ได้ฤกษ์พาพี่บุญญฤทธิ์ พร้อมครอบครัวตะลุยเมืองปายแล้ว ปกติการนำเที่ยวของผม ไม่ค่อยได้วางแผนเส้นทางมากมายเท่าครั้งนี้ เพราะตามตารางเที่ยวสามารถวนไปได้ครบทุกสถานที่ แต่ ครั้งนี้ต้องวางแผนให้ดี นอกจากเราจะฝ่ามหาชนชาวสยาม (ฝรั่งหายไปหมดเพราะคนเยอะ) ที่มาเที่ยวแล้ว เราต้องหาสถานที่จิบกาแฟ ในบรรยากาศโรแมนติค มาถึงเรื่อง “กาแฟ” ยามเช้า  ผมค่อนข้างให้ความสำคัญครับ ผมมองว่า บรรยากาศที่สวยงาม หากได้กาแฟสดที่หอมกรุ่นเข้ม เท่านั้นเช้าของเราก็เป็นสวรรค์ในพริบตา ไม่รู้ว่าผมตั้งเงื่อนไขเองหรือเปล่านะครับ แต่ผมก็ชอบแสวงหาความสุขแบบนี้ครับ...

นัดเช้าไก่โห่ (สำหรับบ้านนอก) เจ็ดโมงเช้าออกจากบ้าน เพื่อไปหาที่จิบกาแฟ พี่บุญญฤทธิ์ ขับรถวนมารับผมที่บ้าน ก่อนที่จุดหมายของเราจะตรงไปที่ “สะพานประวัติศาสตร์” ที่บ้านท่าปาย ...จากบ้านผมไปยังสะพานระยะทางประมาณ ๒ กิโล เช้านี้รถยังว่างพอที่จะไปถึงที่หมายด้วยเวลาไม่นานนัก แต่ผู้คนที่สะพานมากกว่าที่เราคาดไว้ เพราะส่วนหนึ่งพักนอนกางเต้นท์ที่ด้านล่างสะพานริมน้ำนั่นเอง ...ละลานตาไปหมด

 

เต้นท์ใต้สะพาน

 

ยามเช้า ตะวันยังขี้เกียจตื่น

 

เราละไมกับเวลาเช้าที่สะพานนานพอสมควร(รอคอยแสงสวยๆไปด้วย)  อย่างน้อยบรรยากาศยามเช้ามองไปด้านขวาที่เป็นทุ่งนาหมอกกำลังสวย ด้านหน้าเป็นคุ้งน้ำที่ตีโค้ง ที่มีฉากหลังเป็นภูเขา แม้ว่าแสงยังไม่มา ก็ยังสวยน่าประทับใจ หนูน้อยตัวเล็ก ด.ญ. พีม ซุกซนดี เธอมีเรี่ยวแรงพลังงานที่เหลือเฟือเสียงแจ้วๆ ที่คอยสอบถามเรื่องราวสงสัย และทำให้ทริปนี้ไม่เคยเหงา...

จากจุดนี้ตั้งใจจะพาเด็กๆไปดูช้างที่แค้มป์ช้างของญาติที่บ้านโป่งร้อน แต่ว่าช้างสองสามเชือกไม่อยู่ซะแล้ว สงสัยงานเข้า ช่วงนี้นักท่องเที่ยวเยอะ ..พี่ช้างก็เหนื่อยบ้างตามไฮซีซั่น เราขับรถเลยไปยัง “บ้านต้นไม้” ที่นี่เพื่อนผมแนะนำนว่า หากอยากจิบกาแฟในบรรยากาศสวยๆ คนไม่พลุกพล่านมากนัก ก็ให้มาที่นี่ เราคงสู้รบกับคนมากมายที่คอฟฟี่อินเลิฟ และร้านกาแฟที่อื่นได้...

 

 
ภาพนี้แสงเริ่มมาให้เห็น วิวก็กระจ่างขึ้น
 
ครอบครัว ...อบอุ่น
 
 
 
คุณพ่อช่างกล้อง...
 
พ่อ แม่ ลูก - ลูก
 
แสงมาแล้ว...แสงใสๆภาพสวยๆ
 
ฉากหลังที่มืด - - ทำเทคนิค HDR เล็กน้อย
 
วิวตรง บ้านต้นไม้ ริมฝั่งปาย
 
บ้านต้นไม้
สะพานไม้เล็กๆที่บ้านต้นไม้กับครอบครัวน่ารัก..
 
