จากสถานการณ์และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น คณะนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าในหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๑ (หรือเรียกกันสั้นๆว่า “สสสส.๑”) จึงได้ทำกิจกรรมลงพื้นที่เพื่อศึกษาสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนไร้รัฐไร้สัญชาติใน ๓ กรณีศึกษา กล่าวคือ

หลักการและเหตุผล

         ปัญหาความไม่มั่นคงของมนุษย์ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ก็คือ ปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติของบุคคลธรรมดาในประเทศไทย ซึ่งคนเหล่านั้นกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ปัญหาดังกล่าวนำมาซึ่งอุปสรรคในการใช้สิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมาย (Right to Legal Personality) อันเป็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญของมนุษย์ ซึ่งหากมนุษย์ในสังคมใดถูกละเมิดสิทธิดังกล่าว สังคมนั้นก็ยากที่จะประสบความสันติสุขได้

        ปัญหาดังกล่าวอาจเกิดขึ้นแก่มนุษย์ในสังคมไทยแม้จะมีข้อเท็จจริงว่า เป็นคนสัญชาติไทย เพียงแค่ตกหล่นจากทะเบียนราษฎรของรัฐทุกรัฐบนโลก หรือเพียงถูกบันทึกเป็นคนต่างด้าวในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย

             นอกจากนั้น ปัญหาความไร้รัฐความไร้สัญชาติในสังคมไทยยังเกิดขึ้นแก่คนอพยพย้ายถิ่นอีกด้วย ซึ่งคนอพยพจำนวนไม่น้อยเป็นคนเชื้อสายไทยที่อพยพกลับมาจากดินแดนที่เราเสียไปให้แก่รัฐต่างประเทศในราวปลายรัชกาลที่ ๕ หรือคนอพยพจำนวนไม่น้อยซึ่งเป็นคนอพยพที่อาศัยบนพื้นที่สูงหรือตามแนวชายแดนของไทย

                แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลไทยจะได้พยายามหาทางแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ทั้งการให้มียุทธศาสตร์การจัดการปัญหาปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลฯตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๘ รวมทั้งการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมาย อันได้แก่ (๑) กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร (๒) กฎหมายว่าด้วยสัญชาติไทย และ (๓) กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง  

              แต่ก็ยังปรากฏว่า ปัญหาความเดือดร้อนอันเกี่ยวข้องกับสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมาย ซึ่งสาเหตุของปัญหามีอยู่อย่างหลากหลาย อาทิ บุคคลเจ้าของปัญหาไม่มีความรู้ความเข้าใจถึงกระบวนการพัฒนาสถานะบุคคลตามกฎหมาย  หรือหน่วยงานราชการเองก็ยังไม่ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละพื้นที่ เป็นต้น

               จากสถานการณ์และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น คณะนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าในหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๑ (หรือเรียกกันสั้นๆว่า “สสสส.๑”)  จึงได้ทำกิจกรรมลงพื้นที่เพื่อศึกษาสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนไร้รัฐไร้สัญชาติใน ๓ กรณีศึกษา กล่าวคือ

                กรณีศึกษาแรก  “หนองแปกศึกษา”  ซึ่งทำ ณ บ้านหนองแปก อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยของคนเชื้อสายลาวหลายลักษณะ ซึ่งอาจจำแนกออกเป็นได้ ๒ ลักษณะ กล่าวคือ คนที่อพยพหนีภัยความตายจากลาวเข้ามาในไทยตั้งแต่ราว พ.ศ.๒๕๓๐ เป็นต้นมา และคนที่เพิ่งอพยพเข้ามาหางานทำในประเทศไทย ซึ่งคนทั้ง ๒ ลักษณะได้ผสมกลมกลืนเป็นคู่สมรสของคนสัญชาติไทยเชื้อสายลาวในพื้นที่

               กรณีศึกษาที่สอง “ป่าคาสุขใจศึกษา” ซึ่งทำณ บ้านป่าคาสุขใจ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒   ซึ่งเป็นพื้นที่ตัวอย่างของคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติที่เป็นชาวเขา หรือที่ทางราชการเรียกว่า “บุคคลบนพื้นที่สูง” ซึ่งปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมายอาจจำแนกได้เป็น ๒ ลักษณะ กล่าวคือ คนที่มีสัญชาติไทยแล้วแต่ยังถูกบันทึกในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยในสถานะคนต่างด้าว และคนที่ยังไม่สัญชาติไทย

