โลกร้อนกับกระแสความรับผิดชอบที่ตื่นตัวขึ้นในแวดวงธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ประกาศตัวเองว่า มีความรับผิดชอบต่อสังคม
เมื่อมองมายังภาคธุรกิจ ในปี 2550 นี้ เราจะเห็นว่า ประเด็นของสิ่งแวดล้อม ภายใต้กระแส ความห่วงใย กำลังได้รับการจัดลำดับความสำคัญ เป็นลำดับต้นๆ ของแผนการดำเนินกิจกรรมขององค์กร เพื่อเป็นการช่วยกันรณรงค์ และสร้างความตระหนักให้คนในสังคม ได้เห็นปัญหานี้ อย่างจริงจัง
ดิฉัน ได้ทราบข่าว จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ว่า ทางห้างดิเอ็มโพเรียม ช็อปปิ้งคอมเพล็กซ์ จะเชิญนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน “มหัศจรรย์พฤกษาสวรรค์ แห่งมหานครกรุงเทพฯ” หรือ Flora & Fauna Exotica ภายใต้แนวคิด Save The Global Tropical Paradise เพื่อเป็นการร่วมรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนและปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับกรุงเทพมหานคร ในเวลา 18.30 น. ของ วันที่ 13 ก.ย. 2550 โดย บริเวณลานน้ำพุหน้าห้าง จะมีการ ตกแต่งบรรยากาศเป็นป่าเขตร้อน
และนี่คือการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม ในลักษณะของ CSR....Corporate Social Responsibilities ซึ่งการออกแบบและพัฒนากิจกรรมซีเอสอาร์ ที่ห้างดิเอ็มโพเรี่ยม ในครั้งนี้ ดูจะเหมาะสมสอดคล้องกับกระแสสังคมเป็นอย่างยิ่ง
ดิฉันจึงได้ไปเที่ยวชมงาน และได้ถ่ายรูปมาฝากทุกท่านด้วย โดยจะทยอยลงให้ชมกันค่ะ
กิจกรรม ตกแต่งพื้นที่ต่าง ๆ ในห้างเป็นสวนป่าขนาดย่อมๆ สวยงาม แบ่งเป็น 7 โซนแตกต่างกันดังนี้
1. The Oasis of Bangkok พฤกษาสวรรค์แห่งมหานครกรุงเทพฯ บริเวณลานน้ำพุด้านหน้า ตกแต่งเป็นป่าเขตร้อน ด้วยต้นปาล์มและสัตว์นานาชนิด
2. Rainforest Extravaganza อัศจรรย์พงพนาป่ามรกต จำลองป่าฝน บริเวณทางเข้า มีพันธุ์ไม้แฮริโคเรีย และนกคอกคาเทล
3. Bromeliads Magnifique อร่ามตาสับปะรดหลากสี จัดบริเวณโมชั่น ฮอลล์ แอนด์ เวอร์ติเคิล การ์เด้น
4.The Jewel of Nature เจิด จรัสอัญมณีแห่งธรรมชาติ บริเวณวอล์กเวย์ ชั้น G จัดแสดงหมู่แมลง และไม้ดอก ชมนิทรรศการภาวะโลกร้อน
5.The Oasis Odyssey ร้อยสีสันพันธุ์ไม้ดอกแห่งโอเอซิส ที่สตาร์ โดม ชั้น G รวบรวมสัตว์และต้นไม้ในทะเลทราย
6.Flora & Fauna Fantasia มหัศจรรย์ปักษามวลมาลี ชมนกแก้วมาร์คอ นกฟอร์พัส และนกซันคาร์นัวร์
7.A Beaute' de Papillion สรวงสวรรค์แห่งภมรภุมริน บริเวณแฟชั่น ฮอลล์ รวบรวมผีเสื้อหลากสีสันหลายสายพันธุ์
มีการ สร้างบรรยากาศเป็นแบบป่าฝน มีนกหลายชนิด เช่น นกคอกคาเทล นอกจากนี้ ยังจัดสวนสัตว์ขนาดเล็กมีทั้ง เสือเบงกอล ผีเสื้อ นก และสัตว์ทะเลทรายนานาพันธุ์ไว้ตามจุดต่างๆในห้าง พร้อมกันนั้นมีกิจกรรม อธิบาย ให้ผู้ที่เข้ามาชมงานได้ความรู้ พันธุ์ไม้ แต่ละชนิดค่อนข้างหายาก บางต้นใกล้สูญพันธุ์ นอกจากนี้ ยังมีสนใบแหลม เคราฤษี ต้นหนูตาย เป็นต้น
