ขอเปิดสมุดบันทึกเล่มใหม่ (เทคโนโลยีการศึกษา..เท่าหางอึ่ง) ด้วยบันทึกนี้
"เทคโนโลยีการศึกษา .. เรียนจบแล้วจะทำอะไรกิ๊น ?"
คำถามที่ตั้งไว้ในหัวเรื่องนั้น เป็นคำถามที่ได้ผมมักได้ยินอยู่เสมอตั้งแต่ตอนเป็นนิสิต นักศึกษา จนกระทั่งได้มีโอกาสมาเป็นอาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา
เริ่มต้นจาก ...
ชื่อสาขาวิชา หรือ ภาควิชานี้ .. เริ่มตั้งแต่ยุคแรก ๆ ในประเทศไทยใช้ชื่อสาขาวิชา หรือ ภาควิชา ดังต่อไปนี้
- โสตทัศนศึกษา (เปิดสอน ณ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย)
- เทคโนโลยีทางการศึกษา (เปิดสอน ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร รวมทั้งวิทยาเขตต่าง ๆ ในสมัยก่อนด้วย เช่น มศว.พิษณุโลก, มศว.บางแสน, มศว.มหาสารคาม, มศว.สงขลา เป็นต้น เรียกว่า เป็นสาย มศว.)
- เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา (เปิดสอน ณ วิทยาลัยครูทั่วประเทศ ปัจจุบัน คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏ)
- เทคโนโลยีเทคนิคศึกษา (เปิดสอน ณ สถาบันพระจอมเกล้าหลาย ๆ แห่งที่มีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม เช่น สจ.ธนบุรี (บางมด), สจ.ลาดกระบัง, สจ.พระนครเหนือ เป็นต้น)
- ฯลฯ
ยุคต่อมามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชื่อสาขาวิชา หรือ ภาควิชา จนถึงปัจจุบัน ดังต่อไปนี้
- เทคโนโลยีการศึกษา (ตัดคำว่า "ทาง" ออกไป)
- เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา (เพิ่มคำว่า "และสื่อสาร" เข้ามา เนื่องจากเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย โดยให้สอดคล้องกับภาษาอังกฤษคำว่า Educational Technology and Communication หรือมีการนำ ICT มาใช้ในการศึกษามากขึ้น หรือ เหตุผลอื่น ๆ ที่ยังมีอีกก็ตาม)
- ฯลฯ
หมายเหตุ ... ที่ใส่ ฯลฯ เพื่อให้ทราบว่า อาจจะมีชื่ออื่น ๆ อีกที่ผมไม่ทราบครับ
หลังจากที่ได้ทราบกันแล้วว่า สาขาวิชา "เทคโนโลยีการศึกษา" มีชื่อที่สอดคล้องและถือว่า เป็นสาขาวิชาเดียวกันอยู่มากมาย ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จะทำให้ท่านได้ทราบว่า นี่คือสาขาวิชา หรือ หลักสูตรวิชาเดียวกัน ที่มีวัตถุประสงค์หลัก คือ ผลิต "นักเทคโนโลยีการศึกษา" , "ครูโสตทัศนศึกษา" , "นักผลิตสื่อการสอน" , "ครูที่อยู่สายสนับสนุนการสอนในด้านเทคโนโลยี" ฯลฯ
ทำไมถึงผลิตคนที่อยู่เบื้องหลังการผลิตสื่อ และอยู่ในวงการการศึกษาล่ะ ง่ายมากครับ เพราะผู้ที่ศึกษาอยู่ในสายวิชาชีพนี้ มักจะสังกัด คณะครุศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ หรือคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ยังไงล่ะครับ จึงได้วุฒิการศึกษา ได้แก่
- ครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ.)
- ศึกษาศาสตรบัณฑิต (ศษ.บ.)
- การศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.)
- ครุศาสตรอุตสาหกรรมบัณฑิต (คอ.บ.)
