| ขั้นตอน | ลักษณะการเติบโต | ลักษณะวิกฤติ |
|---|---|---|
| 1 | องค์กรเล็ก โตด้วยความคิดริเริ่ม (Growth thru Creativity) | วิกฤติผู้นำที่ชี้ทิศทางได้อย่างชาญฉลาด (Crisis of Leadership) |
| 2 | เริ่มมีการแบ่งหน้าที่กัน โตด้วยทิศทาง (Growth thru Direction) | วิกฤติแห่งการล้ำเส้น ทะเลาะเบาะแว้ง (Crisis of Autonomy) |
| 3 | องค์กรเริ่มซับซ้อน โตด้วยการกระจายอำนาจ (Growth thru Delegation) | วิกฤติแห่งการควบคุม (Crisis of Control) |
| 4 | โตด้วยการประสานงาน (Growth thru Co-ordination) | วิกฤติแห่งความเคร่งครัดแห่งกฏระเบียบ (Crisis of Red-Tape) |
| 5 | โตด้วยความร่วมมือกัน (Growth thru Collaboration) | หมดมุขแล้ว แต่ละหน่วยในองค์กรปีกกล้าขาแข็ง สามารถยืนอยู่บนขาของตนเองได้ ประกอบกับการมีอิสระในทางความคิด พร้อมทั้งความมั่นใจในตนเองมากขึ้น แต่ละหน่วยก็จะแยกตัวออกจากองค์กรหลัก แล้วเริ่มสร้างกิจการขึ้นมาใหม่ โดยย้อนกลับสู่ขั้นตอนแรก |
ข้อสังเกต: องค์กรหลายแห่งในเมืองไทย ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ มีลักษณะพิเศษอันใดอันหนึ่งหรือหลายอันในพร้อมกันคือ
- มีวิกฤติทุกอย่างหรือหลายอย่างในเวลาเดียวกัน
- ขาดความเข้าใจในกลไกการเติบโตทุกระดับ
- บริหารงานด้วยอคติ+ความหลง
- เป็นสังคมแห่งการวิพากษ์ ไม่มีใครลงมือทำ
- มองไม่เห็นต้นเหตุแห่งวิกฤติ แต่อยากจะแก้ปัญหาโดยไม่เข้าใจว่าจะแก้อะไร
- ไม่ได้ตระหนักว่าตนอยู่ในวิกฤติ ด้วยหลงอยู่ในความสำเร็จที่ผ่านมา
- คาดหวังว่าจะมีสูตรสำเร็จแก้ปัญหาทุกอย่างได้ในเวลาเดียวกัน
- ใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างเดียวสำหรับปัญหาทุกอย่าง
- ขาดจินตนาการ
- ขาดความกล้าหาญ
ข้อมูลอ้างอิง:
- Evolution and Revolution as Organizations Grow -- Dr. Larry Greiner, Harvard Business Review (ที่อยู่สำรอง )
- เรื่องย่อของบทความเดียวกัน
- การนำเสนอ โดย Roohollah Izadkhah


เมนูของ conductor
คุณภาพ-คุณค่าของคนเป็นนายนั้น มักจะวัดจากเรื่องที่ทำให้แก่คนอื่นเป็นหลัก เช่นความก้าวหน้าขององค์กร หน่วยงาน หรือลูกน้อง เมื่อไหร่ที่นายสนใจแต่เรื่องของตัวเอง นายนั้นก็หมดสภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นนายไปในทันที





เมื่อ ศ. 18 พฤษภาคม 2550 @ 22:05
264562 [ลบ]
สวัสดีค่ะ
ประสบการณ์ของดิฉัน
เป็นตั้งแต่1-3 แต่ส่วนใหญ่ จะเป็นวิกฤติของการขัดแย้งค่ะ
เมื่อ ศ. 18 พฤษภาคม 2550 @ 22:24
264579 [ลบ]
โอ คุณศศินันท์รวดเร็วจริงๆ ครับ
ถ้าพูดถึงความขัดแย้งแล้ว ทุกขั้น (ถ้าจะเรียกเป็นขั้นได้) สามารถเกิดความขัดแย้งได้หมดครับ
ขั้น 1 ระดับ entrepreneur ก็อาจมีความขัดแย้งระหว่างหุ้นส่วน ในช่วงที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ (แม้จะเกิดจากความปรารถนาดี "เห็นมั๊ยบอกแล้วไม่เชื่อ")....
