ผมถามสหายเอไอว่า “เข้าใจแนวคิดเชิงนามธรรมซึ่งกันและกัน แปลว่า inter-subjectivity ใช่หรือไม่ มีความหมายต่อ existential psychology และต่อชีวิตมนุษย์ อย่างไรบ้าง” ได้รับคำตอบจากสหาย ChatGPT ดังต่อไปนี้
ChatGPT
คำถามนี้ “ใช่—but not quite enough” คำว่า “เข้าใจแนวคิดเชิงนามธรรมซึ่งกันและกัน” เข้าใกล้ ความหมายของ intersubjectivity แต่ยัง “แคบไปเล็กน้อย”
1) intersubjectivity คืออะไร (ให้ตรงความหมายมากขึ้น) intersubjectivity หมายถึง การที่มนุษย์หลายคน “มีโลกของความหมายร่วมกัน” ไม่ใช่แค่เข้าใจ “แนวคิด” ตรงกัน แต่รวมถึง เข้าใจ “ประสบการณ์” เข้าใจ “ความรู้สึก” รับรู้ว่า “อีกฝ่ายก็เป็น subject (ผู้มีโลกภายใน)” เหมือนเรา
Intersubjectivity จึงเป็นทั้ง cognitive (ความคิด), emotional (ความรู้สึก), และ existential (การดำรงอยู่ร่วมกัน)
2) รากฐานทางความคิด แนวคิดนี้พัฒนามาจากสาย Phenomenology
โดยเฉพาะนักคิดอย่าง Edmund Husserl, Maurice Merleau-Ponty, Martin Buber
เช่น Buber เสนอความสัมพันธ์แบบ I–Thou = การพบกันของ “มนุษย์ที่แท้จริง” ไม่ใช่การมองอีกฝ่ายเป็นวัตถุ
3) ความหมายต่อ existential psychology ในสาย Existential Psychology intersubjectivity มีความสำคัญมาก เพราะ:
- “ตัวตน” ไม่ได้เกิดลำพัง นักคิดอย่าง Rollo May และ Irvin D. Yalom ชี้ว่า เรา “เป็นตัวเรา” ผ่านความสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่มี intersubjectivity → ตัวตนจะเปราะบาง การถูก “มองเห็นอย่างแท้จริง” = เงื่อนไขของการมีตัวตน
- การเยียวยาเกิดใน “พื้นที่ระหว่างคน” ในจิตบำบัด การรักษาไม่ใช่แค่เทคนิคแต่คือ “ความสัมพันธ์ระหว่าง therapist–client” พื้นที่นี้เรียกว่า intersubjective field ที่ซึ่ง ความหมายใหม่ถูกสร้าง trauma ถูก “re-authored”
- ความโดดเดี่ยว (existential isolation) มนุษย์มีความจริงพื้นฐานคือ เรา “โดดเดี่ยวโดยกำเนิด” แต่ intersubjectivity ช่วย ลดความโดดเดี่ยว สร้าง “สะพานแห่งความหมาย”
4) ความหมายต่อชีวิตมนุษย์ (เชิงลึก)
- ทำให้ “ความจริง” ไม่ใช่ของเดี่ยว ความจริงของมนุษย์ ไม่ได้อยู่ในตัวเราเพียงลำพัง แต่เกิดจาก “การร่วมสร้าง” เช่น วัฒนธรรม ภาษา คุณค่า
- เป็นฐานของ “ความไว้วางใจ” สังคมอยู่ได้เพราะ เราเชื่อว่า “อีกฝ่ายเข้าใจเราได้” ถ้า intersubjectivity พัง เกิด polarization ความจริงแตกเป็นหลายโลก
- เป็นหัวใจของ “ความรัก” ความรักไม่ใช่แค่ emotion แต่คือ “การเข้าไปอยู่ในโลกของอีกคน โดยไม่ทำลายเขา”
- เป็นรากของการเรียนรู้ ในมุม neuroscience of learning และการศึกษา การเรียนรู้ลึกเกิดจาก dialogue และ shared meaning ไม่ใช่แค่รับข้อมูล classroom ที่ดี = intersubjective space
5) เชื่อมกับโลก AI (ประเด็นใหม่มาก)
ในยุค AI คำถามใหญ่คือ “AI สร้าง intersubjectivity ได้หรือไม่” AI อาจ “เข้าใจภาษา” แต่ยังไม่แน่ใจว่า “เข้าใจความเป็นมนุษย์”
ความเสี่ยง คนอาจรู้สึก “ถูกเข้าใจ” โดย AI แต่จริงๆ ไม่มี intersubjectivity จริง
6) สรุป (ตอบคำถามตรง)
ใช่ — “เข้าใจแนวคิดเชิงนามธรรมซึ่งกันและกัน” เป็นส่วนหนึ่งของ intersubjectivity แต่ intersubjectivity กว้างและลึกกว่านั้นมาก มันคือ “การที่มนุษย์ร่วมกันสร้างโลกของความหมาย
ผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ตัวตน’ ที่รับรู้กันและกัน”
7) ประโยคสรุปเชิงปรัชญา
มนุษย์ไม่ได้มีชีวิตอยู่ “ในโลก” เพียงลำพัง แต่มีชีวิตอยู่ “ระหว่างกัน”
มนุษย์มีตัวตน มีความสุขได้ เพราะให้ และได้รับ intersubjectivity
วิจารณ์ พานิช
๓๐ เม.ย. ๖๙
This subject (subjectivity - based on emotion/feeling, impression and belief or faith) seems to me a discernment of cultures, customs, traditions, rites and good practices (as in etiquette, Savoir Vivre, Decorum, and Social Graces). They are often unspoken rules and used as tools for living together (harmoniously) first and foremost. Multi-culturalism and (now) Social Media are shaking out old rules and generate new rules (for new generations of people) for living together.
I, for one, have a fix on the romantic era (of the 1950s-1960s) and feel lost in the modern times. ;-)