เชิญชวนทุกท่านร่วมกิจกรรม : แลกเปลี่ยนความรู้ผ่าน "หนังสือ" แทนความรักแด่ครอบครัว GotoKnow

อ่าน: 1342
ความเห็น: 17

หากการศึกษาคือการเล่นละคร

ช่วงเดือนที่ผ่านมาคุณยายมาช่วยเลี้ยงหลานครับ เลยทำให้ผมได้มีโอกาสดูละครหลังข่าวทุกวันครับ

ละครไทยหลังข่าวนี่เป็นประสบการณ์แปลกใหม่มากสำหรับผม

ในชีวิตผมนั้นดูละครหลังข่าวน้อยมาก คุณพ่อคุณแม่ผมไม่ดู สมัยเด็กๆ ผมก็เลยไม่ได้ดู มาถึงตอนวัยรุ่นก็ไม่ได้ดูอีกเพราะเวลาช่วงละครนั้นเป็นเวลาที่ผมมีเรื่องอย่างอื่นที่สนุกสนานกว่าทำมากมาย มาถึงช่วงมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ดู จบออกมาทำงาน จนไปเรียนต่อต่างประเทศก็ไม่ได้ดู แล้วจนเรียนจบ กลับมาทำงานอีก จนถึงปัจจุบัน ก็ไม่ได้ดู

เมื่อคุณยายมาเปิดให้ดู เลยกลายเป็นสิ่งที่น่าตื่นตะลึงสำหรับผม เพราะมันไป "ไกล" กว่าที่คิดครับ

ละครไทยอยู่บนพื้นฐานของการ "สมมติ" อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

พระเอกตัวร้าย ซึ่งตามบทต้องดุดัน แต่หน้าบางนวล ท่าทางไม่เคยเจองานหนัก เดินไปมาอ่อนระทวย

นางเอกสาวชาวบ้านในละครย้อนอดีต แต่รูปร่างพร้อมกริยาอาการปานว่าหลุดออกมาจากห้างดังในเมืองหลวง

แถมบทเจรจาในละครนั้นท่องชนิดว่าหุ่นยนต์ต้องก้มกราบ

ฯลฯ

มันไม่มีอะไรสมจริงเลย นิดเดียวก็ไม่มี

ที่เขาบอกว่าคนไทยไม่ช่างจินตนาการ ผมเริ่มไม่เชื่อแล้วครับ

คนไทย "สมมติ" เก่งมาก สมมติตามละครไปได้ยังไงก็ไม่รู้

---------------------

แต่วัฒนธรรมการ "สมมติ" นี่มันไกลเกินไปแล้ว

เพราะผมคิดว่ามันมาครอบงำการศึกษาของไทยไปแล้ว

---------------------

ระบบการศึกษานั้นมีไว้เพื่อสร้างความสามารถของผู้เรียนในเรื่องที่มาเรียนให้มีความพร้อมที่จะทำงานจริงได้ เลี้ยงตัวเองได้ ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยปัญญาของตัวเอง

ดังนั้นการศึกษาคือการฝึกฝน คือการเคี่ยวกรำให้พร้อมที่จะยืนได้ด้วยลำแข้งตนเอง

ผู้ที่ผ่านการศึกษาคือผู้ที่มีความพร้อมแล้วที่จะไปเผชิญความจริงด้วยตัวเอง

ความพร้อมในที่นี้คือความพร้อมในความรู้และพร้อมในทักษะการเรียนรู้

เหมือนการฝึกบินของลูกนกครับ หากลูกนกจะบินออกจากรังได้ ก็ต้องมีความสามารถลอยตัวในอากาศ พร้อมที่จะบินโฉบจิกเหยื่อกินเอง และพร้อมที่จะบินหลบภัยที่จะมาถึงตัว นั่นคือต้องอยู่รอดด้วยตัวเองได้ถึงจะได้ออกจากรัง