- ฯลฯ
ดังนั้น บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาสาขาวิชาชีพนี้ที่เขียนไว้ใน "วิจัยสภาวะการมีงานทำ" ว่า งานที่ได้มีโอกาสทำโดยตรงสาขาวิชาชีพ ได้แก่
- ครูโสตทัศนศึกษา
- นักวิชาการโสตทัศนศึกษา
- นักเทคโนโลยีการศึกษา
- นักผลิตสื่อตามหัองสมุดระดับต่าง ๆ
- ฯลฯ
ที่กล่าวผ่านมา คือ ตรงสาย นะครับ
แต่ในปัจจุบัน สภาวะการณ์ต่าง ๆ ได้เปลี่ยนไปครับ มีปัญหาเกิดขึ้นในวงการราชการเป็นอย่างมากครับ เช่น ครูผู้สอน สาขาเทคโนโลยีการศึกษา แทบไม่มีการเปิดบรรจุ หรือ เปิดก็น้อยมาก หรือ นาน ๆ ครั้ง แล้วแมวที่ไหนจะไปเป็นครูฝ่ายสนับสนุนการสอนได้จริงหรือไม่ครับ
ส่วน นักวิชาการโสตทัศนศึกษา ก็จะเปิดนาน ๆ ที ครับ ตามสถาบันอุดมศึกษา ห้องสมุด หน่วยราชการที่ต้องมีผู้ผลิตสื่อประจำหน่วยงาน เช่น กศน. เป็นต้น
อัตราการแข่งขันจึงสูงปี๊ด เรียกได้ว่า ไม่เก่งจริง ก็ตกงานเสียเถอะครับ
แต่คงไม่มีทางตันเสียทีเดียวครับ
ยกตัวอย่างตอนผมเรียน ป.ตรี ... เพื่อนเทคโนฯ รุ่นเดียวกับผมมี 23 คน มีไม่กี่คนครับที่ได้ไปเป็นครูตามที่เขาตั้งใจ หรือเป็นครูได้แล้วก็สอนวิชาอื่นครับ เช่น วิชาโทภาษาอังกฤษ เป็นต้น ไม่ใช่ ครูผลิตสื่อแต่อย่างใด
ที่เหลือหรือครับ ก็กระจายทำงานกันตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในตำแหน่งนักวิชาการโสตทัศนศึกษา ทำงานบริษัทโฆษณา ผลิตสื่อโฆษณา ช่างภาพอิสระ สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ก็มี 1 คน ครับ เรียกว่า ไม่ใช่หน่วยงานราชการ แต่เป็นเอกชนทั้งนั้น
ท่านคงสงสัยครับ ... สาขาเทคโนโลยีการศึกษานี้ ทำงานพวกบริษัทโฆษณาได้ยังไงใช่ไหมครับ ใครไม่ได้เรียนสาขานี้คงไม่ทราบว่า วิชาที่เราเรียนมีอะไรบ้าง
เวลาผมสอนนักศึกษาวิชาเอก ผมจะถามเขาเสมอว่า นักศึกษาทราบหรือไม่ เรียนจบสาขาเทคโนฯ ไปแล้ว จะไปทำงานอะไร พวกเขาก็จะไม่ค่อยทราบ (ขนาดสาขาที่เลือกนะครับ)
ผมจะตอบเขาว่า ถ้านิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ เขาทำงานอะไรได้ สาขาเราก็สามารถทำงานแบบเขาได้เช่นกัน
ทำไมผมถึงตอบแบบนั้นล่ะครับ ... ลองดูชื่อวิชาที่สาขานี้เรียนนะครับ
- การถ่ายภาพเบื้องต้น
- การถ่ายภาพชั้นสูง
- การถ่ายภาพในสตูดิโอ
- การถ่ายภาพระยะใกล้
- การผลิตรายการโทรทัศน์
- การประชาสัมพันธ์
- คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา
- เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
- การผลิตและการนำเสนอมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา
- การผลิตแผ่นโปร่งใส
- การออกแบบวัสดุกราฟิกด้วยคอมพิวเตอร์
- การออกแบบเว็บเพจ
- การพิมพ์ซิลล์สกรีน
- วัสดุกราฟิกเพื่อการศึกษา
- ฯลฯ
