วันที่ ๑๒ ก.ย. ๕๑ วช. จัดการอภิปรายเรื่อง “นโยบายวิจัยสู่อนาคตของประเทศไทย” ในงาน Thailand Research Expo 2008 ๑๒ – ๑๖ ก.ย. ๒๕๕๑ ณ ศูนย์ประชุม บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ณ เซนทรัลเวิร์ล ราชประสงค์
ผู้จัดบอกว่า ต้องการให้อภิปรายในประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มการจัดนโยบาย และแนวทางการจัดการเชิงยุทธศาสตร์ของการวิจัยในระดับโลกของนานาประเทศ รวมถึงวิถีการลงทุนของรัฐบาล และองค์กรภาคเอกชน ทั้งในระดับประเทศ ระดับนานาชาติ และวิสาหกิจระดับโลก รวมถึงกลยุทธการจัดวางนโยบายการวิจัยที่ผ่านมา ทั้งในระดับของสถาบัน องค์กรเอกชน และภาครัฐ และการจัดวางนโยบายการวิจัยที่เป็นเครื่องชี้นำสู่อนาคตระยะยาวของประเทศไทย ที่สามารถนำไปขับเคลื่อนทิศทางการพัฒนาประเทศในมิติต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ
ผมได้รับเชิญเข้าร่วมอภิปราย จึงเตรียมตัวไปให้ความเห็นในประเด็นสำคัญคือ
∆ ทำให้การวิจัยเป็นวิชาชีพ (profession) ที่มีเกียรติ และเป็นที่เคารพ นับถือของสังคม ให้พ่อแม่ใฝ่ฝันอยากเห็นลูกเติบโตเล่าเรียนเป็นนักวิจัย โดยเชื่อว่าจะมีชีวิตที่มั่นคง
∆ ทำให้การลงทุนวิจัยจากภาษีอากรของประชาชน เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
∆ ทำให้คนทางด้านนโยบายของประเทศ ด้านดูแลเงินงบประมาณแผ่นดิน มองเงินวิจัยเป็นเงินลงทุนระยะยาว (Longterm Investment) ไม่ใช่มองเป็นรายจ่ายสูญเปล่า (Expense)
∆ มีการดึงดูดสมองระดับเลิศของสังคมจำนวนหนึ่งเข้าสู่วงการวิจัย : โรงเรียนเข้มวิชาการ ปริญญาตรีแบบ honors program, หลักสูตรปริญญาตรีควบเอก, คปก., ทุนนักวิจัยใหม่, เมธีวิจัย, เมธีวิจัยอาวุโส, เมธีวิจัยโลก
∆ ระบบการจัดการงานวิจัยของประเทศมีความซับซ้อน มีชีวิต และเกื้อกูล (synergy) กัน ไม่เป็นระบบอำนาจ แต่เป็นระบบปัญญา มีนักจัดการงานวิจัยมืออาชีพ/อาชีพนักจัดการงานวิจัย มีการจัดการความเชื่อมโยงกับระบบวิจัยของโลกอย่างชาญฉลาด ระบบนี้ต้องรวมระบบการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่เหมาะต่อบริบทไทย และระบบการตีพิมพ์เผยแพร่ที่เหมาะสมต่อยุค ICT
∆ มี R2R อยู่ในทุกหน่วยงาน และวิถีชีวิตผู้คนทุกหย่อมหญ้า
∆ การรณรงค์ต่อต้านโจรกรรมวิชาการ (plagiarism) โดยเฉพาะในรูปของการทำรายงานส่งครูโดยการตัดปะ และไม่ระบุว่าคัดลอกมาจากแหล่งใด ทำทีเสมือนว่าตนคิด/เขียนขึ้นเอง
แฟนๆ มีคำแนะนำให้ผมไปพูดเรื่องอะไรเพิ่มจากรายการข้างบนไหมครับ หรือควรลงรายละเอียดเรื่องใดบ้าง ขอขอบคุณในคำแนะนำล่วงหน้าครับ
วิจารณ์ พานิช
๑๔ ส.ค. ๕๑