 

ที่บ้านต้นไม้...ผมชอบตรงไอเดียการสร้างบ้านบนต้นไม้ ชอบโลเกชั่นหลายจุดที่เล่นระดับจากดอยลงไปสู่น้ำปาย จุดพักที่เป็นร้านกาแฟ แวะนั่งจิบกาแฟก็เห็นวิวน้ำปายสวยเลยครับ เช้าๆแบบนี้ หมอกอ้อยอิ่งกับสายน้ำ ดูสดชื่นดี ที่นี่เรารับอาหารเช้าไปด้วยเลย เป็นอาหารเช้าแบบ ด่วนที่สุด คือ ABF. และ ข้าวต้มสำหรับเด็กๆ...

อิ่มหนำและถ่ายรูปได้ทุกมุมไม่ซ้ำแล้ว เราเดินทางต่อไปยัง “วัดพระธาตุแม่เย็น”  ปกติที่นี่ ผมแนะนำไปช่วงเช้า และเย็น หากไปในช่วงเช้า เราก็ได้ชมทัศนียภาพเมืองปายในสายหมอก หากไปช่วงพระอาทิตย์ตกดินเราก็ได้ชม บรรยากาศปายยามสนธยา...เด็กๆวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานพร้อมกับเเย่งกันตีระฆัง ดังกังวานทั่วดอย

 

 ภาพของเด็กน้อยซุกซนบนดอย..

ชมภาพเด็กซนทั้งสองแบบเต็มๆได้จาก  http://picstation.multiply.com/photos/album/61/61#

จากวัดเราค่อยๆขับรถลงดอยสูง กะว่าจะผ่านตัวเมืองปายแต่รถดูแน่นเหลือเกิน เลยตัดสินใจพาพี่ขับรถเลาะถนนเส้นเลียบน้ำปายและภูเขาทางทิศตะวันออก เส้นนี้มุ่งตรงไปยัง “บ้านเวียงเหนือ” หมู่บ้านเก่าแก่ในประวัติศาสตร์เมืองปายอีกจุดหนึ่ง ที่พอที่จะสืบสานตำนานดีๆให้คนรุ่นหลังฟังได้..สายนี้จะว่าไปก็เป็นถนนเส้นที่สวยครับ เรามามารถมองเห็นทิวทัศน์ปายได้ ตลอดทางเลยทีเดียว เราขับรถทะลุมายัง “สนามบินปาย”  ที่ยังมีเครื่องบินสายการบินนกแอร์ บินลงมากกว่าวันละสามเที่ยวบิน ช่วงนี้เรียกว่าจองกันไม่ได้เลยหละครับ สนนราคาค่าเครื่องประมาณ ๑,๔๐๐ บาท ต่อที่นั่ง กับเครื่องใบพัดขนาดเล็ก ชมวิวตลอดทาง

 

ผู้คนมากมาย ...หลั่งไหลไปปาย
 
 
 
ก้อนหินขนาดใหญ่ที่สันติชล
 
 
 

 สาวน้อยแสนซนที่ผมชักหลงรักแล้วสิครับ

 

 

รถเราขับเลยมายัง “ค่ายทหาร ร ๗ พัน ๕”  ตีอ้อมเส้นทางสายนอกตรงไปยัง “บ้านสันติชลและบ้านลีซู”  ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นไฮไลต์ของการท่องเที่ยวปายอีกจุดหนึ่ง ...ตามคาดครับ ที่นี่คลื่นมหาชนมากมาย ถ่ายรูปก็มีแต่ ผู้คน...แต่เราก็แทรกเข้าไปถ่ายรูป และจิบชาได้ครับ..จากบ้านจีนเราตรงลงมาที่ “วัดน้ำฮู” วัดที่มีเรื่องราวตำนานของพระนางสุพรรณกัลยา พระพี่นางในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  รวมถึงพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ "หลวงพ่ออุ่นเมือง" ที่มีน้ำไหลซึมออกจากพระเศียร ...แต่เราเข้าไปไม่ได้ครับ รถไม่มีที่จอด และผู้คนก็มากมายเหมือนสถานที่อื่นๆ...ที่ผ่านมา

ผมตัดสินใจใช้ทางอ้อมเลี่ยงเมืองปาย เพื่อเดินทางไปทานอาหารกลางวันคาดว่าเข้าในเมืองไม่ได้แน่ๆ แต่พอถึงทางร่วมทางแยกก็เป็นดังคาดครับ รถติดบริเวณใกล้ร้านกาแฟคอฟฟี่อินเลิฟ ส่งผลให้รถติดยาวเหยียดกว่าสามกิโลเมตร อาศัยความเป็นเจ้าถิ่นเลยพาพี่วิ่งรถแยกเข้าทางลัดเพื่อตรงไปร้านอาหาร..

