ผมมีข้อสังเกต (กับตัวเอง) ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าระบบวิจัยของเราเน้นการลงทุนที่ต้นทาง คือการให้ทุนทำวิจัย ขาดความเอาใจใส่การลงทุนที่กลางทางและปลายทาง คือการจัดการผลงานวิจัยที่มีความสำคัญและแม่นยำ เอาไปใช้ประโยชน์ ให้สังคมได้รับประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ
เรายังขาดความเอาใจใส่ การลงทุนวิจัยที่จุดกลางทาง (Mid-stream Research Management) และที่ปลายทาง (Downstream Research Management) ในสถาบันอุดมศึกษา และสถาบันวิจัย ซึ่งถ้าเอาใจใส่ ประเทศของเราจะได้รับประโยชน์จากงานวิจัยเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย โดยที่การลงทุนก็ไม่มาก เมื่อเทียบกับผลที่ได้รับ
โครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ จึงน่าจะอาสาเข้ามาสร้างสรรค์ระบบการจัดการงานวิจัยที่กลางทาง และที่ปลายทาง นี้ ในส่วนที่เป็นการจัดการภายในมหาวิทยาลัย โดยใช้มหาวิทยาลัยที่ได้รับเลือกเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยเป็นมหาวิทยาลัยนำร่อง ในการพัฒนารูปแบบของการจัดการวิจัยที่กลางทาง และที่ปลายทาง เพื่อนำผลการวิจัย หรือความรู้ที่มีอยู่ภายในมหาวิทยาลัยไปใช้ประโยชน์
ทีมจัดการโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ที่ รศ. ดร. วันชัย ดีเอกนามกูล เป็นหัวหน้าคณะ น่าจะได้บรรจุเป้าหมายนี้ไว้ในโครงการ เพื่อจะได้มีผลลัพธ์และผลกระทบจากโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติอย่างเป็นรูปธรรมอีกชิ้นหนึ่ง ที่จะก่อผลดีระยะยาวให้แก่บ้านเมือง โดยที่วิธีจัดการให้เกิดรูปแบบการจัดการที่ดีก็ไม่ยาก คือใช้เครื่องมือ KM ลปรร. วิธีการที่เป็น best practice ที่มหาวิทยาลัยเหล่านี้มีอยู่แล้ว และอาจเชิญผู้มีประสบการณ์จากหน่วยงานแหล่งทุน เช่น สกว. มาร่วม ลปรร. ด้วยก็ได้
หัวใจของการจัดการการลงทุนเพื่อนำผลการวิจัย/ความรู้ ไปใช้ประโยชน์ คือต้องคิดจากมุมของ “ผู้ใช้” ไม่ใช่คิดจากมุมของนักวิจัย/นักวิชาการ และต้องมีการจัดกระบวนการให้ “ผู้ใช้” เข้ามาเป็นเจ้าของ (หรือร่วมเป็นเจ้าของ) กิจการนั้น นี่คือเคล็ดลับของ Translational Research
มหาวิทยาลัยวิจัยของชาติ ต้องมีทักษะในการจัดการงานวิจัยของตน ในหลากหลายมิติ เพื่อให้สามารถทำหน้าที่รับใช้สังคมในฐานะมหาวิทยาลัยวิจัยได้อย่างแท้จริง คือมีทั้งทักษะในการจัดการ Creational/Discovery Research และ Translational Research ซึ่งต้องการการจัดการต่างรูปแบบกัน และนักวิจัยอาจเป็นคนละชุดกัน
Output ของโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยของชาติต้องหลากหลาย ตัวกระบวนการก็ต้องหลากหลาย มิฉนั้นโครงการนี้จะก่อผลไม่คุ้มค่าเงิน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท
วิจารณ์ พานิช
๒๒ มิ.ย. ๕๒