ขอเสนอแนะความคิดเห็นค่ะ
อยากให้งานวิจัยเข้าถึงระดับรากหญ้า โดยเฉพาะเกษตรกรในชนบท ควรได้เป็นผู้ร่วมวิจัยไปกับนักวิชาการ เมื่อได้ผลแล้วเขาก็จะสามารถนำไปปรับใช้ได้เลยและต่อไปเขาก็สามารถเป็นนักวิจัยได้เองด้วย และในที่สุดเขาช่วยเหลือตนเองได้และ เขาเกษตรกรก็เป็นผู้ที่มีความเป็นอยู่ดีขึ้น จากกระบวนการวิจัยนั้นเอง
ผมเห็นด้วยในประเด็นแรกครับ
ทำให้การวิจัยเป็นวิชาชีพ (profession) เพราะในปัจจุบันนักวิจัยเป็นพลเมืองชั้นสอง ทั้งๆที่นักวิจัยได้ใช้ความรู้ความสามารถเต็มที่ในการสร้าง-ค้น-คว้า องค์ความรู้เพื่อขับเคลื่อนระบบต่างๆในสังคม
-------------------------------------------------------
และผมขอฝาก
ขอบคุณครับอาจารย์
มหิดล จะ วิจัย และ ใช้ประโยชน์ จากภูมิปัญญากับ สุขภาพ ได้เพียงใด
มีกี่เรื่อง ที่ รากหญ้าชุมชน ใช้ประโยชน์
มีเรื่องอะไร ที่เป็นความภูมิใจ ของ ชาวมหิดล ที่วิจัย ต่อยอด ภูมิปัญญา กับ สุขภาพ
เรามีอิสระ จากตะวันตก ในการกำหนดทิศทางการวิจัย แบบ มหิดล เพียงใด
เรียนอ.วิจารณ์ ค่ะ
เห็นด้วยครับอาจารย์
จากที่ได้สัมผัสมา พอพูดเรื่องวิจัยจะพากันหน้าเบ้ ร้องยี้ ยาก
ทำอย่างไรดีที่จะใช้วิธีการวิจัยลงไปสู่การปรับปรุง พัฒนางานประจำได้
ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มใหนๆ
ทำอย่างไรก็ได้ครับที่ผลงานวิจัยที่ออกมาแล้วเกิดประโยชน์ทั้งผู้วิจัยและคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะเท่าที่คนส่วนหนึ่งเห็นขณะนี้คือนักวิจัยได้ประโยชน์(ผลงานเพื่อเสนอขอเงินหรือตำแหน่งสูงขึ้น) ส่วนคนอื่นนั้นยังได้ประโยชน์ค่อนข้างน้อย งานวิจัยที่ออกมาก็ยังไม่นำไปเผยแพร่และใช้งานอย่างกว้างขวางนัก
ครับ เน้นตามคุณประถมครับ
อยากให้มุ่งเน้น Research Exploitation : RE
เพราะองค์ความรู้ด้านนี้เหมือนกับการถอดบทเรียนที่เราไม่ค่อยได้ทำ ดังนั้นงานวิจัยจึงทำซ้ำ เสียเวลาและงบประมาณ
การต่อยอดของเดิมเพื่อสร้างสิ่งใหม่ สำคัญและมีความจำเป็น
ขอบคุณครับ
เรียน อาจารย์ วิจารณ์
หนูมองว่า การปลูกฝังหรือสอนให้นักศึกษามีทัศนคติที่ดีต่อการทำวิจัยก็ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นค่ะ เพราะถ้านักศึกษาคนนั้นเขาเห็นคุณค่า และมีทัศนะคติที่ดีต่อการทำวิจัย ก็จะอยากทำงานวิจัยต่อไป เพราะส่วนใหญ่มองว่างานวิจัยเป็นเรื่องยาก ไม่มีเวลา
ประเด็นที่ทำให้การวิจัยเป็นวิชาชีพ (profession) ที่มีเกียรติ และเป็นที่เคารพ นับถือของสังคม มี R2R อยู่ในทุกหน่วยงาน น่าสนใจค่ะอาจารย์ ตลอดจนสนับสนุนให้นำผลงานวิจัยไปใช้ มองว่างานวิจัยส่วนน้อยที่นำไปใช้พัฒนาหรือต่อยอด งานส่วนใหญ่อยู่บนหิ้ง