วิชาที่กล่าวมาทั้งหมดจะเรียนมากเรียนน้อยขึ้นอยู่กับหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัยครับ ชื่อวิชาอาจปรับเปลี่ยนไปได้ตามยุคสมัย แต่ขอให้เชื่อเถอะครับว่า สาขาวิชานี้เน้นการผลิตได้ ปฎิบัติได้ในเกือบทุกศาสตร์ที่เขาควรจะต้องทราบ หรือที่พวกเราชอบเรียกกันว่า "สาขาเป็ด" ทำได้ทุกอย่าง แต่ไม่เก่งสักอย่าง
ซึ่งบางคนชอบการถ่ายภาพ จบไปก็มักจะไปเป็น "ช่างภาพ" อิสระ หรือ ไม่อิสระ ไม่ทราบครับ ได้หมด
บางคนชอบการผลิตรายการโทรทัศน์ จบไปก็มักจะเป็น "คนตัดต่อ" "นักผลิตรายการโทรทัศน์" หรือ "เขียนบทโทรทัศน์" ก็มี
บางคนชอบงานทางด้านกราฟิก จะไปอยู่บริษัทผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ โรงพิมพ์ก็อยู่ได้ หรือเปิดร้านส่วนตัวก็ได้
บางคนชอบคอมพิวเตอร์มาก ก็มักจะไปทำงานผลิตสื่อด้วยคอมพิวเตอร์ทุกชนิด เช่น อาจจะไปเป็น web master ให้กับหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ ผลิต e-book ทำ e-learning เป็นต้น
ฯลฯ อีกเยอะครับ
ดังนั้น สิ่งที่ผมบอกนักศึกษาจึงไม่ได้ผิดอะไรเลยครับว่า เราเรียนเหมือนนิเทศ นิเทศจะเน้นงานตลาด โฆษณา แต่เทคโนฯ เน้นการผลิตเพื่อการศึกษาครับ ต่างกันแค่ตรงนี้ ผลิตอะไรก็ให้มันเกี่ยวกับการศึกษา การเรียนการสอนไว้ก่อน ที่หลายคนไปทำงานที่ไม่ใช่การศึกษา เขาจึงทำได้ไงครับ
คนที่เรียนนิเทศฯ หลาย ๆ คน ยังไม่ทราบเสียด้วยว่า สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา เรียนเหมือนเขานั่นแหละ แค่ต่างกันตรงเป้าหมายเท่านั้นครับ
เล่ามาให้ฟังตั้งยาว ... พอมองเห็นภาพรวมของคนที่เรียนจบในสาขาเทคโนโลยีการศึกษาบ้างแล้วนะครับ :) เอาผมซะเหนื่อย
ผมต้องขออภัยไว้ก่อน หากว่า สิ่งที่ผมเขียนมาไม่ครอบคลุม หรือครบถ้วนความทั้งหมด อันเนื่องจากว่า ผมเขียนตามประสบการณ์ที่ตนเองมีจริง ๆ มิได้คัดลอกเรื่องราวของท่านใดมา
หากท่านใดมีประสบการณ์มาแลกเปลี่ยน ผมจะยินดีมาก ๆ ครับ เพื่อเติมความรู้ให้เต็ม แต่ไม่ล้น :)
ขอบคุณครับที่แวะเข้ามาเยี่ยมเยียนกันในบันทึกหน้าแรกของ "เทคโนโลยีการศึกษา..เท่าหางอึ่ง" ครับ
บุญรักษา ... ทุกท่าน ครับ :)
ได้ความรู้มากเลยครับ ที่ผ่านมาผมก็ได้ทราบมาบ้าง แต่ไม่ละเอียดเท่ากับการเขียนแบบ "ใจถึงใจ" ในบันทึกนี้
คนเหนือเรียกว่า มันแน่นใจ๋ ดีแต้ๆ ครับ
ขอบคุณจั๊ดนักครับผม
ขอบพระคุณมาก ๆ ครับ คุณเอก ครับ ถือเป็นกำลังใจอย่างมากครับ ในการเขียนเรื่องราวในวิชาชีพนี้ครับ :)
ขอบพระคุณ คุณ naree suwan ที่แวะมาเติมสิ่งที่ผมลืมเลือน
ใช่จริง ๆ ด้วย นอกจากนิเทศศาสตร์ที่ใกล้แล้ว ยังมี "เวชนิทัศน์" อีกครับ
โดยเน้นทำงานและผลิตทางการแพทย์ให้กับคุณหมอ
