ต้องมีสถาบันอุดมศึกษา และสาขาวิชา ร่วมกันเป็นเจ้าของ หรือเป็น “พระเอก นางเอก” สกอ./กกอ. เป็นกองเชียร์ หรือเป็นผู้ช่วยพระเอก/นางเอก สร้างระบบช่วยหนุน และให้ความชื่นชมในผลสำเร็จของการสร้างวัฒนธรรมคุณภาพ สกอ./กกอ. ต้องอย่าเข้าไปเป็นเจ้าของ TQF/NQF

TQF : HED

TQF : HED = Thai Qualification Framework for Higher Education

สกอ. จัดการประชุมเรื่องที่สำคัญยิ่งนี้ในช่วงวันหยุดยาวววว ของสงกรานต์   คือในวันที่ ๑๘ เม.ย. ๕๒   ชื่อของการประชุมยาวหน่อย การประชุมหารือ คณะกรรมการการอุดมศึกษา และคณะอนุกรรมการด้านมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่อง กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ 

ผมถือโอกาสใช้การประชุมเป็นห้องเรียนส่วนตัวของผม   วิธีเรียนของผมคือการตั้งคำถาม

·      เรื่องที่สำคัญยิ่งต่อบ้านเมือง ต่ออุดมศึกษาของประเทศ เช่นนี้   เรามีวิธีการจัดการที่ทรงประสิทธิผลหรือไม่   วิธีการที่เหมาะสม ได้ผลจริง ควรเป็นอย่างไร

·      จะทำให้ TQF เป็นทาสของคนในวงการอุดมศึกษา ไม่ใช่เป็นนาย ได้อย่างไร    เราต้องการให้ TQF เป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่อการทำงานในมหาวิทยาลัย ให้ผลิตบัณฑิตอย่างมีคุณภาพ  มีความยืดหยุ่นคล่องตัวในระบบ    ไม่ใช่ TQF เป็นภาระต่อการทำงาน    ทำอย่างไรจึงจะบรรลุเป้าหมายนี้   เป็นเรื่องท้าทายมาก   และเป็นการเปิดมิติใหม่ของการทำหน้าที่กำกับดูแลระบบ    มิติใหม่ที่ว่านี้ คือการทำหน้าที่ควบคุมกำกับแบบ empowerment ไม่ใช่แบบ command & control    และหวังใช้ TQF เป็นเครื่องมือ empower มหาวิทยาลัย/อาจารย์/นักศึกษา  

เมื่อจบการประชุม ผมได้คำตอบชัดเจนมาก   จากการนำเสนอผลการดำเนินการของสาขานำร่อง ๖ สาขา    ว่า สกอ. สามารถใช้ NQF/TQF (N = National) เป็น ผู้รับใช้ได้ใน ๓ รูปแบบเป็นอย่างน้อย

1.    สาขาที่มีการรวมตัวกันในสาขาเดียวกันอย่างเหนียวแน่นอยู่แล้ว  และกระบวนการคุณภาพค่อนข้างดีมากอยู่แล้ว   (เช่น สาขาพยาบาล)   กรอบ/หลัก คิดของ TQF/NQF จะช่วยเติมวิธีคิด/ทำ เกณฑ์คุณภาพอย่างเป็นระบบยิ่งขึ้น

2.    สาขาที่มีความหลากหลายมาก และยังไม่ค่อยรวมตัวกัน   กระบวนการ TQF/NQF จะช่วยส่งเสริมเชื่อมโยงให้สาขานั้นในต่างสถาบันเข้ามาทำงานพัฒนาคุณภาพร่วมกัน   รวมทั้งสร้างโอกาสให้องค์กรวิชาชีพ  และฝ่ายผู้ใช้บัณฑิตได้เข้ามาร่วมให้ความเห็น และให้ความร่วมมือในการฝึกทักษะของ นศ.   เราเห็นได้ชัดเจนว่า สถาบันการศึกษาต่างก็กระหายที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาของตน   เมื่อมีกลไก และหลักดำเนินการ ให้รวมตัวกัน ก็เกิดกระบวนการคุณภาพที่น่าชื่นใจมาก

3.    สาขาที่อาจอยู่ในฐานะที่ มีวิกฤตก็จะไม่ต้องตกอยู่ในฐานะ เอาหัวหมกทราย  จะมีโอกาสเผชิญความจริงและหาทางปรับตัวอย่างขนานใหญ่    

·      ผมตีความว่าเป้าหมายสำคัญของ TQF คือ (๑) คุณภาพ  (๒) internationalization  และ (๓) mobility ของ นศ.   คำถามก็คือ จะทำให้ TQF เป็นกลไกสู่เป้าหมายสำคัญทั้ง ๓ ได้อย่างไร   และเมื่อจบการประชุม ผมได้เป้าหมายข้อที่ ๔ ว่าคือ (๔) relevance ของผู้จบการศึกษา  

·      มีข้อท้าทายอะไรบ้าง ที่จะต้องฝ่าด่าน ในการบรรลุ TQF   ที่ผมรับฟังมา  ข้อท้าทายอย่างหนึ่งคือข้อกำหนดขององค์กรวิชาชีพบางองค์กร    เมื่อจบการประชุม ผม AAR ว่า ข้อท้าทายที่รุนแรงคือสาขาวิชาที่กำลังอยู่ระหว่างวิกฤติ identity  คือสาขาศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์   ซึ่งหากมองจากมุมของการทำงานเป็นครูในระบบการศึกษาไทย ดูจะต้องการ rethinking / redefinition   ซึ่งจะเป็นความเจ็บปวดของคนที่อยู่ในคณะศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์    ที่จะต้องเผชิญความจริง 