---------------------

แต่การศึกษาที่อยู่บนพื้นฐานของการ "สมมติ" นี่ต่างกัน

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างคือการ "สมมติ" หมด

สมมติว่ารู้ สมมติว่าได้ทำแล้ว สมมติว่ามีสิ่งนั้นสิ่งนี้ ฯลฯ

ไปดูวิชาโปรเจคจะเห็นภาพนี้ชัดมาก นักศึกษาไทยทำโปรเจคบนพื้นฐานของการ "สมมติ"

"สมมติ" ว่ามีบริษัททัวร์นะคะ ดังนั้นหนูจะทำโปรแกรมของบริษัททัวร์นี้เพื่อให้อาจารย์ดูในเครื่องคอมฯ ของหนูนี่ล่ะ ไปใช้นอกเหนือจากที่หนูเตี๊ยมเตรียมไว้ไม่ได้หรอก ทุกอย่างนี่ "สมมติ" ค่ะ

น่ารักมาก

แต่นักศึกษาต่างชาติ ซึ่งผมจะไม่ยกชาติฝรั่ง เดี๋ยวหาว่าตามก้นฝรั่ง ผมยกเกาหลีก็แล้วกันเพราะเคยคลุกคลีกับพวกเกาหลีอยู่เป็นปี เขาทำโปรเจคบนพื้นฐานของความจริง

ทำของจริง แก้ปัญหาจริง แก้ได้หรือไม่ได้ก็เห็นกันจริงๆ ทุกอย่างเป็นเรื่องจริงหมด

ไม่น่ารัก แต่น่าชื่นชม

วิชาสัมมนาแถวบ้านเราก็เหมือนกัน ทุกอย่าง "สมมติ" หมดเลย

ในขณะที่บ้านเขา "สัมมนา" คือการเรียนรู้ของจริงที่ "สด" และเป็นประเด็นที่ยังไม่มีทางออก เลยต้องมาสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดกัน

ของเรา "สมมติ" ว่ารู้นะคะ ล้อมวงกันมาหนูจะเล่าให้ฟัง

น่ารักอีกแล้ว

---------------------

การศึกษาแบบ "สมมติ" นี่น่ากลัวมาก เพราะกระบวนการเริ่มต้นตั้งแต่ผู้สอน

ผู้สอนอยู่ในโลกสมมติ มีชีวิตอยู่ในโรงละคร ไม่เคยสัมผัสกับความจริง มีหน้าที่สร้างละครหมุนวนอยู่ในโลกสมมติ ผู้เรียนก็มาสมมติตามเพื่อให้ได้เดินไปตามบท

ไม่เคยนอกบท ไม่กล้านอกบท เคยชินแค่ทำตามบท แล้วปล่อยใจให้ฝันไปตามโลกสมมตินั้น

อนาคตสวยหรู ทุกสิ่งสวยงาม ขอเพียงเชื่อฟังผู้สอนและทำเท่าที่เพื่อนๆ ทำ

อย่านอกคอก อย่าคิดไกลเกินโลกสมมติเด็ดขาด

ความมานะพยายามที่น่ายกย่องที่สุดคือความพยายามในการทำตามบท "สมมติ"

ย้ำ อย่านอกคอก อย่านอกบท

---------------------

เนื่องจากทุกอย่าง "สมมติ" หมด ดังนั้นการศึกษาคือ "ละคร" ที่ไม่ต่างอะไรกับละครหลังข่าว

จัดฉาก จัดเครื่องเสียง นัดแนะเวลาเพื่อจัดกระบวนการเล่นละครของการศึกษา

ผู้สอนก็สมมติว่าสอน ผู้เรียนก็สมมติว่าเรียน มีการสมมติว่ามีการวัดผลด้วย มีการแสดงหน้าชั้น แล้วก็ให้คะแนนสมมติ จบลงท้ายด้วยกันให้กระดาษประกาศว่าผ่านกระบวนการสมมติทั้งหมดนี้มาแล้ว ได้เล่นละครแล้ว ตั้งแต่ต้นเรื่องถึงปลายเรื่อง

เมื่อเล่นหมดแล้วก็ไปได้แล้ว ตัวละครใหม่ๆ จะได้เข้ามาเล่นต่อ

ในระบบการศึกษาสมมตินี้ เมื่อวันที่ผู้เรียนพ้นปากประตูโรงละครไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยสมมติไว้ก็สูญหาย

ไม่แปลกที่บ่นก็ขรมว่าเรียนปริญญาตรีสี่ปีไม่ได้อะไร

เมื่อโลกสมมติสูญหายหมด ต้องมาเผชิญกับโลกความเป็นจริงโดยไม่มีปัญญาที่เกิดจากการฝึกฝนให้ติดตัวเลย ก็กลายเป็นเหยื่อของผู้มีปัญญาเหนือกว่า ทั้งที่แบบรู้ตัวและแบบไม่รู้ตัว

หลายคนเริ่มต้นมาเรียนรู้ใหม่ด้วยตัวเอง ทั้งๆ ที่สี่ปีที่ผ่านมานั้นน่าจะเป็นโอกาสที่ควรใช้เวลาเพื่อการเรียนมากกว่า เสียทั้งเวลา เสียทั้งโอกาส

ส่วนหลายคนไป "ต่อโท" เพื่อไปกลับไปหาโลกสมมติต่อ ไปเล่นละครการศึกษาต่อ ทิ้งเวลาในชีวิตต่อไปอีกสองปี

บางคนเมื่อบทที่ได้ในละครสี่ปีเล่นได้ไม่ดี ก็ไปหาละครเรื่องใหม่เล่นในละครสองปี โดยหวังว่าจะได้บทที่ดีกว่าในละครเรื่องต่อไป

น้ำบ่อหน้าย่อมอร่อยกว่าน้ำบ่อนี้

เล่นไป ใช้เวลาไป รวมทั้งหมดหกปี ได้กระดาษจากโรงละครมาสองใบ แต่ก็หนีไม่พ้นการมานับหนึ่งใหม่ในโลกของความเป็นจริงเมื่อละครจบ

กว่าจะรู้ว่าสายเกินไปก็ย้อนเวลากลับไปไม่ได้แล้ว

---------------------

ผมเขียนบันทึกนี้เพราะผมเบื่อโลกสมมติเหลือเกิน เบื่อโรงละครและเบื่อฉากที่เขาจัดให้ผมเข้าไปเล่น เบื่อจนไม่อยากแม้จะเหลือบตามอง

แต่ก็ต้องไปเข้าฉากเมื่อถึงเวลาต้องแสดง แต่จะเข้าฉากให้น้อยที่สุด เท่าที่จำเป็น

ปล่อยให้ผู้ที่อยู่ในโลกสมมติ มีความสุขกับโลกสมมติของเขา

ผู้สอนนั้นอยู่ในโลกสมมติตลอดชีวิต เขาก็อยู่ของเขาได้ เพราะเขามีชีวิตอยู่ในโรงละคร แต่ผมสงสารนักศึกษาที่ต้องออกไปเมื่อละครจบ

ตั้งแต่ผมเรียนจบกลับมาทำงาน ผมว่าผมทำงานหนักนะ แต่ผมทำงานไม่ประสบความสำเร็จเลย ทั้งๆ ที่ผมทำงานอยู่แค่อย่างเดียว คือผมเขย่าตัวนักศึกษา

"ตื่น ตื่นๆๆๆๆๆๆๆๆ ตื่นได้แล้ว"

ตื่นมาดูโลกของความเป็นจริง

ตื่นมาเรียนรู้และเตรียมพร้อมเพื่อสู้กับโลกแห่งความเป็นจริงกันเสียที

---------------------

แต่ผมทำงานไม่ประสบความสำเร็จเลย นิดเดียวก็ไม่สำเร็จ

หลายปีมานี้ผมเริ่มถอดใจแล้วด้วยซ้ำ

ถ้าจะสมมติว่ารู้ ผมก็จะสมมติว่าสอน

ง่ายจะตาย

ผมไม่มีปัญญาสอนนักศึกษาทีละร้อยกว่าคนอยู่แล้ว

ผมสอนนักศึกษาได้ทีละยี่สิบคนเท่านั้น ยิ่งถ้าสอน "แบบไม่สอน" นั้น ผมสอนได้ไม่เกินห้าคน

แต่เขาบอกว่าอย่างนี้ "ไม่คุ้มทุน"