เช่น ไปถ่ายศพ อาจารย์ใหญ่ .. หรือ คุณหมอต้องการสอนนักศึกษาแพทย์ เรื่อง การผ่าตัดหัวใจ คนที่จบเวชนิทัศน์ก็ต้องถือกล้องถ่ายภาพนิ่ง กล้องวิดีโอ เข้าห้องผ่าตัด แล้วก็ถ่าย ๆๆๆ มาตัดต่อ แล้วทำเป็นสื่อ VDO ให้นักศึกษาได้ใช้เรียนต่อไป
คนที่เรียน "เวชนิทัศน์" ... ต้องใจแ็ข็ง .. ไม่กลัวเลือด
ไม่ใช่เห็นเลือดแล้วเป็นลม แบบนี้ก็สงสัยจะไปไม่รอดครับ อิ อิ
ดังนั้น คนจบ ป.ตรี (เวชนิทัศน์) ก็จะเรียนต่อ ป.โท (เทคโนโลยีทางการศึกษา) ได้แน่นอน ครับ
ขอบพระคุณมาก ๆ ครับ :)
สวัสดีครับ
ผมเคยหนักใจว่าบัณฑิตที่พวกเราผลิตออกไป เขาแขวนป้าย “คบ.” หรือ “ศษบ.” แต่ตอนเรียนนั้นนักศึกษาน้อยคนนักที่สนใจใฝ่รู้เรื่อง การศึกษา และการเรียนการสอน เขามุ่งทักษะเชิงเทคนิคกันมาก จนออกนอกลู่ไปไม่น้อย ยิ่งได้ผู้สอนที่ขาดความเข้าใจหรือ ประสบการณ์ทางด้าน การศึกษาด้วยแล้ว ก็เลยไปกันใหญ่ ที่เคยฝึกประสบการณ์ในโรงเรียน หรือสถานศึกษา ก็ย้ายฐานไปสู่บริษัทโฆษณา หรือ Studio กันเป็นแถว ผมเคยลุ้นว่า น่าจะไปทั้งสองแหล่ง ให้มีความแตกต่างจากนิเทศศาสตร์ ให้สมกับความเป็น “คบ.” หรือ “ศษบ.” แต่ก็ไม่สำเร็จครับ ปัจจุบันเขาไม่ไปโรงเรียนกันแล้ว แต่ผมก็ยอมรับครับว่างานสายตรงหายาก จึงเห็นใจทั้งคนเรียน และคนสอนครับ
อย่างไรก็ตามผมยังคิดเหมือนเดิมคือ ถ้าคุณ แขวนป้าย “คบ.” หรือ “ศษบ.” คุณต้องรู้เรื่อง ศาสตร์ทางการศึกษา และการเรียนการสอน เพื่อนำไปบูรณาการกับทักษะด้านการออกแบบและผลิตสื่อการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ ให้สอดคล้องกับ ปริญญาบัตรที่ระบุเป็น “คบ.” และ “ศษบ.” ที่ได้รับไป ส่วนการงานนั้นก็ว่าไปตามเงื่อนไขครับ เลือกมากนักก็ไม่ได้ ฝึกฝนทักษะให้เกิดความชำนาญ เชี่ยวชาญไป แต่ถึงอย่างไรก็อย่าให้ถึงกับตัดเรื่องความรู้ด้านการศึกษาออกไปเลยครับ
สวัสดีครับ .... ท่านอาจารย์ Handy
ในเรื่องราวของวิชาชีพนี้ครับ
ขอบพระคุณ อาจารย์ Handy มาก ๆ จริง ๆ ครับ โอกาสคงจะได้แลกเปลี่ยนกันใหม่ครับผม ซ๗
ขอบคุณครับ คุณซูซาน Little Jazz \(^o^)/
เหมือนผมเห็นเคยเห็นคุณซูซานเขียนไว้ที่ไหนซักทีครับ เรื่องของเด็กรุ่นใหม่ที่จบมา และเรื่องการทำงาน
ผมถือว่า นี่คือ มุมมองอีกด้านที่นักศึกษาที่ยังไม่จบควรจะทราบความคิดของคนที่จะรับเข้าทำงาน
ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง ถึงจะเรียนได้ว่า มีคุณภาพ อึด อดทน :)
แวะมาแลกเปลี่ยนบ่อย ๆ นะครับ ชอบประสบการณ์ของคุณซูซานครับ
ป.ล. แนะนำบันทึกเพิ่มเติมครับ บทเพลงไว้อาลัยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จากรายการ "ตีสิบ" ยังมีเพิ่มอีก 4 เพลง (คาราบาว, เจมส์, ปาน, ลิเดีย) :)
สวัสดีค่ะ
ดิฉัน เคยรับผิดชอบ ในงานฝึกอบรมมาระยะหนึ่ง เรามีบุคคลากรด้านนี้ อยู่หลายคนค่ะ เลยพอจะเข้าใจว่า....