·      หัวใจของ TQF/NQF คือ ต้องมีสถาบันอุดมศึกษา และสาขาวิชา ร่วมกันเป็นเจ้าของ   หรือเป็น พระเอก นางเอก   สกอ./กกอ. เป็นกองเชียร์ หรือเป็นผู้ช่วยพระเอก/นางเอก   สร้างระบบช่วยหนุน และให้ความชื่นชมในผลสำเร็จของการสร้างวัฒนธรรมคุณภาพ    สกอ./กกอ. ต้องอย่าเข้าไปเป็นเจ้าของ TQF/NQF  

·      วัฒนธรรมคุณภาพที่เราพูดกัน ต้องเน้นวัดที่ outcome โดยที่เปิดความยืดหยุ่นใน process, support และ input ในระดับหนึ่ง 

ศ. ดร. สุจินต์ จินายน เป็นประธานอนุกรรมการที่คิดเรื่องนี้ มีการเตรียมการมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๕   ท่านให้ความเห็นกับผมว่า เรื่องคุณภาพที่เร่งด่วนสำหรับอุดมศึกษาไทยที่น่าจะจับดำเนินการคือ (๑) GE – General Education   (๒) ภาษา  (๓) Learning skills

ท่านรองเลขาฯ จิรณี บอกที่ประชุมว่า หัวใจคือการจัดการเรียนการสอน   ไม่ใช่อยู่ที่เอกสาร    

แต่ละวงการต่างก็มีวัฒนธรรมประจำวงการของตน   วงการอุดมศึกษาก็ต่างจากวงการสุขภาพ   ผมโชคดี (หรือร้ายก็ไม่ทราบ) ที่เป็น สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจึงมองว่า วิธีการที่ สกอ. น่าจะใช้ในเรื่องการขับเคลื่อน TQF คือวิธีการของ HA   คือเน้นการพัฒนาและรับรอง   เน้น empowerment มากกว่า การควบคุมสั่งการ   

เห็นได้ชัดเจนว่า หากใช้/จัดการ ขบวนการ TQF/NQF เป็น   สกอ. จะกลายเป็น เพื่อนผู้เห็นคุณค่าของวงการอุดมศึกษา    ที่ลุกขึ้นมาร่วมกันขับเคลื่อนขบวนการคุณภาพเอง   TQF/NQF ก็จะกลายเป็นการขับเคลื่อนวัฒนธรรมคุณภาพ ในวงการอุดมศึกษา   แต่ละสถาบันก็จะจัดระบบพัฒนาและประเมินคุณภาพภายใน   สกอ. เข้าไปช่วยสร้างระบบประเมินคุณภาพภายในให้เข้มแข็ง โดยใช้ TQF/NQF process   พร้อมเมื่อไรสถาบันก็แจ้ง สกอ. ว่าต้องการให้รับรอง TQF/NQF ทั้งสถาบันแล้วนะ   แล้ว สกอ. ก็จัดทีมตรวจเยี่ยมเพื่อให้การรับรอง   สถาบันที่ได้รับการรับรองก็จะได้ติดโลโก้ TQF/NQF ไม่เกินจำนวนปีที่ระบุ   เช่น TQF 2552 – 2555 แล้วต้องประเมินใหม่  

วิธีการจัดการระบบ TQF/NQF ให้ถูกจริตและท้าทายสถาบันอุดมศึกษานี้ น่าจะมีเคล็ดลับ/กุศโลบาย มากมาย   เช่นทำระบบบันได ๓ ขั้น   ระบบรับรองเพียงบางสาขา    ซึ่งโลโก้รับรองจะต้องต่างจากการรับรองทั้งสถาบัน

การประชุมวันนี้ ได้รับคำแนะนำมากมาย   ผมไม่ได้มีเป้าหมายเอามาบันทึกรายละเอียด   ต้องการเพียงเล่าขบวนการคุณภาพของอุดมศึกษา    ที่หากจัดการเป็น ก็จะสร้างคุณประโยชน์แก่ระบบอุดมศึกษาอย่างมากมาย    แต่ถ้าจัดการผิดพลาด ก็จะกลายเป็นยาขมสำหรับสถาบันอุดมศึกษาอีกขนานหนึ่ง

ผมกลับมา AAR ที่บ้านกับตัวเองว่า หัวใจของงานนี้อยู่ที่การกำหนด outcome indicators ของแต่ละสาขาวิชา    ที่มีทั้ง quantitative indicators และ qualitative indicators   ที่จะช่วยให้ peer evaluation ประเมินได้อย่างแม่นยำน่าเชื่อถือในระดับที่ยอมรับได้   เราหนีไม่พ้นที่จะต้องใช้ peer evaluation เป็น external evaluation เข้าไปยืนยันผลของ internal evaluation ของสถาบัน

ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ของผม    และไม่รับรองว่าเป็นความเห็นที่ถูกต้อง

วิจารณ์ พานิช

๑๘ เม.ย. ๕๒