ไอ้โรงละครนี่มันมีต้นทุนจัดแสดงนี่เนอะ ลืมไป

---------------------

แต่ผมไม่ได้มาเพื่อจัดแสดงละครในโลกสมมติ (เว้ย)

และผมไม่ใช่อัศวินในตำนานผู้จะมากอบกู้โลกด้วย

แค่เอาตัวเองรอดไปวันๆ ก็ยากแล้ว

---------------------

ถ้าปีหนึ่งๆ ผมปลุกนักศึกษาให้ตื่นจากโลกสมมติได้สักสองสามคนผมคงมีความสุขมาก

ไม่ได้หวังมากเลย

ความสุขในโรงละครเศร้า หายากจริงๆ

---------------------

หมวดหมู่: การศึกษา การเรียนการสอน
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: ส. 12 ม.ค. 2551 @ 00:55 แก้ไข: ส. 12 ม.ค. 2551 @ 17:11

ความเห็น

1.
P
Conductor
เมื่อ ส. 12 ม.ค. 2551 @ 02:20
#516898 [ ลบ ]

อาจจะฟังดูเหมือนใจร้าย แต่ถ้าทำแบบพระโพธิสัตว์โปรดสัตว์แล้วตายหมู่ เลือกเฉพาะที่ไปไหวดีกว่าครับ อย่างน้อยก็เกิดผลบ้าง

Which pill would you take? การปลุกให้ตื่นเป็นการให้ทางเลือกครับ แต่ท้ายที่สุดแล้ว Neo ก็ต้องเลือกเอง

2.
P
Little Jazz
เมื่อ ส. 12 ม.ค. 2551 @ 02:21
#516899 [ ลบ ]
บางครั้งก็อยากจะสมมุติบ้างนะคะอาจารย์ โดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจ อยากจะสมมุติว่าจ่ายเงินเดือนเด็กแล้วรู้สึกคุ้มค่า หรือไม่ก็สมมุติว่าเด็กทำงานได้ดีมาก สมมุติว่าเด็กที่จบออกมาจากมหาวิทยาลัยจะคิดเป็นทำงานเป็น การสมมุติแบบนี้เศร้ากว่าที่อาจารย์เจออีก เพราะมันเป็นกันทั้งระบบ โดยเฉพาะสิบปีหลังมานี่ ใครเจอเด็กที่เป็นงานตั้งแต่เรียนจบเหมือนถูกหวยบนดิน โดยเฉพาะถ้าเจอเด็กที่คิดเป็นระบบได้ก็เหมือนถูกรางวัลแจ๊กพ็อตค่ะ
3.
P
Little Jazz
เมื่อ ส. 12 ม.ค. 2551 @ 02:23
#516900 [ ลบ ]
แล้วคุณ Conductor นี่เป็นพวกไหนคะ ผู้พยากรณ์? หรือเป็นมอเฟียสผู้ปลุกให้นีโอตื่นจากแมททริกซ์
4.
P
Conductor
เมื่อ ส. 12 ม.ค. 2551 @ 02:35
#516903 [ ลบ ]
แล้วแต่ใครจะมองครับ ผมไม่ได้มีชีวิตอยู่ในหนัง -- เป็นพวกนอนน้อย แต่นอนพอ ทำเท่าที่เห็นว่าคุ้ม และไม่เบียดเบียนตัวเอง
5.
  • โห ! อาจารย์มาแต่ละครั้ง เขย่าวงการศึกษาแทบตกเก้าอี้  เขากำลังเพลินๆอยู่กับโลกโลเล ภาษาตลาดเรียกว่าตอแหล ซึ่งต่างจากตอตะโก หรือตอผุด ตอโผล่อะไรนั่น
  • ไม่เคยนอกบท ไม่กล้านอกบท เคยชินแค่ทำตามบท แล้วปล่อยใจให้ฝันไปตามโลกสมมุตินั้น
  • อนาคตสวยหรู ทุกสิ่งสวยงาม ขอเพียงเชื่อฟังผู้สอนและทำเท่าที่เพื่อนๆ ทำ
  • อย่านอกคอก อย่าคิดไกลเกินโลกสมมุติเด็ดขาด
  • ความมานะพยายามที่น่ายกย่องที่สุดคือความพยายามในการทำตามบท "สมมุติ"
  • ย้ำ อย่านอกคอก อย่านอกบท