เทคโนโลยีคือสไตล์(STYLE) หรือรูปแบบให้เกิดการเรียนรู้เท่านั้น
สิ่งสำคัญที่สุดคือเนื้อหา(SUBSTANCE) ที่ใส่เข้าไป เพื่อนำเสนอความรู้ตามลำดับขั้นตอน ของการทำให้เกิดความเข้าใจในเนื้อหาวิชาอันนำไปสู่การเรียนรู้ในขั้นสุดท้าย
ผู้สอน คงต้องเน้นที่เนื้อหา มีความหลากหลายและมีขั้นตอน ของการนำเสนอความรู้ ในทุกระดับการศึกษา เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดค่ะ
ปัญหาของเด็กที่จบใหม่นอกจากประสบการณ์จริงน้อยแล้ว (อันนี้ธรรมดา เป็นเรื่องปกติ) ก็คือการสนใจขวนขวายความรู้นอกตำรานี่น้อยมาก อ่านหนังสือก็น้อย ดูหนังก็น้อย ดูโฆษณาต่างประเทศก็น้อย ความรู้รอบตัวนี่ไม่ต้องพูดถึง ทั้งๆ ที่สื่อเดี๋ยวนี้ช่วยได้มากมายกว่าสมัยก่อน ที่สำคัญคลังคำศัพท์น้อยจนน่าตกใจ การทำงานโฆษณาหลายๆ ครั้งต้องคิดคำ ต้องรู้จักการเล่นคำมากๆ ซึ่งถ้าขาดตรงนี้หลายครั้งก็เป็นปัญหา เคยเจอเด็กเขียนสคริปต์เหมือนเขียนเรียงความส่งครู ไม่มีลูกเล่นทางภาษา เรียงประโยคได้แต่แบบมาตรฐาน ขาดความน่าสนใจ แต่อยากได้ตำแหน่งที่ฟังดูโก้ๆ เช่น copy writer, script writer ซึ่งจริงๆ แล้วเขียนหนังสือยังผิดๆ ถูกๆ อยู่เลย แล้วก็ไม่ชำนาญแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งพวกนี้มันจะมาพร้อมกับทักษะจากประสบการณ์จริงในวิชาชีพ ถ้าขาดทักษะเหล่านี้ พอเจอปัญหาก็ได้แต่นั่งกุมขมับว่าจะทำยังไง รอพี่มาช่วยคิด
ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความอดทน และความกระตือรือล้นเอาใจใส่ต่องานค่ะ มีอะไรรอบตัวก็ทำอยู่เท่านั้น ไม่ค่อยคิดเองว่าจะเพิ่มอะไร เสนออะไรที่แปลกใหม่ หรือค้านอะไรที่ดูไม่เข้าท่า แบบนี้มันปั้นยากค่ะ เป็นกันเยอะจริงๆ นะคะ นี่พูดคุยกับเพื่อนที่เป็นเจ้าของกิจการแบบเดียวกัน เจอกันหมดไม่มีเว้น ปวดหัวเรื่องคนนี่ล่ะค่ะ
น้องซูซานกล้าพูดจริงนะ
เขาพูดถึงภาพรวม ทั่วๆไปของเด็กจบใหม่ ในสังคมน่ะ
พี่ไม่ค่อยกล้าจ้ะ
ก็ดูหน้าน้องเขาซี เอาจริงน้า...คนจริง อิๆๆๆๆ น่ารักนะ
การฝึกอบรมไป ทำงานไป จึงสำคัญมาก
สวัสดีครับ พี่ Sasinanda
