สำนวนที่ว่า "รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม" นี้ คุ้นหูได้ยินบ่อย ๆ เป็นวลีที่แทบจะไม่ต้องแปลความหมาย แต่ในความเป็นจริงมีการนำมาใช้ โดยไม่ทราบความหมาย หรือ ที่มา อย่างแท้จริง เสมอ ๆข้าพเจ้าจำได้ว่า ได้เรียน วรรณคดีไทย เรื่อง "กามนิต - วาสิฏฐี" จากหนังสือ "กามนิต(ภาคพื้นดิน)" ของ เสฐียรโกเศศ -นาคะประทีป

พลเอก ชูเกียรติ มุ่งมิตรผู้ชำนาญการกองทัพ ได้อรรถาธิบายเรื่องย่อของ "กามนิต (ภาคพื้นดิน)"ไว้ความว่า



หลังจากกามนิต บุตรพ่อค้าที่เป็นเศรษฐีแห่งกรุงอุชเชนี ประสบปัญหาอกหัก เนื่องจาก วาสิฏฐี ธิดาเศรษฐีช่างทองแห่งกรุงโกสัมพีถูกบังคับให้แต่งงานกับ สาตาเคียร ผู้เป็นบุตรของ ประธานมนตรีร่วมกรุงโกสัมพี และ กามนิตมาณพผู้กลับมายังกรุงโกสัมพีในวันแต่งงานพอดี ได้เห็น เจ้าสาวในพิธีวิวาห์ที่นั่งอยู่บนกูบหลังช้าง ซึ่ง"แม้มีเสือผ้าแพรพรรณหุ้มคลุมเป็นกลุ่มราวกับสีรุ้งก็ดีแต่ร่างที่อยู่ในผ้านั้นคล้ายกับไม่มีชีวิตเพราะเห็นโยกย้ายไปตามกิริยาโคลงเคลงที่ช้างย่างรู้สึกว่ามีอาการเศร้าๆอย่างไรอธิบายไม่ถูกน่ากลัวว่าเวลาโยกจะพลัดตกจากหลังช้างกลิ้งลงมา"


และเมื่อ กามนิต ได้เห็นชัดเจนว่า เจ้าสาวนั้นคือ วาสิฏฐี คนรักของเขาผู้ซึ่งมีตำนานความรักยามค่ำคืนกับเขาบน ลานอโศกภายในบริเวณปราสาทของบิดานาง ที่ซึ่งทั้งสองได้สัญญารักต่อกันทั้งยังได้ให้ปฏิญญาแก่กันอีกครั้งหนึ่ง ที่ เทวาลัยพระกฤษณะหลังกำแพงกรุงโกสัมพีด้านตะวันออก ว่า ทั้งสองจะซื่อสัตย์ไม่พรากจากกัน นอกจากมัจจุราชจะคร่าพาตัวไป แล้ว


กามนิต ถึงกับหน้ามืด หมดกำลังวังชาทอดกายให้ถูกอุ้มเข้าไปพักในโรงแรม นอนอยู่ในมุมมืด หันหน้าเข้าข้างฝานั่งแข็งอยู่อย่างนั้นหลายคืน น้ำตาไหลพราก ๆ ไม่ยอมกินอาหารทั้งหมดไม่สามารถจะทำอะไรได้นอกจากจมดิ่งอยู่ในห้วงความเสียใจที่เสียของรักไปไม่มีวันจะได้คืนแล้วนอกจากนี้ไม่ต้องการจะให้ใครเห็นตัวที่กรุงโกสัมพี เกรงจะมีใครจำได้แต่ข้อที่สำคัญที่สุดคือ ต้องการปิดบังไม่ให้ วาสิฏฐีทราบว่าเขากลับมาที่นี่อีก

รูป วาสิฏฐี ที่ได้เห็นครั้งหลังสุดนี้ช่างกระไรติดตาชัดเจนอยู่ตรงหน้ามิเลือนลงเลย แม้จะแค้นแสนแค้นว่าความสัตย์ปฏิญญา ของสาวน้อยนี้หนอเชื่อถือไม่ได้เอาทีเดียวแต่ก็เห็นความจำเป็นอยู่เหมือนกันที่นางถูกบิดามารดาบังคับทั้งรำลึกถึงใบหน้าอันกิริยาเศร้าด้วยความระทมทุกข์ บนกูบช้างของนางความโกรธความแค้นที่แน่นจนคับอกก็พลันมลายเหลือแต่ความสงสารเข้าไปเต็มตื้นอยู่ในใจจนตกลงแน่วแน่ว่าจะไม่เพิ่มความทุกข์ของนางให้ยิ่งขึ้นทั้งไม่ให้นางรู้ว่าเขากลับมากรุงโกสัมพีแล้วจะไม่ให้รู้เรื่องแม้แต่เพียงนิดเดียวในที่สุดเมื่อนางเห็นว่าเงียบหายไปนานก็คงจะคิดว่าเขาตายแล้วความทุกข์โศกก็จะค่อย ๆ หายไปเอง

จากความเป็น วีรบุรุษ ในสายตาของ วาสิฏฐี เมื่อ กามนิตกลับมาอยู่กับบิดามารดา ที่กรุงอุชเชนี มหานครที่มีชื่อเสียงตลบไปในชมพูทวีป ว่าสนุกสนานหาความบันเทิงได้ไม่มีที่เปรียบไม่น้อยไปกว่าความงามรุ่งเรืองของปราสาทราชมนเทียร และความสง่าผ่าเผยของ เทวสถาน มีถนนหลวงกว้างใหญ่ เวลากลางวันได้ยินเสียงม้าร้องคะนองศึก และช้างสารโกญจนาทอยู่กึ่งก้อง ตกกลางคืนก็มีแต่เสียงพิณและเสียงร้องเพลงในหมู่นักเที่ยวสนุกเกรียวกราวอยู่ทั่วไปอย่างนี้แล้ว


กามนิต ผู้ที่จะลืมความโทมนัสแสนสาหัสที่เผาผลาญดวงใจนั้นเมื่อมีนางงามนำถ้วยทองอันเต็มปริ่มด้วยสุธารสความบันเทิงมาฉอเลาะรออยู่ที่ริมฝีปาก แล้วไฉนจะไม่ดื่มโดยยินดีเล่า? อาศัยที่กามนิต มีปฏิภาณทันใจ มีความรู้ในศิลปวิทยารู้จักการเล่นอันควรแก่การสมาคมทุกอย่าง นางคณิกาที่ลือชื่อจึงต้อนรับเขาเป็นแขกพิเศษ และ เพราะได้เรียนรู้ ภาษามารยาทโจรมาแล้ว เป็นอย่างดี (ระหว่างถูกกักรอการไถ่ตัวในชุมโจรขององคุลีมาล ) เขาจึงคบหาสมาคมกับ นางคณิกาชั้นต่ำ ด้วยพวกหนึ่งถึงแม้ว่าความเป็นไปของพวกชั้นนี้ จะเป็นชนิดที่เลวทรามเขาก็ตีตนสนิทสนมมิได้รังเกียจจนนางพวกเหล่านั้นหลายคนภักดีต่อเขาสุดชีวิตจิตใจ

การ เปลี่ยนพฤติกรรมไปหมกมุ่นอยู่ด้วยความสนุกอย่างนี้อย่างรวดเร็วเท่ากับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ จึงมีคำพูดติดปากชาวอุชเชนีว่า"รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม"ฉะนี้