ตั้งแต่โบราณ มีความรู้มากมายที่พยายามอธิบายพฤติกรรมของคน เอ็นเนียแกรมก็เป็นความรู้โบราณอย่างหนึ่งที่ได้รับการค้นพบและพัฒนาขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ช่วงปี 1970 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน จนเป็นองค์ความรู้ที่อธิบายคนเราได้อย่างแม่นยำ มีการศึกษาและประยุกต์ใช้ในประเทศต่างๆ ทั้งในอเมริกา ยุโรป เอเชีย รวมทั้งประเทศไทยของเรา ครอบคลุมในด้านต่างๆ เช่น การทำงานเป็นทีม การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร Coaching การสร้างทีม ภาวะผู้นำ การจัดการความขัดแย้ง การสื่อสาร การศึกษา การเจรจาต่อรองกันทางกฎหมาย การเลี้ยงลูก การเป็นพ่อแม่ที่ดี การสร้างบทภาพยนต์ การสร้างตัวละคอน การพัฒนาจิตวิญญาณ ฯลฯ
ไม่น่าเชื่อว่า จะมีความรู้ใดที่ครอบคลุมปริมณฑลของชีวิตอย่างรอบด้านเช่นนี้ หลักฐานอย่างหนึ่งคือ จำนวนหนังสือเกี่ยวกับเอ็นเนียแกรม (ภาษาอังกฤษ) ที่มีมากกว่า 70 เล่มแล้ว และแปลมาเป็นภาษาไทยเอง 9 เล่มแล้ว (ลองค้นชื่อหนังสือด้วยคำว่า enneagram ใน amazon.com )
เอ็นเนียแกรมคืออะไร
เอ็นเนียแกรม เป็นคำจากภาษากรีก 2 คำ เอ็นเนีย (ennea) แปลว่า เก้า ส่วน แกรม (gram) แปลว่า จุด ดังนั้น ความหมายตามตัวอักษรคือ รูปที่มีเก้าจุด โดยที่แต่ละจุดมี่หมายเลขกำกับตั้งแต่เลขหนึ่งไปถึงเลขเก้า แต่ละจุดแสดงถึงบุคลิกภาพของคนแต่ละแบบ ความรู้นี้จึงบอกว่า มีคนอยู่เก้าประเภทใหญ่ (แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก)

สัญลักษณ์เอ็นเนียแกรม
เอ็นเนียแกรมแตกต่างจากทฤษฎีบุคลิกภาพอื่นๆ อย่างไร <p> ความโดดเด่นของเอ็นเนียแกรมจนทำให้ศาสตร์นี้นำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวางอยู่ที่การอธิบายคนโดยมองจากส่วนลึกของตัวตนคนแต่ละแบบ เช่น แรงจูงใจภายใน การมองโลก กรอบความคิด ความเชื่อ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นที่มาของพฤติกรรมต่างๆ ของคนที่ปรากฎออกมาทั้งในการทำงาน ความสัมพันธ์ ลักษณะการสื่อสารทั้งสไตล์การพูดและภาษากาย เรื่องที่มักทำให้โกรธหรือเกิดความขัดแย้งกับผู้อื่น ภาวะผู้นำ การทำงานเป็นทีม การตัดสินใจ ฯลฯ</p>
คำแนะนำในการอ่านบล๊อคนี้
สำหรับคนจำนวนมาก การรู้จักเอ็นเนียแกรมเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่โลกภายในของตนครั้งสำคัญ เราจะมีประสบการณ์เช่นนี้ด้วย ถ้าเราอ่านเอ็นเนียแกรมเพื่อจะค้นหาตัวเองด้วยทัศนคติแบบนักมานุษยวิทยา
นักมานุษยวิทยาคือ ผู้ที่ทำการสำรวจ ค้นคว้าและค้นหาความจริงของสิ่งที่ศึกษา ขณะที่อ่านบันทึกเหล่านี้ ขอให้คุณลดอีโก ถอดหัวโขน เทชาในถ้วยทิ้งเสียบ้าง เพื่อที่คุณจะได้เปิดใจ สำรวจและทบทวนตัวเองว่า คุณน่าจะเป็นคนสไตล์เอ็นเนียแกรมใด
แน่นอนว่า เรามีส่วนผสมของหลายๆ สไตล์อยู่ในตัว ซึ่งเป็นเรื่องดีเพราะหมายความว่า ตัวเรามีความหลากหลายและความยืดหยุ่น
แต่ถ้าเราสำรวจตัวเองให้ดี ก็จะพบว่า จะมีสไตล์หนึ่งที่คุณมักเป็นอยู่แทบจะทุกวัน โดยเฉพาะในยามเครียด ขอให้ค้นให้ได้ว่า สไตล์หลักของคุณคือสไตล์ใด
นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่คุณจะมองเห็นคุกที่คุณขังตัวเองไว้ ถ้าคุณต้องการและมีแรงจูงใจมากพอ คุณก็จะสามารถแหกคุกนี้ไปสู่อิสรภาพที่แท้จริง เมื่อนั้น คุณจึงจะสามารถปลูกฝังจุดแข็งของคนทุกสไตล์ไว้ในตัวคุณเองเพื่อหยิบใช้ได้เมื่อต้องการ
อย่าลืมสำรวจ และค้นหาสไตล์เอ็นเนียแกรมของตัวเองขณะที่อ่านบันทึกเหล่านี้
ขอให้คุณใชคดี
เริ่มต้นด้วยฉายาของคนแต่ละสไตล์
เราเรียกสไตล์เอ็นเนียแกรมด้วยตัวเลขตั้งแต่หนึ่งถึงเก้า แต่เพื่อสื่อความหมาย นักเขียนและครูเอ็นเนียแกรมหลายคนจึงตั้งชื่อหรือฉายาให้กับแต่ละสไตล์เพื่อให้จำได้ง่าย
แต่ละคนก็อาจตั้งชื่อแตกต่างจากคนอื่น ดังนั้น แต่ละสไตล์เอ็นเนียแกรมจึงอาจมีหลายฉายา
รูปด้านล่างนี้แสดงฉายาต่างๆ ที่มักใช้กัน ลองอ่านแล้วนึกภาพ แล้วนึกถึงตัวเองว่า คุณน่าจะตรงกับฉายาของสไตล์ไหน
คนที่รู้จักตัวเองเป็นอย่างดีหลายคน สามารถค้นหาสไตล์เอ็นเนียแกรมได้ทันทีจากฉายาเหล่านี้
(จากหนังสือปั้นคนให้เก่งคน เล่มหนึ่ง)

</font></strong><h5 align="center">สำรวจแรงจูงใจลึกๆ ของคุณ</h5><h5 align="center">
"มองคนด้วยมุมใหม่ เปลี่ยนใจให้เป็นสุข - เอ็นเนียแกรม คนเก้าแบบ" </h5><p style="text-align: center">
</p>
แปลมาจาก The Enneagram Made Easy สรุปแรงจูงใจ และตัวอย่างคติพจน์ของคนทั้งเก้าแบบตามเอ็นเนียแกรมไว้ดังนี้
</strong></font><h1 style="margin: 0pt" class="MsoNormal" align="center">แรงจูงใจ และคติพจน์ของคนทั้งเก้าสไตล์ <hr><p style="margin: 0pt" class="MsoNormal" align="center"></p> <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal" align="center">คนสไตล์หนึ่ง เพอร์เฟคชั่นนิสต์</p> <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal" align="center">ต้องการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง ต้องการปรับปรุงตนเองและสิ่งต่างๆ รอบตัว</p> <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal" align="center"> “ ฉันอาจบกพร่องบ้าง แต่รับรองได้ว่า ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย“ <hr></p> <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal" align="center"></p> <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal" align="center"></p> <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal" align="center"></p> <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal" align="center">คนสไตล์สอง ผู้ช่วยเหลือ</p> <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal" align="center">ต้องการเป็นที่รัก มีคนเห็นคุณค่า และแสดงความรู้สึกดีๆ ต่อผู้อื่น </p> <p align="center"> “เราเกิดมาเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น แต่ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ผู้อื่นนั้นเกิดมาทำไม” <hr></p> <p align="center">คนสไตล์สาม ผู้ใฝ่สำเร็จ</p> <p align="center">ต้องการสร้างผลงาน ความสำเร็จ และหลีกเลี่ยงความล้มเหลว</p> <p align="center"> “ไม่มีอะไรจะสนุกยิ่งไปกว่าการทำงาน” </p>