สำหรับสัตว์ที่นำมาแสดงนั้น ดิฉันเห็นมีนกแก้ว ทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ มีหลายพันธุ์ น่าชมมาก ทางห้างบอกว่า นกพันธุ์ที่แพงที่สุดคือนกแก้วมาคอร์ พันธุ์ไฮยาซิน ราคาตัวละ 1.8 ล้านบาท เป็นหนึ่งใน 16 พันธุ์ของนกปากขอและนกแก้วขนาดใหญ่ซึ่งใกล้สูญพันธุ์
สำหรับสัตว์ แปลกๆ จากทะเลทรายล้วนเป็นสัตว์หาดูได้ยาก อาทิ มังกรเครา ปลาทราย กิ้งก่าครุย จิ้งเหลนยักษ์ลิ้นสีน้ำเงิน หนูจิงโจ้เล็ก หน้าตาคล้ายจิงโจ้โตเพียง 10 เซนติเมตร โดยเฉพาะฮิปโปแคระ ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร เป็นหนูที่เกิดจากการผ่าเหล่ามาจากหนูตะเภา ลำตัวสีชมพูมีแต้มสีดำ ไม่มีขน มองดูคล้ายฮิปโป
ห้างเอ็มโพเรียม ได้กล่าวว่า การที่ได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ร่วมกันจัดงานขึ้นมา เพราะต้องการปลูกฝังให้ทุกคนมีความรักและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัด ในสภาวะที่โลกกำลังจะเผชิญกับภาวะ วิกฤติ ภายในเวลาอันไม่ช้านี้ ทุกคนควรร่วมมือกันเพื่อช่วยทำให้สภาพแวดล้อมโลกดีขึ้น
ด้านนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้มีกำลังใจจะรณรงค์สิ่งแวดล้อมในเมืองหลวงให้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลถึงโลกให้มีสภาพแวดล้อมโดยรวมดีขึ้นตามไปด้วย
ในเรื่องนี้ ดิฉันเห็นว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ภาคธุรกิจ จะมีส่วนลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก แต่ควรให้มีการดำเนินงานที่มีแผนงาน เป็นขั้น เป็นตอน และมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่ทำการรณรงค์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เป็นครั้งคราว เพราะเป็นเรื่องระยะสั้นเกินไป ตัวเองจะต้องทำตัวเป็นตัวอย่างด้วย
โดยเริ่มตั้งแต่ ให้มองว่า องค์กร สามารถที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆได้บ้าง สำหรับการให้ความสำคัญต่อปัญหาโลกร้อน ซึ่งอาจต้องมีการประกาศ Environment Statement ที่ชัดเจน
ชี้ให้สังคมเห็นว่า มีความมุ่งหมายที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของตน ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไรบ้าง การเน้นการบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การควบคุมมลพิษจากการจัดการขยะและของเสียอันตรายบางอย่าง เป็นต้น
ส่วนในด้านของผู้บริโภคอย่างเรา ก็ควรมีการรณรงค์กันเองที่จะไม่อุดหนุนสินค้า จากห้างร้านใดๆ ที่ไม่นำพาในด้านการช่วย ลดวิกฤติโลกร้อน หรือ ไม่มีการลงทุนในด้านการประหยัดพลังงานใดๆ เลย ซึ่งจะเป็นกระแสกดดันให้ ทางภาคธุรกิจต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาโลกร้อนนี้อย่างเต็มที่ค่ะ
ที่มาบางส่วน :: จากหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ ในเรื่องการสำรวจความคิดเห็นขององค์กรหลายแห่ง ในประเด็นสิ่งแวดล้อม
ดิฉันจึงได้ไปเที่ยวชมงาน และได้ถ่ายรูปมาฝากทุกท่านด้วย โดยจะทยอยลงให้ชมกันค่ะ
กิจกรรม ตกแต่งพื้นที่ต่าง ๆ ในห้างเป็นสวนป่าขนาดย่อมๆ สวยงาม แบ่งเป็น 7 โซนแตกต่างกันดังนี้
1. The Oasis of Bangkok พฤกษาสวรรค์แห่งมหานครกรุงเทพฯ บริเวณลานน้ำพุด้านหน้า ตกแต่งเป็นป่าเขตร้อน ด้วยต้นปาล์มและสัตว์นานาชนิด
2. Rainforest Extravaganza อัศจรรย์พงพนาป่ามรกต จำลองป่าฝน บริเวณทางเข้า มีพันธุ์ไม้แฮริโคเรีย และนกคอกคาเทล
3. Bromeliads Magnifique อร่ามตาสับปะรดหลากสี จัดบริเวณโมชั่น ฮอลล์ แอนด์ เวอร์ติเคิล การ์เด้น
4.The Jewel of Nature เจิด จรัสอัญมณีแห่งธรรมชาติ บริเวณวอล์กเวย์ ชั้น G จัดแสดงหมู่แมลง และไม้ดอก ชมนิทรรศการภาวะโลกร้อน
5.The Oasis Odyssey ร้อยสีสันพันธุ์ไม้ดอกแห่งโอเอซิส ที่สตาร์ โดม ชั้น G รวบรวมสัตว์และต้นไม้ในทะเลทราย
6.Flora & Fauna Fantasia มหัศจรรย์ปักษามวลมาลี ชมนกแก้วมาร์คอ นกฟอร์พัส และนกซันคาร์นัวร์
7.A Beaute' de Papillion สรวงสวรรค์แห่งภมรภุมริน บริเวณแฟชั่น ฮอลล์ รวบรวมผีเสื้อหลากสีสันหลายสายพันธุ์
มีการ สร้างบรรยากาศเป็นแบบป่าฝน มีนกหลายชนิด เช่น นกคอกคาเทล นอกจากนี้ ยังจัดสวนสัตว์ขนาดเล็กมีทั้ง เสือเบงกอล ผีเสื้อ นก และสัตว์ทะเลทรายนานาพันธุ์ไว้ตามจุดต่างๆในห้าง พร้อมกันนั้นมีกิจกรรม อธิบาย ให้ผู้ที่เข้ามาชมงานได้ความรู้ พันธุ์ไม้ แต่ละชนิดค่อนข้างหายาก บางต้นใกล้สูญพันธุ์ นอกจากนี้ ยังมีสนใบแหลม เคราฤษี ต้นหนูตาย เป็นต้น
สำหรับสัตว์ที่นำมาแสดงนั้น ดิฉันเห็นมีนกแก้ว ทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ มีหลายพันธุ์ น่าชมมาก ทางห้างบอกว่า นกพันธุ์ที่แพงที่สุดคือนกแก้วมาคอร์ พันธุ์ไฮยาซิน ราคาตัวละ 1.8 ล้านบาท เป็นหนึ่งใน 16 พันธุ์ของนกปากขอและนกแก้วขนาดใหญ่ซึ่งใกล้สูญพันธุ์
สำหรับสัตว์ แปลกๆ จากทะเลทรายล้วนเป็นสัตว์หาดูได้ยาก อาทิ มังกรเครา ปลาทราย กิ้งก่าครุย จิ้งเหลนยักษ์ลิ้นสีน้ำเงิน หนูจิงโจ้เล็ก หน้าตาคล้ายจิงโจ้โตเพียง 10 เซนติเมตร โดยเฉพาะฮิปโปแคระ ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร เป็นหนูที่เกิดจากการผ่าเหล่ามาจากหนูตะเภา ลำตัวสีชมพูมีแต้มสีดำ ไม่มีขน มองดูคล้ายฮิปโป
ห้างเอ็มโพเรียม ได้กล่าวว่า การที่ได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ร่วมกันจัดงานขึ้นมา เพราะต้องการปลูกฝังให้ทุกคนมีความรักและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัด ในสภาวะที่โลกกำลังจะเผชิญกับภาวะ วิกฤติ ภายในเวลาอันไม่ช้านี้ ทุกคนควรร่วมมือกันเพื่อช่วยทำให้สภาพแวดล้อมโลกดีขึ้น
ด้านนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้มีกำลังใจจะรณรงค์สิ่งแวดล้อมในเมืองหลวงให้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลถึงโลกให้มีสภาพแวดล้อมโดยรวมดีขึ้นตามไปด้วย
ในเรื่องนี้ ดิฉันเห็นว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ภาคธุรกิจ จะมีส่วนลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก แต่ควรให้มีการดำเนินงานที่มีแผนงาน เป็นขั้น เป็นตอน และมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่ทำการรณรงค์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เป็นครั้งคราว เพราะเป็นเรื่องระยะสั้นเกินไป ตัวเองจะต้องทำตัวเป็นตัวอย่างด้วย
โดยเริ่มตั้งแต่ ให้มองว่า องค์กร สามารถที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆได้บ้าง สำหรับการให้ความสำคัญต่อปัญหาโลกร้อน ซึ่งอาจต้องมีการประกาศ Environment Statement ที่ชัดเจน
ชี้ให้สังคมเห็นว่า มีความมุ่งหมายที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของตน ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไรบ้าง การเน้นการบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การควบคุมมลพิษจากการจัดการขยะและของเสียอันตรายบางอย่าง เป็นต้น
ส่วนในด้านของผู้บริโภคอย่างเรา ก็ควรมีการรณรงค์กันเองที่จะไม่อุดหนุนสินค้า จากห้างร้านใดๆ ที่ไม่นำพาในด้านการช่วย ลดวิกฤติโลกร้อน หรือ ไม่มีการลงทุนในด้านการประหยัดพลังงานใดๆ เลย ซึ่งจะเป็นกระแสกดดันให้ ทางภาคธุรกิจต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาโลกร้อนนี้อย่างเต็มที่ค่ะ
ที่มาบางส่วน :: จากหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ ในเรื่องการสำรวจความคิดเห็นขององค์กรหลายแห่ง ในประเด็นสิ่งแวดล้อม
1. The Oasis of Bangkok พฤกษาสวรรค์แห่งมหานครกรุงเทพฯ บริเวณลานน้ำพุด้านหน้า ตกแต่งเป็นป่าเขตร้อน ด้วยต้นปาล์มและสัตว์นานาชนิด
2. Rainforest Extravaganza อัศจรรย์พงพนาป่ามรกต จำลองป่าฝน บริเวณทางเข้า มีพันธุ์ไม้แฮริโคเรีย และนกคอกคาเทล
3. Bromeliads Magnifique อร่ามตาสับปะรดหลากสี จัดบริเวณโมชั่น ฮอลล์ แอนด์ เวอร์ติเคิล การ์เด้น
4.The Jewel of Nature เจิด จรัสอัญมณีแห่งธรรมชาติ บริเวณวอล์กเวย์ ชั้น G จัดแสดงหมู่แมลง และไม้ดอก ชมนิทรรศการภาวะโลกร้อน
5.The Oasis Odyssey ร้อยสีสันพันธุ์ไม้ดอกแห่งโอเอซิส ที่สตาร์ โดม ชั้น G รวบรวมสัตว์และต้นไม้ในทะเลทราย
6.Flora & Fauna Fantasia มหัศจรรย์ปักษามวลมาลี ชมนกแก้วมาร์คอ นกฟอร์พัส และนกซันคาร์นัวร์
7.A Beaute' de Papillion สรวงสวรรค์แห่งภมรภุมริน บริเวณแฟชั่น ฮอลล์ รวบรวมผีเสื้อหลากสีสันหลายสายพันธุ์









เมนูของ sasinanda







เมื่อ ส. 20 ต.ค. 2550 @ 10:30
429290 [ลบ]
สวัสดีค่ะคุณนิภา
นับจาก RIO Summit ....The United Nations Conference on Environment and Development, also known as the Earth Summit (or, in Portuguese, Eco '92) was a major conference held in Rio de Janeiro from June 3 to June 14, 1992.
ที่นำประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในกระแสสังคมโลก
และต่อมา ทำให้เกิดแนวคิดเรื่อง Triples Bottom Line กล่าวคือ การบริหารจัดการ ที่ใส่ใจ ผลกำไร สิ่งแวดล้อม และสังคมไปพร้อมๆ กัน
แม้ว่าองค์กรธุรกิจ ต้องหันมาใส่ใจในกระแสนี้ แต่การทำธุรกิจก็ยังต้องมีกำไรด้วย ดังนั้นการทำ CSR จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะประสานประโยชน์ทั้ง 3 เข้าด้วยกันได้
องค์กรธุรกิจหลายองค์กรที่มีทัศนวิสัย กว้างไกล จึงเริ่มหันมาทำ CSR กันอย่างแพร่หลายค่ะ
ปัจจุบัน ในประเทศไทย มีหลายองค์กรที่ใส่ใจในเรื่องนี้ และหันมาแสดงความรับผิดชอบกันมากขึ้นๆ เพราะนอกจากจะได้ภาพลักษณ์และคุณค่าที่ดีแล้ว ยังสร้างความน่าไว้เนื้อเชื่อใจ ในมุมมองของผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายด้วย
ทำ CSR ในระดับ “การบริจาค หรือ Philanthrophy” เพราะให้ความรู้สึกที่ดีต่อทั้งลูกค้า พนักงาน และชุมชนที่ได้รับความช่วยเหลือในรูปของกิจกรรม หรือทุนสนับสนุนต่างๆ
เมื่อ ศ. 09 พ.ย. 2550 @ 20:04
451495 [ลบ]
ปัจจุบัน มีหลายหน่วยงาน ที่จัดกิจกรรมเพิ่มพื้นที่สีเขียว ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมและเพื่อรณรงค์ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม โดยการปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน
ต้นไม้มีบทบาทสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมของโลก
การทำลายป่านั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกถึงร้อยละ 20 เปอร์เซนต์และคิดเป็นร้อยละ 25 เปอร์เซนต์ของการเกิดก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยจากการทำกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์
ในปีหนึ่งๆ การทำลายป่าก่อให้เกิดคาร์บอนจำนวนถึง 2 ล้านตัน ในปัจจุบันมนุษย์ได้ทำลายป่ามากถึง 130,000 ล้านตารางเมตรต่อปี หรือคิดเป็นพื้นที่ขนาดเท่ากับประเทศกรีก หรือนิการากัวเลยทีเดียว ถ้าจะคำนวนอย่างง่ายๆ ก็คือ ทุกๆ 2 วินาทีมีการทำลายป่าไม้เป็นจำนวน ขนาดเท่า 1 สนามฟุตบอล
เพราะฉะนั้นการปลูกต้นไม้และปกป้องพื้นที่ป่าที่ยังเหลืออยู่จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำคัญที่จะช่วยให้เรารับมือฝ่าวิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เลวร้ายในปัจจุบันนี้ได้
เมื่อ ส. 17 พ.ย. 2550 @ 20:33
460507 [ลบ]

ปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino Phenomena)เป็นปรากฎการณ์การไหลย้อนกลับของผิวน้ำทะเลที่อุ่นในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ จากบริเวณเส้นศูนย์สูตรทางมหาสมุทรแปซิฟิก ตะวันตก ไปยังบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและตามบริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของ ทวีปอเมริกาใต้ (ประเทศเปรู เอดวาดอร์ และซิอีตอนเหนือ)
ปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino Phenomena) เป็นสาเหตุ ภูมิอากาศที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี บริเวณชายฝั่งทะเลของประเทศเปรู ซึ่งอยู่ด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณหมู่เกาะด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งประกอบด้วย ประเทศอินโดนีเซีย นิวกินี และออสเตรเลียในช่วง ปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
ลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้อ่อนกำลังลงไม่สามารถพัดพาความชุ่มชื้น จากมหาสมุทรเข้าสู่หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตกได้
ตามปกติจึงเกิดความแห้งแล้งใน ภูมิภาคนี้ ในทาง ตรงกันข้ามความชุ่มชื้นที่มากเกินปกติถูกพัดพาข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าสู่ชายฝั่ง ของทวีปอเมริกาใต้จนเกิดอุทกภัยในภูมิภาคภาวะโลกร้อนอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่มันอาจเป็นสัญญาณสำคัญที่ธรรมชาติต้องการส่งให้เรารู้ว่าถ้าเรายังคงทำลายธรรมชาติอย่างไม่หยุดยั้ง วันหนึ่งข้างหน้าภัยอาจมาถึงก่อนที่เราจะได้เตรียมตัว
เมื่อ จ. 19 พ.ย. 2550 @ 09:58
462010 [ลบ]
ตอนนี้ สับสนค่ะ บางคนก็ว่าอย่าเพิ่งเชื่ออะไรมากมายนัก จะเป็นการเชื่อแต่ฝ่ายเดียวหรือไม่ เพราะอีกข้างที่ว่า โลกยังไม่ร้อนจนน่ากลัวก็มีค่ะ คิดว่า ฟังหู ไว้หู และคอยดูเหตุการณ์ต่อไป ดีกว่า
เมื่อ พ. 21 พ.ย. 2550 @ 22:17
465760 [ลบ]
CSR ในมุมมองของบัณฑูร ล่ำซำ ลิเกโรงใหญ่ที่เล่นกันทั้งโลก
องค์ปาฐกที่สร้างสีสันได้ทุกครั้งที่ขึ้นเวที และมักจะเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์เสมอ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2550 ก็เช่นเดียวกัน ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดตัวสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม หรือ CSRI ได้เชิญ นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ปาฐกถาพิเศษได้กล่าวโดยสรุปว่า.......
