ไม่ได้เป็นคนเชื่อเรื่องดวง หรือโหราศาสตร์ใดๆ แต่ก็เชื่อว่าสถิติที่มีการเก็บไว้จากการดูลายมือ ดูโหงวเฮ้งและอื่นๆ มีความถูกต้องเป็นจริง และเห็นว่าหากเราเรียนรู้ที่จะเข้าใจเรื่องแบบนี้ให้เป็น จะมีประโยชน์กับตัวเราเองเป็นอย่างยิ่งค่ะ
สำหรับกราฟ Biorhythm นี้เป็นเรื่องที่ได้พบพานในรูปของหนังสือ ซื้อมาอ่านเมื่อปี 2532 โน่นแน่ะค่ะ คนเขียนคือ Bernard Gittelson
จำไม่ได้แล้วล่ะค่ะว่าไปค้นพบมาได้ยังไง เล่มที่ซื้อมานั้นเขาโฆษณาไว้ที่ปกหนังสือว่า พิมพ์มาแล้ว 8 ครั้งตั้งแต่ปี 1975 โน่นแน่ะค่ะ อ่านแล้วประทับใจขนาดที่ว่าเอาตารางที่มีในหนังสือมาทำต่อเองด้วยโปรแกรม Excel เพราะในเล่มนั้นมีให้ถึงปี 1990 เท่านั้น ปัจจุบันนี้มีเป็นโปรแกรมให้เราดาวน์โหลดมา ใส่วันเดือนปีเกิดลงไป แล้วก็จะมีกราฟให้เราดูได้ตั้งแต่เราเกิดมาเลยค่ะ ได้นำไฟล์ที่เป็นโปรแกรมแจกฟรีมาใส่ไว้ในGotoKnowที่นี่แล้วค่ะ ใครอยากใช้ก็นำไปตรวจดูกราฟตัวเองได้เลยนะคะ เป็นโปรแกรมเล็กๆที่ติดตั้งในเครื่องได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเราสามารถใส่วันเดือนปีเกิดของเรา แล้วก็เลือกวันเดือนปีที่เราอยากดูได้เลย ก็จะมีกราฟของทั้ง 3 วงจรนี้ในช่วงประมาณ 30 วันก่อนและหลังวันที่เราเลือกให้ดูได้เลย
ในทฤษฎีที่เขานำมาถ่ายทอดในหนังสือ บอกว่าชีวิตของเราแต่ละคนตั้งแต่เกิดจนตายนั้นได้รับอิทธิพลจากวงจรภายใน 3 วงจรคือ ร่างกาย (Physical), อารมณ์ (Emotional), และ ปัญญา (Intellectual) โดยที่วงจรทั้ง 3 นี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่เราลืมตาดูโลก
- วงจรทางร่างกาย (Physical) มีระยะเวลารอบละ 23 วัน และมีผลครอบคลุมถึงความต้านทานโรค ความแข็งแรง ความคล่องตัว ความว่องไว สรีระโดยรวมและกลไกต่างๆของร่างกาย
- วงจรทางอารมณ์ (Emotional) มีระยะเวลารอบละ 28 วัน ครอบคลุมถึงความคิดสร้างสรรค์ ความรู้สึกทางจิตใจ อารมณ์ การรับรู้โลกและตนเอง
- วงจรทางปัญญา (Intellectual) มีระยะเวลารอบละ 33 วัน ครอบคลุมถึงความจำ ความกระตือรือร้น การเรียนรู้ การคิดพินิจพิเคราะห์
- วงจรเหล่านี้จะเริ่มจาก 0 แล้วขึ้นไปทางบวก ก่อนจะโค้งลงมาตัดเส้นกลางเป็น 0 อีกครั้ง แล้วก็ลงไปติดลบ แล้วถึงจะขึ้นมาเป็นบวกใหม่