คนสไตล์สี่ คนโรแมนติค
ต้องการสัมผัสความรู้สึกของตัวเอง ต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจ ค้นหาความหมายของชีวิตและหลีกเลี่ยงความสามัญธรรมดา
“ฉันทนได้เกือบทุกเรื่อง แต่แทบจะทนไม่ได้ถ้าวันๆ ผ่านไปอย่างจำเจ”
คนสไตล์ห้า ผู้สังเกตการณ์
ต้องการที่จะรู้และเข้าใจสิ่งต่างๆ มีความเพียงพอในตัวเอง และไม่ทำตัวให้ดูเหมือนคนโง่
“แค่คอยมองดู คุณก็สามารถสังเกตเห็นสิ่งต่างๆ มากมาย”
คนสไตล์หก นักปุจฉา
ต้องการความมั่นคง บางคนอาจแสดงท่าทางกลัวและมองหาการยอมรับ แต่บางคนอาจเดินหน้าเข้าชนสิ่งที่ทำให้กลัว
“ ฉันตั้งใจว่าจะกลัวเพียงวันละครั้งก็พอ”
คนสไตล์ห้า นักผจญภัย
ต้องการหาความสุข คิดแผนทำเรื่องสนุกๆ สร้างสิ่งดีๆ ให้กับโลกและหลีกเลี่ยงเรื่องเจ็บปวดทุกข์ใจ
“คุณเกิดมาครั้งเดียว แต่ถ้าใช้ชีวิตให้เป็น ครั้งเดียวก็เกินพอ”
คนสไตล์แปด ผู้ปกป้องสิทธิ์
พึ่งตัวเอง แสดงความเข้มแข็งและหลีกเลี่ยงความรู้สึกอ่อนแอหรือต้องขึ้นอยู่กับผู้อื่น
“ถ้ายังโกรธอยู่ก็อย่านอน สู้กับมันให้หายข้องใจ”
คนสไตล์เก้า ผู้ประสานไมตรี
รักษาความปรองดอง กลมกลืนไปกับผู้อื่นและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
“ฉันชอบผัดหลายวัน ประกันหลายพรุ่ง”<div align="center"><hr></div>
จินตนาการว่าถ้าคุณเป็นครู อาจารย์ คุณเป็นครูแบบไหน เพื่อค้นหาสไตล์ของคุณ
</span></em></strong></font></span></h1><h2>ครูเก้าแบบตามเอ็นเนียแกรม </h2><p>บุคลิกภาพตามความรู้เอ็นเนียแกรมแสดงตัวออกมาในบทบาทต่างๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงาน ในครอบครัว การเลี้ยงดู ในการเรียนการสอน สไตล์เอ็นเนียแกรมก็แสดงออกมาเป็นฉายาของครูแบบต่างๆ </p>
ประโยชน์และจุดประสงค์อันดับแรกของการเรียนรู้เอ็นเนียแกรมคือ เข้าใจและพัฒนาตนเอง อันดับที่สองคือ เข้าใจและปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ศาสตร์นี้คือ พยายามสังเกต และค้นหาให้ได้ว่า เราเป็นคนสไตล์เอ็นเนียแกรมไหน
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเราเป็นครู เราจะเป็นครูสไตล์ไหนดังต่อไปนี้ แล้วคุณอาจมองเห็นตัวเองได้ชัดขึ้น หรือนึกถึงคุณครูที่เคยสอนเรามาเทียบกับคำบรรยาย ก็จะช่วยให้เข้าใจคนแต่ละสไตล์ได้มากขึ้น
คุณครูระเบียบ (สไตล์หนึ่ง)
ทุกคนน่าจะเคยเรียนกับคุณครูระเบียบมาแล้วในชีวิตจริง นี่คือครูที่เน้นความสำคัญในเรื่องระเบียบวินัย กฎเกณฑ์ ความเรียบร้อย ฯลฯ แน่นอนว่า ครูทุกคนย่อมต้องการปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ให้กับนักเรียนหรือลูกศิษย์ แต่คุณครูระเบียบจะนึกถึงสิ่งเหล่านี้ทุกลมหายใจ จนเป็นที่มาของฉายานี้
นี่คือครูที่ดูดุ เคร่งเครียด ขบกรามและเม้มปากอยู่เสมอๆ บรรยากาศในห้องเรียนของคุณครูสไตล์นี้ก็จะเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดตามบุคลิกของครู
<p>คุณครูผู้ใจดี (สไตล์สอง)</p>