ขอบคุณมากครับพี่ Sasinanda ที่มาแลกเปลี่ยนความรู้กันครับ
สวัสดีครับ คุณซูซาน Little Jazz \(^o^)/
ขอบคุณครับ ตรงไปตรงมา ชัดเจนดีมาก
พี่ Sasinanda ไม่ต้องห่วงครับ ชอบครับ ชอบ ... นี่ขนาดภาพรวมนะเนี่ย ถ้าเจาะล่ะ อาจารย์อย่างผมตาย 5555
สวัสดีครับ ทุกท่าน
ขอบคุณครับ
คุณพี่อาจารย์ Wasawat Deemarn
เรียนน่าสนุกกว่าที่อ๋อเรียนตั้งเยอะนะคะ อ๋อไม่ค่อยได้เรียนอะไรสนุกแบบนั้น ต้องหาเรื่องหัดทำเอง งูๆปลาๆ เช่นทำงานบรรณาธิการวารสารเนี่ย ก็เพิ่งมาหัดทำงานกับโปรแกรมต่างๆ เรียนรู้ขั้นตอนการทำงานของโรงพิมพ์ ถ่ายภาพประกอบ จัดหน้าหนังสือ ถามคนนั้นคนนี้ คือยอมรับว่าไม่รู้ก็หาครูไปเรื่อยๆค่ะ พยายามทำเองไปเรื่อยๆค่ะ เป็นไม่เป็นไม่ทราบค่ะ แต่ทำไปแล้ว
ทำไปได้..อิ อิ
อ๋อค่ะ
สวัสดีครับ คุณน้องหมออ๋อ
อิ อิ ขอบคุณครับ แวะมาเยี่ยมบันทึก
สวัสดีครับอาจารย์
ผมเคยเรียนปริญญาโทเทคโนฯ แต่ไม่จบ เพราะสาเหตุที่น่าเศร้า
- ความคิดเข้ากันไม่ได้กับอาจารย์ที่ปรึกษาIS สุดท้ายอาจารย์คนนั้นบีบให้ลาออก
- เรียนไปซักพัก เกิดสอบบรรจุติด เลยต้องทิ้งการเรียนโท จนไม่สามารถกลับมาสานต่อได้
- ตัวเองก็ไม่มีความพยายามที่จะเรียนให้จบ (เพราะเบื่อการเรียน บวกกับได้งานทำเป็นข้าราชการ)
สุดท้ายผมก็ลาออกจากการเป็นนักศึกษาปริญญาโทจนได้ อาจารย์ครับพอผมกลับมาเป็นครู ผมก็ยังใช้และศึกษาเกี่ยวกับเทคโนฯการศึกษาอยู่เสมอ ถึงแม้ครั้งหนึ่งจะเรียนไม่จบกะเขา แต่ใจยังรักและชอบเทคโนฯอยู่ อาจารย์เขียนเยอะ ๆ นะครับ จะติดตามอ่านครับ
สวัสดีครับ คุณครู อดีตนักศึกษาเทคโนฯ
ขอบคุณครับที่แวะมาเยี่ยมเยือนครับ :)
สวัสดีคะ ชอบคำพูดที่ว่า "สาขาเป็ด ทำเป็นทุกอย่าง แต่ไม่เก่งอะไรซักอย่าง"
ดิฉันก็จบเทคโนฯ เหมือนกันคะ จบมหาวิทยาลัยเนเรศวร เช่นเดียวกันคะ อิอิ แต่ปัจจุบัน เลือกที่จะเรียน IT เพราะคิดว่าสอดคล้องกับตัวเองและงานที่ทำมากที่สุดคะ
ยินดีทีได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันคะ
สวัสดีครับ คุณ (^---^) Ph.D. IT Student Blog (^---^)
ขอบคุณครับ :)