- เขาเปรียบเทียบไว้ว่าการตรวจดูกราฟจังหวะชีวิตนี้เปรียบเสมือนการพยากรณ์อากาศ ที่พิสูจน์แน่นอนไม่ได้ แต่ก็มีประโยชน์และสำคัญ เช่น หากมีการทำนายว่าจะมีฝนการเตรียมรับไว้ แม้ว่าฝนจะไม่ตก ก็ดีกว่าไม่ได้เตรียมตัวและไม่มีอะไรเสียหาย และเราสามารถพิสูจน์ตรวจสอบกราฟได้จากการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดผ่านมาแล้วได้ว่า ชีวิต อารมณ์ สติปัญญาเราเป็นไปตามนั้นหรือไม่ ใครที่จดบันทึกเหตุการณ์สำคัญๆที่เป็นผลต่อร่างกาย อารมณ์ สติปัญญาเอาไว้ จะยิ่งตรวจสอบได้ง่ายขึ้นค่ะ สำหรับตัวเองทดสอบแล้ว และพบว่ากราฟช่วยให้เข้าใจตัวเองได้ดีขึ้น และตรงกับเหตุการณ์สำคัญหลายๆอย่างที่เกิดกับตัวเอง จึงอยากนำมาเผื่อแผ่ให้ทุกท่านได้นำไปพิสูจน์ด้วยตนเองค่ะ
- การแปลผลเพิ่มเติมมาลงแบบย่อๆมีดังนี้ค่ะ (เต็มๆอ่านได้จาก Help ในโปรแกรมนะคะ เขาเขียนอ่านค่อนข้างง่ายแม้จะเป็นภาษาอังกฤษ)
- ความหมายทั่วๆไปของวันที่ high และ low ก็ค่อนข้างตรงไปตรงมา กว่าที่จุดตัด 0 ซึ่งถือเป็นวันวิกฤตหรือวันที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ วันที่เป็นบวกจะหมายถึงการมีพลัง มีความอดทนเข้มแข็งทางกายภาพ มีความกระตือรือร้น กระฉับกระเฉงทางด้านอารมณ์ มีหัวสมองว่องไว คิดหาเหตุผล มีความคิดความอ่านแล่นปรู๊ดปร๊าดทางด้านปัญญา อันนี้ก็แล้วแต่บริบทของแต่ละคน ส่วนวันที่เป็นลบ เขาบอกว่าไม่ได้แปลตรงข้ามกับวันบวกและไม่ควรคิดว่าเป็นวันไม่ดีในวงจร แต่หมายถึงเป็นวันที่เรามีพลัง มีศักยภาพลดลงก็คือเป็นช่วงที่เราควรเติมพลังงาน พักผ่อนเพื่อสะสมพลังสำหรับวงจรช่วงใหม่ต่อไปในทั้งสามด้าน
- ส่วนของวันวิกฤตนั้นแปลได้ว่าเป็นวันเบี่ยงเบนและไม่มั่นคง ก็คือวันที่เราจะต่างไปจากความเป็นปกติทั้งในด้านนิสัยและการปฏิบัติ เช่นคนที่ปกติสุภาพ เรียบง่าย สบายๆก็อาจพบว่าวันที่กราฟอารมณ์เป็น 0 หรือวันวิกฤตเป็นวันที่จะหงุดหงิดง่ายขึ้นมาได้ เป็นต้น นั่นคือวันวิกฤตสำหรับกราฟแต่ละเส้น จะเป็นวันที่เราต้องมีสติ ควบคุมตัวเองให้มากกว่าวันบวกหรือลบ เพราะเป็นจุดในวงจรที่สภาวะของเราจะมีความไม่มั่นคงมากที่สุดในแต่ละช่วงของวงจรชีวิตนั่นเองค่ะ เพราะฉะนั้นหากเราดูกราฟไว้ล่วงหน้า เราจะได้ตั้งสติ รู้สภาพร่างกาย อารมณ์ หัวสมองของเราเอาไว้ก่อน หรือใครที่อยากย้อนดูวันที่ผ่านๆมาก็อาจจะทำความเข้าใจถึงข้อจำกัดและอุปสรรค อารมณ์ที่เราทำอะไรไม่ได้ดังใจได้ เพราะวงจรของเราอยู่ในสภาวะนั้นๆนั่นเอง ครั้งต่อๆไปเราจะได้เตรียมตัวให้เหมาะสมกับจังหวะชีวิตของเราเอง เพราะในตำราเขาบอกไว้ว่า คนที่รู้จังหวะตัวเองก็จะสามารถปรับตัวให้ทำอะไรได้สำเร็จ แม้ในวันที่เป็นลบหรือวันวิกฤตก็มีมาแล้ว
หากกราฟจังหวะชีวิตนี้จะเกิดประโยชน์อันใดกับใคร ก็ขอให้อานิสงค์นั้นจงช่วยปกปักรักษาชีวิตคนดีๆ ที่ยังจะทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองเราได้ เช่น คุณ anita และขอให้ช่วยให้ครอบครัวของผู้ที่ต้องสังเวยชีวิต เช่น ครูจูหลิงและ น้องบ๊วย เข้มแข็งและเชื่อมั่นศรัทธาในความดี อย่ายอมแพ้กับความไม่เป็นธรรมของชีวิตที่พานพบไปเสียก่อน
สวัสดีค่ะ
คุณพ่อทำgraphให้ตั้งแต่เด็กๆ
ดูมานาน สรุปคือ ในภาพรวมมีส่วนจริงค่ะ แต่ของคนอื่นไม่ทราบ
มันเป็นคล้ายๆวงจรชีวิตของเรา ของตัวเองจะค่อนข้างหวือหวาหน่อย เป็นคนกระตือรือล้นต่อชีวิต ชอบการเปลี่ยนแปลง หาเรื่องทำโน่นทำนี่ได้ตลอด เลยบางที ชีวิตบางช่วงดูสับสนไปไปหน่อยค่ะ
เป็นคนมีpassion อยากทำอะไร ต้องทำให้ได้ ยากแค่ไหนก็จะทำ ถ้าไม่อยากทำ คือไม่ทำเลย
ขอบคุณคุณโอ๋ค่ะ ที่เอาสิ่งดีๆ มาบอกต่อ สนใจเรื่องนี้มานานแล้ว เห็นด้วยกับคุณโอ๋ มันเป็นเสมือนการพยากรณ์ชีวิตล่วงหน้า
เคยใช้โปรแกรมนี้เมื่อปีทีแล้ว ดูเป็นประจำอยู่พักหนึ่ง ใช้ได้ทีเดียวค่ะ พอดีฟอร์แมตเครื่องใหม่ โปรแกรมเลยหายไป ดีจังเลย ได้คืนมาแล้ว
ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
สวัสดี ครับ
ขอบพระคุณมาก ครับ กับการแบ่งปัน สิ่ง ดี ดี
ตามมาอ่านค่ะ...น่าสนใจดีจริงๆ
ขอบคุณนะคะ
น่าสนใจค่ะ ไม่ลองไม่รู้ ขอพิสูจน์สักครั้งค่ะ
แล้วเราจะดู หรือรู้ได้อย่างไรว่าสถานการณ์ดีหรือไม่ดี อย่างไร
ตอบคุณนักรบ แสนสุข ที่ถามมาตั้ง 2 ปีที่แล้ว ป่านนี้คงไม่ได้กลับมาอ่านแล้ว แต่อยากตอบว่า สถานการณ์ดีหรือไม่ดีเราควบคุมไม่ได้ แต่กราฟจะทำให้เรารู้ตัวเองว่าอยู่ในสภาพไหนของช่วงวงจรของตัวเอง จะได้เผชิญทุกสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมเท่านั้นเองค่ะ
หนังสือเล่มนี้หาได้จากที่ไหน พอจะทราบไหมคะ