อาจารย์ครับ  ที่ยกมาเป็นจุดตายของเราทั้งนั้น แต่ใครพูดก็ไม่ฟัง  พวกนี้ติดใจวิธีการที่ตอนเด็กๆได้เรียนได้อ่าน ได้สัมผัส การละเล่น การแสดง

..มาจะกล่าวบทไป..  หรือ

..จะกล่าวนามตามท้องเรื่อง

ระบบการศึกษาที่เรียนด้วยการสมมุติเป็นส่วนใหญ่ ไม่เลือกเป็นกรณีๆ (สมมุติบ้าง)  แล้วเมื่อไหร่คนไทยจะได้รู้จัก รู้สึก รู้คุณค่าความหมายของความจริง ออกจากโลกเสมือนจริงได้ !!

"ไม่นึกว่า..นักเทคโนโลยีนี่มีวาจา ฉับๆๆ เมี๊ยนกัน"

6.
P
อ.อาลัม
เมื่อ ส. 12 ม.ค. 2551 @ 09:41
#517013 [ ลบ ]
  • อาจารย์เขียนได้ดีมากครับ สะท้อนภาพการศึกษาได้อย่างชัดเจน
  • หากจะมีของขวัญสักชิ้นหนึ่งที่จะมอบให้กับ "คุณครู" ทั้งหลาย และ "เด็ก" ทุกคน ผมคิดว่า"บันทึกนี้ของอาจารย์"เหมาะสมมากครับ
  • และถ้าเป็นไปได้ วันเด็กกับวันครู ถ้าจัดในวันเดียวกันจะดีมากเลยครับ เพราะมีเด็กจึงมีครู และเด็กจะดีได้เพราะมีครูดี

 

7.
P
รศ.พญ. ปารมี ทองสุกใส
เมื่อ ส. 12 ม.ค. 2551 @ 15:14
#517239 [ ลบ ]

บันทึกนี้ อ่านแล้ว โดนใจ แล้วก็ เศร้าใจมากๆ ด้วย

8.
P
อัยการชาวเกาะ
เมื่อ ส. 12 ม.ค. 2551 @ 17:01
#517270 [ ลบ ]

ผมเป็นคนหนึ่งที่สอนลูกให้อยู่กับความจริง สมัยเรียนหนังสือให้เงินใช้ไม่เกินเดือนละ ๗,๐๐๐ บาท เพราะหากเรียนจบปริญญาตรีแล้วมาทำงาน หากได้เงินเดือนน้อยกว่าที่ผมให้ตอนเรียนลูกก็จะไม่อยากทำงาน หรือทำงานไปก็จะต้องแบมือขอพ่อแม่อีกเพราะใช้ไม่พอ

ลูกเรียนจบปริญญาตรี ก็ลองไปทำงานดูก่อน ก่อนที่จะเรียนต่อ ไปเรียนรู้ว่าการทำงานในชีวตจริงเป็นอย่างไร หากจะต่อโท ต้องคิดด้วยว่าจะทำอะไรในอนาคต  จะไปต่อสาขาอะไร และในระหว่างเรียนก็สนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมระหว่างเรียน ไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเดียว เพราะจบออกมาจะทำงานกับเขาไม่เป็น อยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้

ขอบคุณ ม.อ.ที่สอนลูกผมให้เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ แม้มันจะจบอย่างกระท่อนกระแท่น แต่ลูกจบด้วยความรู้สึกที่ดีต่อสถาบัน ลูกจบด้วยความอบอุ่นของครอบครัวที่ให้กำลังใจและไม่เคยดุด่าลูกแม้จะได้รับหนังสือแจ้งว่าลูกของท่านอยู่ในภาวะวิกฤติกี่รอบ เพราะเราสอนให้ลูกรู้จักความจริง