นี่อาจจะเป็นครูในฝันของนักเรียนหลายคน คุณครูผู้ใจดีจะแสดงความรัก ความอบอุ่น และให้ความใส่ใจกับนักเรียนเป็นรายบุคคล ตรงข้ามกับครูระเบียบ ครูสไตล์สองจะเข้าใจในปัญหาและความแตกต่างของเด็กนักเรียนแต่ละคน กฎเกณฑ์ต่างๆ จึงอาจต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับเด็กแต่ละคน
สิ่งที่ครูสไตล์นี้เน้นคือ การปลูกฝังให้เด็กเป็นคนมีน้ำใจ และส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ศักยภาพในตัวของตนเอง มากกว่าจะเน้นเรื่องการทำตามระเบียบ
<p>คุณครูคนเก่ง (สไตล์สาม)</p>
นี่คือครูที่เน้นความเป็นเลิศในหลายๆ ด้าน เช่น การเรียน กิจกรรม การกล้าแสดงออก การเข้าสังคม ฯลฯ ดังนั้น ห้องเรียนของคุณครูแบบนี้จึงค่อนข้างเต็มไปด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการกระทำ เป้าหมาย และความสำเร็จ จนนักเรียนอาจหมดเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปตามๆ กัน
ครูสไตล์นี้มีความสามารถในการสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนไปสู่เป้าหมายในอนาคต จึงเป็นแบบอย่างของนักเรียนหลายๆ คนในเรื่องนี้
<p>คุณครูหัวใจติสต์ (สไตล์สี่)</p>
ครูหัวใจศิลปินหรือติสต์นี้ ไม่จำเป็นต้องสอนศิลป หรือดนตรีเสมอไป คนแต่ละคนจะเป็นสไตล์เอ็นเนียแกรมไหน ก็ไม่เกี่ยวกับการศึกษา วิชาชีพ การเลี้ยงดู ฯลฯ
ครูสไตล์นี้ให้ความสำคัญกับความเป็นตัวของตัวเองของนักเรียน และเการกล้าที่จะแสดงออกถึงความคิด อารมณ์ และความรู้สึกออกมา เหมือนอย่างที่ฉายาบ่งบอก อารมณ์ความรู้สึกซึ่งเป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่ครูหัวใจติสต์ให้ความสำคัญมากกว่าเรื่องระเบียบกฎเกณฑ์ทั่วๆ ไป
คุณครูนักวิชาการ (สไตล์ห้า)
สำหรับครูนักวิชาการ ความรู้ ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่เขาต้องการปลูกฝังให้กับนักเรียน ครูสไตล์นี้เชื่อในคำกล่าวที่ว่า "ความรู้คืออำนาจ" และ เหตุผลอยู่เหนือความรู้สึก
คงจะนึกภาพบรรยากาศในห้องเรียนของครูสไตล์นี้ออก คือเต็มไปด้วยการใช้ความคิด ตรรกะ เหตุผล ครูสไตล์นี้จะให้อิสระทางความคิด และเน้นการให้นักเรียนรู้จักคิดเอง มองสิ่งต่างๆ ในภาพรวม มากกว่าจะให้ท่องจำตามตำรา
</font></span></span></span></span></font></span></span></span></span></font></span></span></span></span><p>คุณครูผู้รอบคอบ (สไตล์หก)</p>
ลักษณะที่เด่นของครูสไตล์นี้คือ ความรอบคอบระมัดระวังอย่างมาก เมื่อจะทำอะไร ครูหรือคนสไตล์นี้จะคิดแล้วคิดอีกถึงผลดีผลเสียที่จะตามมา เพื่อที่จะหาคำตอบที่เสี่ยงน้อยที่สุด
การเป็นคนช่างคิดนี้ก่อให้เกิดคำถามมากมายตามมา ครูสไตล์นี้จึงชอบตั้งคำถามที่เกิดจากความสงสัยในใจของตนอย่างมาก และส่วนใหญ่ของคำถามจะเกิดจากความกังวลหรือความระมัดระวังอย่างมาก
<p>คุณครูผู้ร่าเริง (สไตล์เจ็ด)</p>
นี่คือครูที่เด็กๆ จะบอกว่า เรียนสนุก ลุกนั่งสบาย ห้องเรียนของครูคนนี้จะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ มุขขำๆ จนแทบจะไม่มีใครนั่งหลับลงได้ ครูผู้ร่าเริงนี้คือ คนที่มองโลกในแง่ดีมากที่สุดเมื่อเทียบกับสไตล์อื่นๆ