              กรณีศึกษาที่สาม  “แม่อายศึกษา” ซึ่งทำณ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒   ซึ่งเป็นพื้นที่ตัวอย่างของคนดั่งเดิมที่เกาะติดแผ่นดินไทย และโดยหลักการ มีสัญชาติไทยโดยการเกิด แต่ตกหล่นจากทะเบียนราษฎร จึงส่งผลให้ประสบความไร้รัฐและความไร้สัญชาติ

               การลงพื้นที่เพื่อศึกษาของนักศึกษา สสสส.๑ จึงนำไปสู่ความเข้าใจในสภาพปัญหาและบรรลุถึงการทำข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

                ดังนั้น เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สังคม คณะนักศึกษา สสสส.๑  จึงได้จัดให้มีเวทีวิชาการเพื่อเสนอกรณีศึกษาและระดมแนวคิดเพื่อจัดการปัญหาคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติในสังคมไทย ในวันพุธที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๒ ระหว่างเวลา ๙.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องรับรอง ๑ – ๒ อาคาร ๒ ชั้น ๓ วุฒิสภา 

               เวทีวิชาการนี้จะเป็นการส่งผ่านองค์ความรู้จากการศึกษาของนักศึกษา สสสส.๑ ไปยังสังคม โดยผ่านวุฒิสภานั่นเอง 

 

          วัตถุประสงค์

ก.    เพื่อเป็นการนำเสนอสถานการณ์คนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย รวมทั้งสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งที่เกิดจากตัวคนไร้รัฐไร้สัญชาติ

ข.    เพื่อส่ง “ข้อเสนอแนะในการจัดการสถานการณ์คนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย” อันเป็นผลงานวิชาการของนักศึกษา สสสส.๑ ต่อสังคมไทย

ค.    เพื่อรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากสาธารณชนที่เกี่ยวข้อง อันจะนำมาปรับปรุง “ข้อเสนอแนะในการจัดการ” ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

ง.     เพื่อสร้างและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อสังคมสันติสุขอีกแขนงหนึ่ง

ผู้เข้าร่วมโครงการ

ผู้เข้าร่วมเสวนาจำนวน ๕๐ คน อันประกอบด้วย

ก.    ผู้แทนจากคณะนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ในหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๑ (สสสส.๑)

ข.    ผู้แทนจากองค์กรนิติบัญญัติ(สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา)

ค.    ผู้แทนจากองค์กรบริหาร (ตัวแทนจากรัฐบาล)

ง.     ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐอื่นที่เกี่ยวข้อง

จ.     ผู้แทนจากภาคองค์กรพัฒนาเอกชน

ฉ.    ผู้สนใจทั่วไป

สถานที่ดำเนินการ  

 ห้องรับรอง ๑ – ๒ อาคาร ๒ ชั้น ๓ วุฒิสภา 

          ผลที่คาดว่าจะได้รับ

ก.    นักศึกษา สสสส.๑ ได้เสนอผลงานการศึกษาต่อสาธารณชนตามหน้าที่ที่กำหนดในหลักสูตรการศึกษา

ข.    องค์ความรู้จากการศึกษาของนักศึกษา สสสส.๑ ได้ถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย เพื่อการใช้ประโยชน์ต่อไป 

ค.    องค์ความรู้จากการศึกษาของนักศึกษา สสสส.๑ ในเรื่องการจัดการคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทยได้รับการพัฒนาต่อยอดโดยวุฒิสภาซึ่งเป็นองค์กรหลักตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ง.     นักศึกษา สสสส.๑ ได้ก่อให้เกิดเกิดองค์ความรู้ในเรื่องการจัดการคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับจากประชาสังคมอย่างแท้จริง 

    องค์กรรับผิดชอบโครงการ

ก.    หลักสูตร สสสส.๑ สถาบันพระปกเกล้า

ข.    คณะกรรมกาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและแนวทางแก้ไขการไร้สถานะและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย วุฒิสภา

ค.    โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย กองทุนศาสตราจารย์คนึง ฦๅไชย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์