เราไปถึงร้านอาหาร ก็ว่างคนพอดี และได้สั่ง อาหารเมนูยากๆ เช่น กระเพราไข่ดาว ข้าวไข่เจียว ทานกันก่อน ก่อนที่จะเดินทางกลับเชียงใหม่ ที่ร้านอาหารนี้ติดถนน เราสังเกตเห็นว่ารถติดกันเป็นแถวยาวมาก พี่ชายคนหนึ่งบอกว่า รถติดมากว่า ๓๐ กิโลเมตร!!!..ผมลองคำนวญดูว่า แล้วเราจะไปถึงเชียงใหม่กันสักกี่โมงกันนะ...???

ความจริงพี่บุญญฤทธิ์ อยากไปนอนกางเต้นท์ที่ “วนอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง” แต่ก็มีมติเอกฉันท์ในรถว่า อากาศน่าจะหนาวมากและที่สำคัญคนเยอะ มีเด็กน้อยๆด้วย คงลำบากกันพอสมควร ตัดสินใจแค่ไปแวะและเลยไปเชียงใหม่เลย ผมถือโอกาสอออกไปเชียงใหม่พร้อมคณะเลย วานให้ครูเอ ซื้อตั๋วรถให้ ออกตอน สองทุ่มกว่าๆ โชคดีที่ได้รถ เป็น รถวีไอพีของสมบัติทัวร์ ต้องขอบคุณครูเอมากๆในโอกาสนี้ครับ...

ผมกับพี่บุญญฤทธิ์ เราแยกกันที่ขนส่งอาเขตที่เชียงใหม่ ผมรอรถกลับ กทม. ส่วนพี่ ก็นอนพักที่เชียงใหม่อีก ๑ คืน ก่อนที่จะเดินทางกลับราชบุรีเช่นกัน

....

ทริปเที่ยวเมืองปาย ในครั้งนี้ เราต้องผจญกับคนเยอะ...และหลายๆสถานที่เราเข้าไปไม่ถึงเพราะไม่สามารถฝ่าฝูงมหาชนเข้าไปได้ แต่ก็สนุกดีครับ ทุกคนมีแต่ใบหน้าเปื้อนยิ้ม...วันหยุดคนเยอะ เป็นแบบนี้ มาเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับแบบนี้ก็คงต้องทำใจครับ

สำหรับผมเองก็ตั้งใจให้นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวที่ผมนำเที่ยว มีความสุข ในสิ่งที่มีอยู่ และนำเสนอเรื่องราวในแง่มุมต่างๆแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันไป

อย่างน้อยก็ได้เที่ยว อย่างน้อยก็ได้แง่มุมดีๆจากข้อคิดเห็นในการปรับปรุงบ้านเมือง บ้านเกิดผมต่อไป....หวังในใจว่าพี่ๆคงมีความสุขในการมาเที่ยวปายครั้งนี้นะครับ เอาไว้ช่วงคนน้อยๆ ผมอาสาพาทัวร์อีกครั้ง คราวนี้เอาแบบ full option เลยครับผม

ขอขอบคุณครอบครัว พี่ชายคนไกล   พันเอกบุญญฤทธิ์ ครับ...ที่มอบความไว้วางใจให้กับ คนนำเที่ยวแบบผม

 

ชมภาพสีสัน Do nothing in Pai ทั้งหมดที่

http://picstation.multiply.com/photos/album/61/61

http://picstation.multiply.com/photos/album/62/62

http://picstation.multiply.com/photos/album/63/63

 

 

ภาพดอกไม้ ดอกบัวตองสะพรั้่ง ที่สะพานประวัติศาสตร์ ปาย

ผมขอมอบแทนคำ "สวัสดีปีใหม่"  ผู้อ่านทุกท่านครับผม

สวัสดีปีฉลูครับ...

 

:)

 

 

เอก-จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร