ผู้รู้บางท่านบอกผมว่าการมองแบบเหตุปัจจัย ก็คือการใช้หลัก “อิทัปปัจจยาตา” ของพระพุทธเจ้านั่นเอง!!

         การมองเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในลักษณะ เหตุปัจจัย จะทำให้ อัตตาตัวตน ของคนเราลดลงได้ . . . ท่านว่าจริงไหม? ตัวอย่างเช่น เวลาใครมาชมผมว่า บรรยายดี ผมจะรู้สึกเปรมปรีดิ์ หัวใจพองโต ยิ่งถ้าตอนนั้นสติไม่ว่องไว ก็เผลอ (หลง) คิดไปว่า ข้าแน่ ข้าเก่ง แต่การมองแบบ เหตุปัจจัย ช่วยทำให้ Ego ลดลงไปได้ คือทำให้เห็นว่าสิ่งนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้มันออกมาดี อาทิเช่น เป็นเพราะผู้ฟังมีสมาธิในการฟัง บรรยากาศของห้องบรรยายเอื้อให้เกิดการเรียนรู้ มีการเตรียมความพร้อมให้ผู้ฟังมาตั้งแต่ Session ก่อนหน้านี้ เป็นต้น 

         การมองแบบ เหตุปัจจัย ถ้าใช้ภาษาอังกฤษผมว่าน่าจะตรงกับหลักของ “Systems Thinking” คือเป็นการคิดแบบไม่ให้หลุด ภาพรวม ให้เห็น ป่าทั้งป่า ก่อนที่จะมามอง ต้นไม้แต่ละต้น คนส่วนใหญ่มักจะแปลคำว่า Systems Thinking เป็น การคิดเชิงระบบ ซึ่งอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าคำว่า ระบบ นั้นหมายถึงระบบที่เป็น กลไก ที่ตรงกับคำว่า “Systematic Thinking” การมองแบบเหตุปัจจัย หรือ Systems Thinking นั้นผมว่าเป็นระบบในลักษณะที่ โยงใย ไม่ใช่ระบบที่เป็น กลไก คือเป็นการมองภายใต้กระบวนทัศน์ของ วิทยาศาสตร์ใหม่ ที่ได้จากทฤษฎี ควอนตัมฟิสิกซ์ ไม่ใช่มองแบบกลไกภายใต้กระบวนทัศน์  วิทยาศาสตร์แบบนิวตัน

         ผู้รู้บางท่านบอกผมว่าการมองแบบเหตุปัจจัย ก็คือการใช้หลัก อิทัปปัจจยตา ของพระพุทธเจ้านั่นเอง!!