ไปเรื่อยๆ จนขั้นที่ 4 แม้จะกระจายอำนาจเพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดของขั้นที่สอง แต่เมื่อมีอำนาจตัดสินใจ ก็จะมี wise guy abuse อำนาจนั้นอยู่เนืองๆ ในที่สุดก็จะมีกฏเกณฑ์ออกมามากจนแทบจะปฏิบัติไม่ได้ ต้องผ่านคณะกรรมการต่างๆ มากมายจนคนทำงานเบื่อหน่ายไปหมด (ดูเหมือนจะทำให้ระบบราชการกลายเป็นระบบแห่งความไม่ไว้ใจกัน)
ผลปลายทางของขั้นที่ 4 ขึ้นขั้นที่ 5 มักจะออกมาเป็นโครงสร้างแบบไซโล แต่ละหน่วย self-contained ในเมื่อหน่วยเล็กมีพร้อมทั้งทรัพยากร และอิสระในการจัดการ+ตัดสินใจ (เช่นกระทรวง) ความร่วมมือกลับน้อยลง เพราะต่างคนต่างมีความรับผิดชอบ+อำนาจหน้าที่ของตน
เมื่อ ศ. 18 พฤษภาคม 2550 @ 22:38
264591 [ลบ]
สวัสดีค่ะ
ต่ออีกหน่อยค่ะ
แต่ก่อนดิฉันเครียดค่ะกับเรื่องการขัดแย้ง จุกจิกตลอด แต่ มนุษย์เราบางคนก็แปลก ขัดแย้งยังไง ก็ไม่ท้อถอยค่ะ สู้ต่อไปอย่างสนุก แต่บางคนม้วนเสื่อกลับบ้านแล้ว
ดิฉันเป็นประเภทสู้ค่ะ ชีวิตมีรสชาดดี ไม่ทราบคุณConductor เป็นแบบไหนคะ แต่ดิฉันว่า คุณเป็นคนฉลาด ใช้ปัญญาบริหารความขัดแย้งได้อยู่แล้วค่ะ
เมื่อ ส. 19 พฤษภาคม 2550 @ 00:57
264726 [ลบ]
ความแตกต่างทางความคิดเป็นเรื่องปกติครับ ผมคิดว่า่เป็นการฝืนธรรมชาติ ที่จะไปคาดหวังให้ทุกคนเหมือนกันหมด (ถ้าหากว่าเหมือนกันหมด ให้จ้างคนที่มีค่าจ้างต่ำสุด และผมจะตกงานเป็นคนแรกเพราะแพงที่สุด)
ในบริษัท ผมไม่ได้ห้ามความแตกต่างทางความคิดครับ แต่ผมไม่ยอมทนกับการทะเลาะวิวาทกัน เพราะมันไม่ได้กระทบความรู้สึกของคนสองฝ่ายเท่านั้น แต่คนรอบข้างก็รู้สึกไม่ดีไปด้วยอีกยาวนานทีเดียว จึงเป็นครุกรรมต่อ stakeholder และเป็นความผิดทางวินัยที่มีโทษรุนแรง
ผมคิดว่าพนักงาน มองภาพลักษณ์ผมเป็นครูกับเป็นสารานุกรมอย่างละครึ่งครับ เท่าที่ดูก็ได้รับความเกรงใจพอสมควร เวลาเดินไปไหนก็หลบกันตัวลีบเหมือนจิ้งจกเกาะตามข้างฝา และได้สิทธิ์พูดคนสุดท้ายครับ ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นพนักงานครึ่งหนึ่งเป็นคนที่มีอิสระมากอีกครึ่งหนึ่ง โดยบทบาทที่กำหนดทิศทาง ไม่ควรขยันออกทิศทางบ่อยนัก แต่ต้องพิจารณาสิ่งต่างๆ ให้รอบคอบก่อนประกาศ และแก้ไขทันทีที่รู้ตัวว่าไม่ใช่
เมื่อ ส. 19 พฤษภาคม 2550 @ 05:13
264767 [ลบ]
เมื่อ ส. 19 พฤษภาคม 2550 @ 21:16
265459 [ลบ]
เห็นด้วยกับแนวของคุณวันชัยครับ
ถ้าคุณวันชัยแวะมาอ่านบันทึกใน g2k นี้บ่อย ลองสมัครมาชิกไหมครับ แม้แค่ใช้การเป็นสมาชิกอ่านอย่างเดียวผ่านแพลเน็ต ก็จะประหยัดเวลาได้มากแล้วแถมยังได้เห็นบันทึกของผู้มีความรู้หลากหลายด้วยนะครับ หากใช้เขียนบันทึกและข้อคิดเห็นด้วย ก็จะได้กัลยาณมิตรอีกครับ
เรื่องการจัดการความขัดแย้ง รอเขียนเป็นบันทึกครับ คงเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดและประเด็นเพียงพอ
ส่วนเรื่องอัตตา ผมอาจจะคิดแปลกครับ คนเราที่ยังไม่บรรลุ มีอัตตาด้วยกันทั้งนั้น ผมไม่มีความสามารถที่จะทำให้เขาบรรลุได้ และตัวผมเองก็ยังไม่บรรลุ ดังนั้นยอมรับเขาแบบที่เขาเป็นน่าจะดีกว่าครับ เรื่องนี้บางทีทำใจยากเหมือนกัน แต่ถ้าเราทำไม่ได้ก็จะเป็นทุกข์เสียเอง
ใน Maslow's hierarchy of needs ขั้นที่สี่นั้นเต็มไปด้วยการสนองอัตตาของตน แต่ขั้นบนสุดกลับก้าวข้ามพ้นอัตตาไปได้ โดยการเข้าใจความจริงว่ามีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าความต้องการส่วนตัว