ครูผู้ร่าเริงจะเต็มไปด้วยจินตนาการและวิธีการสอนที่สนุกสนานเร้าใจกับนักเรียน นอกจากความเป็นครูแล้ว ครูสไตล์นี้ยังให้ความเป็นเพื่อนกับทุกคนด้วย
<p>คุณครูจอมพลัง (สไตล์แปด)</p>
เทียบกับครูสไตล์อื่นๆ แล้ว คุณครูสไตล์นี้ดูเหมือนจะมีพลังมากกว่าจนไม่รู้ว่า เอาพลังมาจากไหนมากมาย บางท่านอาจแสดงพลังเหล่านี้ออกมามากไปจนอาจถูกมองเป็น ครูจอมโหด
พูดถึงความดุ เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ครูระเบียบยังเป็นรองหลายขุม ตัวอย่างเช่น ครูระเบียบอาจจะดุกับนักเรียนหรือเพื่อนครูเท่านนั้น แต่ถ้าเป็นครูจอมพลังจะไม่สนเลยว่า อีกฝ่ายจะเป็นหัวหน้าฝ่าย หรือแม้กระทั่งผ.อ. ถ้าเขารู้สึกขึ้นมาว่า เกิดเรื่องไม่เป็นธรรมขึ้นมา จะรู้สึกจี๊ดขึ้น และต้องเข้าไปจัดการ
<p>คุณครูมือประสานไมตรี (สไตล์เก้า)</p>
ครูสไตล์นี้มีความใจดีพอๆ กับคุณครูผู้อารี ใครมาคุยด้วยก็ได้รับความสบายอกสบายใจกลับไป เพราะเขารับฟังอย่างสงบ และไม่ตัดสินใคร ฉายามือประสานไมตรีบ่งบอกถึงความเป็นมิตร และเป็นคนง่ายๆ กับทุกคน
นี่คือครูที่อาจได้ฉายาว่า มิสเตอร์หรือมิสเยส คือมักปฏิเสธคนไม่เป็น คำพูดติดปากคือ ไม่เป็นไร เรายังไงก็ได้ หยวนๆ
จากตัวอย่างคนแต่ละสไตล์เมื่อมาเป็นครูข้างต้น เราก็จะเห็นว่า แต่ละสไตล์ก็จะมีสไตล์การสอนแตกต่างกันไป ซึ่งก็มีทั้งข้อดี และข้อเสียปะปนอยู่บ้างแตกต่างกันไปตามสถานการณ์
และเมื่อเราพิจารณาเด็กนักเรียน หรือนักศึกษาในห้องเรียน พวกเขาเรานั้นก็จะมีสไตล์เอ็นเนียแกรมแตกต่างกันไปเช่นกัน วิธีการเรียนรู้ของนักเรียนก็มักเป็นไปตามสไตล์เอ็นเนียแกรมของแต่ละคน ซึ่งก็อาจตอบสนองสไตล์การสอนของครูแต่ละแบบได้ดีบ้างไม่ดีบ้างแตกต่างกันอีกเช่นกัน
ผมใช้ตัวอย่างจากการเรียนการสอนมาอธิบายความแตกต่างของคนตามความรู้เอ็นเนียแกรม ในการทำงานก็เช่นกัน ความแตกต่างทางบุคลิกเหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งของความไม่เข้าใจ ไม่ลงรอยหรือความขัดแย้งในที่ทำงานที่พบเห็นได้ทุกที่ ความรู้เอ็นเนียแกรมมีประโยชน์ตรงที่สามารถลดปัญหาเหล่านี้อย่างได้ผลการค้นหาสไตล์เอ็นเนียแกรมของตนสำหรับหลายคน อาจเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลามากเหมือนกัน เพราะสิ่งที่เป็นปัจจัยตัดสินไม่ใช่ลักษณะภายนอกเท่านั้น ดังนั้น ขอให้ค้นคว้าอ่านหนังสือเพิ่มเติม หรือถ้ามีโอกาส ก็เข้าสัมมนา
</font></span></span></span></span></span></span></span></span></font></span></span></span></span></span></span></span></span></strong></font>
ได้มีโอกาสอ่านหนังสืออาจารย์เกือบทุกเล่ม และเขียนบทความเกี่ยวกับ enneagram ให้ TPA writer อยากให้อาจารย์ช่วยให่คำแนะนำด้วยค่ะ บทความศาสตร์แห่งการเข้าใจตนเองและเรียนรู้ผู้อื่น
ได้มีโอกาสอ่านหนังสืออาจารย์เกือบทุกเล่ม และเขียนบทความเกี่ยวกับ enneagram ให้ TPA writer อยากให้อาจารย์ช่วยให่คำแนะนำด้วยค่ะ บทความศาสตร์แห่งการเข้าใจตนเองและเรียนรู้ผู้อื่น