ขอบคุณ ม.ว.ล. ที่สอนลูกสาวให้ทำงานเก่งจนเจ้านายรักไม่อยากให้ลาออก เงินเดือนขึ้นพรวดๆ สมดังที่บอกกับลูกว่าถ้าพ่อจะเลือกมหาวิทยาลัยเรียน พ่อจะเลือกมหาวิทยาลัยที่เปิดใหม่เพราะเขาต้องสร้างชื่อเสียง และพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง

ที่สำคัญผู้ปกครองสอนลูกให้รู้จักกับความจริงหรือเปล่า

 

9.
P
กมลวัลย์
เมื่อ ส. 12 ม.ค. 2551 @ 17:04
#517271 [ ลบ ]

เวลานี้ตอนสอนก็คิดทำนองว่า หากนักศึกษาคน ๒ คน เรียนแล้วนำไปใช้ได้ ต่อยอดได้ก็ดีใจแล้ว คาดหวังมากไม่ได้ เพราะเราอยู่ในโลกสมมติกันไปหมดแล้ว เด็กเกิดมาก็สมมติกันเลย น่าเศร้า แต่ก็เป็นความจริงที่ต้องเผชิญ และเลือกทำในสิ่งดีที่ทำได้ค่ะ

ขอบคุณค่ะอาจารย์ เนื้อหาปลุกให้ตื่นดีค่ะ ^ ^

 

10.
P
ครูหล้า
เมื่อ อา. 13 ม.ค. 2551 @ 23:34
#518239 [ ลบ ]
  • ใกล้วันครู...ครูทุกคนถ้าคิดได้....น่าจะออกมาสู่โลกของความเป็นจริง....
  • ขอบคุณค่ะ
11.
P
naree suwan
เมื่อ จ. 14 ม.ค. 2551 @ 12:00
#518504 [ ลบ ]
  • มาเพราะถูกปลุกเช่นกันค่ะอาจารย์
  • รู้สึกเศร้าทุกครั้งที่ถามเด็กปี 4 ที่เหลือไม่ถึง 2 เดือนจบว่า หางานทำหรือยัง จบแล้วจะทำอย่างไร แล้วเด็กบอกว่า ยังไม่ทราบครับ
  • เขาไม่ทราบตั้งแต่ตอนเข้าเรียนแล้วค่ะ ว่ามาเรียนสาขาเหล่านี้ทำไม
  • ตัวชี้วัดที่ปั้นกันสวยหรูตอนประกันคุณภาพ ทำไว้หลอกกันเองมากกว่า เด็กๆไม่ได้อะไรใหม่ๆ หรือมีสิ่งใดรับประกันการมีความรู้ และการมีงานทำเลย

 

12.
30
Dina [IP: 125.27.128.163]
เมื่อ พ. 16 ม.ค. 2551 @ 18:44
#520276 [ ลบ ]
บ้างครั้งนักศึกษาก็อยากจะอยู่กับโลกความเป็นจริงเหมือนกันแต่แบบแผนของสังคมและวัฒนธรรมมันทำให้เราต้องเป็นไปเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ ถ้าจะให้การเรียนของไทยเปลี่ยนไปมันก็คงจะยากแต่ถ้าจะให้ดีก็คงได้แค่ทำใจเพราะเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งในฐานะนักศึกษาคะ
13.
30
ฝัก [IP: 124.120.251.167]
เมื่อ จ. 21 ม.ค. 2551 @ 20:05
#524312 [ ลบ ]
ด้วยความเคารพผมอยากรู้ว่าความเป็นจริงที่พูดถึงนั้นหมายถึงอะไร อย่างเช่นถ้าจะบอกว่าตัวหนังสือที่พิมพ์นี้เป็นสีดำ แต่อีกบางคนซึ่งมองเห็นเป็นสีอื่นที่ไม่ใช่สีดำ แล้วตกลงว่าอะไรคือความเป็นจริง
14.
P
หัวใจติดปีก
เมื่อ พฤ. 24 ม.ค. 2551 @ 11:33
#526583 [ ลบ ]
ขอเล่าประสบการณ์ของตนเองนิดนึงนะคะ