เรื่องของความรับผิดชอบของสังคมที่เรียกภาษาอังกฤษ corporate social responsibility นั้น ก็เพิ่งมาดังหลังวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 10 ปีที่แล้ว.......
อันที่จริงแล้วระดับของความรับผิดชอบต่อสังคม หรือระดับของธรรมาภิบาลนั้น ก็ขึ้นอยู่กับที่สังคมนั้นเป็นคนตั้งกติกาเอง ถ้าใครทำแล้ว แม้จะยังไม่ทันได้พิสูจน์กันว่าผิดทางกฎหมาย แต่มันผิดจริยธรรม แต่ไม่มีใครพูดอะไรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสถาบันหรือองค์กรที่มีหน้าที่จะแสดงอะไรสักอย่างที่มีจุดยืน .....
ท่านทั้งหลายมีหน้าที่ที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยตามกำลัง แต่ไม่หลอกตัวเองว่าสังคมโดยรวมมันจะดี มันไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน มันขึ้นอยู่ที่ทุกภาคส่วนมีพลังที่จะแสดงออกมาว่า ให้สังคมเห็นว่าการที่ทำไม่ถูกต้องตามจริยธรรมนั้น ไม่ได้รางวัล ถ้าทำแล้วได้รางวัล ได้กำไร ได้บรรดาศักดิ์....ผมไม่มีสิทธิที่จะมีคำตอบสำหรับห้องประชุมนี้ หรือสำหรับสังคมไทย ผมก็ต้องตอบตัวเองเท่านั้น เหมือนกับท่านทั้งหลายที่ต้องตอบตัวเองเช่นกันในชีวิตประจำวัน ทำมาหากิน หากำไร จะลงทุนกันอย่างไร
ให้ความพอดีของเรื่องทั้งหลายอยู่ตรงไหน ระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือประโยชน์ทางด้านอื่นๆ ของชีวิต ของทั้งบริษัท หรือทั้งส่วนตัวและของสังคมด้วยเมื่อ พ. 21 พ.ย. 2550 @ 22:28
465780 [ลบ]
สวัสดีค่ะคุณน้อย
คุณน้อยเล่าว่า.....
ตอนนี้ สับสนค่ะ บางคนก็ว่าอย่าเพิ่งเชื่ออะไรมากมายนัก จะเป็นการเชื่อแต่ฝ่ายเดียวหรือไม่
ค่ะ อย่างไรก็ตาม คิดว่า กันไว้ดีกว่าแก้นะคะ จะวิกฤติแค่ไหน ยังไม่ทราบแน่ แต่มีข้อมูลค่ะ.....
ผลสำรวจพบออสเตรเลียผงาดประเทศพ่นก๊าซคาร์บอนทำลายโลกมากที่สุด เมื่อเทียบในแง่ประชากรต่อคน ขณะที่สหรัฐยังคงครองแชมป์โลก ปล่อยด้วยปริมาณมากที่สุดของโลก
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจชี้ว่า เมื่อพิจารณาจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์มากที่สุดของโลก
อันดับ 1 คือ สหรัฐ หรือ 2,530 ล้านตัน
อันดับสอง จีน 2,430 ล้านตัน
อันดับสาม รัสเซีย 600 ล้านตัน
อันดับสี่ อินเดีย 529 ล้านตัน
อันดับห้า ญี่ปุ่น 363 ล้านตัน
อันดับหก เยอรมัน 323 ล้านตัน
อันดับเจ็ด ออสเตรเลีย 205 ล้านตัน
อันดับแปด แอฟริกาใต้ 201 ล้านตัน
อันดับเก้า อังกฤษ 192 ล้านตัน
และอันดับสิบ เกาหลีใต้ 168 ล้านตัน
ด้านผู้เชี่ยวชาญแสดงความหวังว่า การเปิดเผยข้อมูลนี้จะช่วยให้ชาวโลกปล่อยสารก่อปฎิกิริยาเรือนกระจกทำลายโลกกันน้อยลง
ระบุว่า จากประสบการณ์ของผู้คนในแวดวงด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อได้ถ่ายทอดข้อมูลแก่สาธารณชนและตลาดการค้าต่าง ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน มักจะทำให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามมา และเชื่อว่ายังไม่เคยมีใครมีข้อมูลเช่นนี้มาก่อน