน้าพอสมควร แต่เนื่องจาก สกอ.กำหนดให้มีอย่างน้อยเพียง ๓ สาขา และเราก็มีสาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอยู่แล้ว จะมีสาขาเกษตรกรรมยั่งยืนหรือสาขาเศรษฐกิจชุมชนหรือไม่ก็ไม่มีผลต่อการได้รับอนุมัติให้เปิดสถาบัน เฉพาะหน้านี้เราจึง focus ที่สาขาสุขภาพชุมชนและสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อชุมชนก่อนเพราะทั้งสองสาขามีความเป็นไปได้สูงในการ raise fund
สาขาสุขภาพชุมชน เราได้รับความร่วมมือจาก สช.เพราะตรงกับวัตถุประสงค์หลักของ สช.ที่ต้องการเสริมงานสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน ซึ่งการสร้างเสริมสุขภาวะดังกล่าวจำเป็นต้องสร้างคนที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง(สร้างเสริม)นี้ ซึ่งก็มองไปที่ อสม.
สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อชุมชน เราได้รับความร่วมมือจาก สวทช. ซึ่งเป็นภาคีก่อตั้ง สสวช. ซึ่งต้องการสร้างผู้นำในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในท้องถิ่นจากคนในท้องถิ่นเอง (ก่อนนั้นได้ทำเรื่องการสร้างนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชาติอยู่แล้ว)
ส่วนสาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นก็ยังคงเน้นด้านการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชุมชนท้องถิ่นแบบรอบด้าน ครอบคลุมทั้งการทำแผนแม่บท แผนปฏิบัติการทุกด้าน การจัดการทุนท้องถิ่น วิสาหกิจชุมชน รวมทั้งด้านการเกษตร สุขภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สร้าง: ศ. 02 ม.ค. 2552 @ 10:31 แก้ไข: ศ. 02 ม.ค. 2552 @ 10:31 ขนาด: 5746 ไบต์
อายุและอาชีพของผู้เรียนในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต
- ทั้งหมดเป็นผู้ใหญ่อายุระหว่าง ๒๕ - ๗๐ ปี เฉลี่ยที่ประมาณ ๔๐ ปี
- ทุกคนมีงานอาชีพแล้ว (หากเข้ามาเรียนโดยยังไม่ทำงานก็ต้องไปหางานอะไรทำจึงจะเรียนได้อย่างมีความสุข) อาชีพของผู้เรียนมีทั้งที่เป็นผู้ประกอบการ และรับจ้าง อาชีพผู้ประกอบการ เช่น เกษตรกร, ผู้ผลิต-แปรรูปสินค้า, ค้าขาย, ผู้ประกอบอาชีพอิสระ, รับเหมา, บริการต่างๆ อาชีพรับจ้าง เช่น รับราชการ ทหาร ตำรวจ พนักงาน-ลูกจ้างองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น, พนักงาน-ลูกจ้างเอกชน, รับจ้างทั่วไป (รายวันหรือรายเหมา)
สร้าง: ศ. 02 ม.ค. 2552 @ 09:56 แก้ไข: ศ. 02 ม.ค. 2552 @ 09:56 ขนาด: 1485 ไบต์
พุธ 31 ธันวาคม 2551
การเรียนโดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้งทำอย่างไร?
- ชีวิตคนมีทั้งที่เหมือนและไม่เหมือนกับคนอื่น
ชีวิตชุมชนก็เช่นเดียวกัน - ดังนั้น การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้จึงต้องให้มีทั้งที่เหมือนและไม่เหมือนกัน
- ที่เหมือนกันก็ให้ทำเป็นกลุ่มได้ โดยต้องให้แน่ใจว่าเป็นกลุ่มที่มีอะไรเหมือนกัน จะกี่กลุ่มก็ได้ขึ้นกับชีวิตของพวกเขา
- ส่วนที่ไม่เหมือนกันก็ต่างคนต่างทำเป็นงานเดี่ยว หรือทำกับครอบครัวตัวเอง
- โดยทั้งงานเดี่ยวและงานกลุ่มต้องตอบสนองต่อสิ่งที่เขาต้องทำในชีวิตจริง ในชีวิตประจำวันของเขา ในครอบครัว ในที่ทำงาน ไม่ใช่ไปทำอะไร "เพียงเพี่อเป็นแบบฝึกหัด" ให้เขาได้รู้(ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหามเผื่ออนาคต)และเข้าใจเนื้อหาสาระทางวิชาการ อย่างที่การสอนแบบเอาวิชาเป็นตัวตั้ง(การศึกษากระแสหลัก)ทำกันอยู่ แนวคิดของการศึกษาผู้ใหญ่แบบของเราคือ "ชีวิตดีขึ้นทันทีขณะเรียน" (ไม่ใช่การเรียนของเด็กเพื่อไปหางานทำในอนาคต)
- การฝึกทักษะ หากผู้สอนวิเคราะห์แล้วว่าผู้เรียนมีความจำเป็นต้องฝึกทักษะอะไร ก็ถามกันให้ชัดเจนก่อนว่าจำเป็นจริงหรือเปล่า หากมีผู้เรียนคนใดคนหนึ่งไม่ต้องการฝึกทักษะนั้น ก็ต้องถามเขาว่าที่เขาต้องการฝึกคืออะไร เราจะแนะนำให้เขาฝึกอย่างไร ที่ไหน กับใคร ได้ไหม
สร้าง: พ. 31 ธ.ค. 2551 @ 11:31 แก้ไข: ศ. 02 ม.ค. 2552 @ 10:37 ขนาด: 3117 ไบต์