ตอนอยู่ป.4 พ่อปล่อยให้เฝ้าร้านคนเดียว ขายของแล้วหนูทอนเงินผิดไป ร้อยกว่าบาท โดนด่าไปหนึ่งยกใหญ่ ตั้งแต่นั้นมา คำนวนมากกว่าหนึ่งครั้ง ก่อนทอนเงิน(เพราะกลัวถูกด่าอีก)
ตอน ป.6 ต้องไปนั่งขายของในตลาด แทนแม่ ขายได้ไม่ถึงร้อย ซื้อขนมไปซะ 30 บาท อาทิตย์นั้นหนูเลยโดนตัดค่าขนม
ตอนม.2 พ่อ เอาบัญชีธนาคารมาให้ดู บอกว่าตอนนี้สถานะทางการเงินของที่บ้านเป็นยังไง เราต้องใช้จ่ายยังไง แล้วก็บอกเหตุผลที่ให้ค่าขนมต่อวันน้อยกว่าที่เพื่อนๆของหนูได้
ตอนม.4 พ่อเรียกมาคุย ว่า อยากเรียนอะไร สาขาไหน น่าเรียน เทียบกับเกรดที่มีอยู่
ตอนม.6 พ่อ ชี้ให้เห็นว่า ภาวะทางเศรฐกิจและสังคมตอนนี้เป็นยังไง แล้วถามว่า สาขาที่จะเลือกเรียน จบมาจะมีงานทำมั้ย
ช่วงมหาวิทยาลัย พ่อ ติดต่อมาเสมอ เล่าเรื่องข่าวต่างๆ ให้ฟัง แนะนำการปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงภัยทางสังคมที่ล้อมรอบ

จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็กๆ  ทำให้หนูชอบดูข่าว มากกว่าละคร ชอบ อ่านหนังสือ มากกว่าเล่นเกมส์ แต่มันก็ทำให้บางครั้งหนูคุยกับคนรุ่นเดียวกันไม่ค่อยรู้เรื่อง(ไม่รู้ทำไม)

หนูว่า...
บางทีการดึงให้เด็กได้รับรู้โลกความจริง เล่ามุมมองโลกในสายตาของผู้ใหญ่บ้าง อาจช่วยให้เด็ก ตื่นจากโลกแห่งความฝัน เร็วขึ้นก็ได้ มั้งคะ
15.
P
ลุงเอก
เมื่อ ส. 09 ก.พ. 2551 @ 11:43
#541769 [ ลบ ]

Pชอบความคิดหนูคนนี้

อาจารย์เปิดประเด็นดีทุกวันนี้เราอยู่ในโลกแห่ความเสมือน  ความคิดคนอเมริกันและคนไทยเหมือนกันอยู่ในโลกแห่งความฝัน  แต่อเมริกันฝันสุดกู่  คนไทยนั้นฝันจมดิน

ดูหนังละครบ้าระห่ำสุดขั้วนั่นวิถีเขา  วิถีเราบ้าแม่ผัวลูกสะไภ้  แย่งผัวตบตีสบายชีวีนัก

ข่าวดีมีสาระก็หายาก  ข่าวสำรากความคิดมีไปทั่ว  มั่วๆเอามันคนจัด  ชงัดดี

16.
P
network
เมื่อ ส. 01 พ.ย. 2551 @ 16:34
#915066 [ ลบ ]

ขอฝากคำถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กร

ทำอย่างไรให้คนในองค์กรมีวัฒนธรรมในเรื่องการตรงเวลา ลองมาลปรร.กันหน่อยน่ะค่ะ เพื่อเป็นวิทยาทานได้บ้างค่ะ

17.
P
ดร. ธวัชชัย ปิยะวัฒน์
เมื่อ ส. 01 พ.ย. 2551 @ 16:36
#915070 [ ลบ ]

เรื่องตรงต่อเวลานี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ ในหลายๆ องค์กรสามารถแก้ได้ที่ผู้นำต้องเข้มแข็งและแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างครับ

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.107.191.114
ข้อความ:  
เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
 
รหัสสุ่ม: ( ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน )
  ยกเลิก หรือ ดูตัวอย่างก่อนบันทึก หรือ

บันทึกอื่นๆ