และใน 5-level Leadership ของ Jim Collins ก็เช่นกันครับ ผู้นำระดับที่สี่พยายามทำทุกอย่างที่ผู้นำที่ดีควรจะทำ (และออกในแนวควบคุม+จัดการ ซึ่งกระทำด้วยอัตตา) ในขณะที่ผู้นำระดับห้ากลับทิ้งอัตตาไป
ความจริงทั้งสองเรื่องได้เคยบรรยายไว้โดยพิสดารแล้วครับ แต่ขอนำเอาที่ Jim Collins พูดถึงลักษณะผู้นำระดับที่ห้ามาให้อ่าน
ในบรรดาหนังสือเกี่ยวกับการจัดการที่อ่านมา Jim Collins ก็เป็นนักเขียนที่ผมชอบมากครับ เขา treat เราเป็นผู้ที่มีความคิด ดังนั้นหนังสือของเขาจึงอิงกับงานวิจัย สรุปแต่เพียงข้อสังเกตที่เขาพบจากงานวิจัย และไม่มี assertion ว่าจะต้องทำอย่างโน้นทำอย่างนี้
จากโมเดลทั้งสองซึ่งเสนอห่างกันห้าสิบปี ต่างก็ชี้ว่ามีกำแพงอันใหญ่ที่แต่ละคนจะต้องก้าวข้ามให้ได้ ซึ่งนั่นคืออัตตาครับ
ดังนั้น แม้จะมีความแตกต่างในทางความคิด บางทีอาจเลยเถิดไปถึงความขัดแย้ง แต่ผู้บริหารไม่ว่าตัวจะอยู่ในระดับสูงสุดหรือไม่ จะต้องแสดงให้เห็นชัดว่าเป้าหมายขององค์กร เป็นเป้าหมายที่อยู่สูงกว่าเป้าหมายส่วนตัว ประนีประนอมไม่ได้ ถ้าไม่มีองค์กรก็ไม่มีพนักงาน (ไม่ว่าจะใหญ่โตมาจากไหน เป็นคนที่น่ายกย่องหรือไม่ เก่งหรือไม่ มีอำนาจหรือไม่)
เมื่อ อา. 20 พฤษภาคม 2550 @ 15:28
266105 [ลบ]
เมื่อ อา. 20 พฤษภาคม 2550 @ 17:04
266149 [ลบ]
ความหมายของ Collins ตามที่ผมเข้าใจคือเขาแบ่งให้เห็นลักษณะของผู้นำไว้เท่านั้น ส่วนผู้นำแต่ละท่านจะเป็นอยู่ในระดับไหนนั้น มันเกิดขึ้นเองด้วยโลกทัศน์ ด้วยประสบการณ์ และด้วยทัศนคติ การแสดงออกเป็นผลสะท้อนมาจากความคิดจิตใจ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ Collins สังเกตเห็นและแยกประเภทไว้เป็นห้าระดับ)
ผลไม่ใช่เหตุ และผลไม่ได้เกิดก่อนเหตุครับ; ส่วนเหตุอยู่ในใจ ไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงได้ถ้าหากเจ้าตัวไม่เปลี่ยนเอง ไม่ว่าจะอบรมเพียงใด ไม่ว่าจะมีแบบอย่างให้ดูมากแค่ไหน หรือไม่ว่าจะมีใครสั่งมา
มนุษย์เรียนรู้ได้ครับ เพียงแต่บางทีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ อาจจะต้องได้รับแรงบันดาลใจ (เช่นพระราชกรณียกิจตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา) และนำไปคิดพิจารณาจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงวิธีการที่ดีกว่า (เช่นความละอายใจ -- ซึ่งถ้าไม่คิดก็ไม่อาย ส่วนคนที่คิดแล้วไม่อาย ก็ไม่สมควรได้โอกาสเป็นใหญ่ ถ้าเป็นอยู่แล้วก็ควรเอาออกครับ)
ผมขอแสดงความยินดีกับวิธีการและความสำเร็จของคุณวันชัยด้วยนะครับ
กลับมาเรื่องผู้ที่มีคุณสมบัติของผู้นำระดับห้านั้น ผมคิดว่าประโยคสุดท้ายในย่อหน้าแรกที่ quote มาให้อ่าน เป็นกุญแจสำคัญครับ "สำหรับผู้ที่ไม่มีเชื้อไฟของผู้นำระดับห้า งานที่จะนำมาซึ่งชื่อเสียง ความสำเร็จ การยกย่องสรรเสริญ อำนาจ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นส่วนเฉพาะตัวจะมาก่อนสิ่งอื่นเสมอ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาสร้าง สร้างสรรค์ หรือช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อผู้อื่น" ผมไม่ได้คิดว่างานและผลของงานจะไม่สำคัญต่อผู้นำระดับห้านะครับ แต่ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาจะได้อะไร แต่อยู่ที่ส่วนรวมจะได้อะไร
เมื่อ อา. 20 พฤษภาคม 2550 @ 20:29
266259 [ลบ]