พิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัยน่าตื่นตาตื่นใจแห่งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิด พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้นี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2550 แต่ยังไม่ได้เปิด ให้ประชาชนเข้าชมกันทั่วไป เนื่องจาก การตกแต่ง ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี คาดว่า จะเปิดให้ชมทั่วไปได้ ประมาณเดือนเมษายน 2551 นี้
ส่วนดิฉันเอง ไปชมมาแล้วค่ะ เมื่อวันที่ 15 มกราคม ศกนี้ เพราะติดต่อขอเข้าไปกับเด็กๆโรงเรียนราชินี ซึ่งเป็นเด็กกลุ่มแรกที่มีโอกาสเข้าไปชม และมี ผศ.พัชรี ชินธรรมมิตร อดีตอาจารย์ประจำสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เข้ามารับตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ มากล่าวต้อนรับด้วย
แต่เนื่องจากมึนงงกับรายละเอียดที่มากมายเหลือเกิน จึงตัดสินใจไม่ถูกค่ะ ว่าจะเขียนอย่างไร ไม่ให้ยาวเกินไป
ดังนั้น จึงคิดว่า ในภาคแรกนี้ ดิฉันจะเขียนเล่า ในภาพรวมก่อนค่ะ ส่วนรายละเอียด ดิฉันค่อยตัดตอนเล่า เป็นตอนที่หนึ่งก่อนค่ะ ในอีก 2 ปี ((2550-51) ข้างหน้าภาพเก่าๆของ พิพิธภัณฑ์ จะหมดไปพร้อมกับการเกิดขึ้นของพิพิธภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์แห้งๆ เหมือนที่เป็นมาในอดีต นั่นก็คือ “พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ” (National Discovery Museum Institute : NDMI) พิพิธภัณฑ์ที่จะทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ทีละน้อย โดยจะเกิดขึ้นเป็นแห่งแรกบนพื้นที่ของกระทรวงพาณิชย์ (เดิม) ถนนสนามไชย ในอนาคตเราจะเป็นสมาชิกของ ICOM (International Council of Museum) เป็นที่ยืนที่ทำให้โลกรู้จักเราด้วย ศ.ดร.ชัยอนันต์อธิบายให้ฟังว่า พิพิธภัณฑ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ถือเป็นแหล่งเรียนรู้สู่สาธารณชน ที่จะบอกเรื่องราวความเป็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของผู้คน พื้นแผ่นดินไทย และดินแดนอุษาคเนย์ รวมถึงภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมธรรมชาติ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์รื่นรมย์ เกิดความสำนึกรักผู้คน บ้านเมือง รวมกระทั่งถึงสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติกับประเทศเพื่อนบ้าน อันนำไปสู่ความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาคอีกด้วย ทั้งนี้เหตุที่ต้องมีพิพิธภัณฑ์ในลักษณะนี้ สืบเนื่องมาจากระบบการศึกษาของไทยซึ่งมีปัญหามาก หากจะแก้ที่ระบบเพื่อปรับกระบวนการเรียนรู้ ถือเป็นสิ่งที่ยาก ปรับครูก็ยาก ปรับหลักสูตรก็ยาก เพราะเมื่อได้เรียนรู้วิธีการเก่าๆ มานานก็เลยแก้ยาก การปฏิรูปการศึกษาจึงยังไม่สำเร็จ เมื่อเข้าไปชมนิทรรศการถาวรนี้ จึงเห็นด้วยตาตัวเองว่า เป็นรูปแบบใหม่ในการเรียนรู้จริงๆ เน้นกระตุ้นต่อมคิด จุดประกายความอยากรู้ สู่การค้นพบสิ่งใหม่ๆ ด้วยตนเอง อย่างไม่รู้ตัวค่ะ ทำให้ ดิฉันได้ค้นพบ ปริศนาหลายหมื่นหลายพันปีของ สุวรรณภูมิ มูลเหตุสู่ยุคทองของสยามประเทศ และเงื่อนปมก่อนจะมาเป็นประเทศไทยอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน เพิ่อค้นหาคำตอบว่า เราคือ ใคร และความเป็นไทยหมายความว่าอะไร ความต้องการให้เป็นแหล่งเรียนรู้แบบใหม่สำหรับเด็ก ไม่ใช่แค่ให้ครูพาเด็กมาดูเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงระบบการศึกษาไทยที่มีปัญหา ทำให้เด็กไม่ชอบเรียนประวัติศาสตร์ ไม่เข้าใจ และไม่สนใจที่จะต่อยอด ดังนั้น จึงต้องวางกลยุทธ์ โดยการจัดกิจกรรมภายในพิพิธภัณฑ์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้ได้ อาคารแห่งนี้ คือกระทรวงพาณิชย์เดิม สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นรูปแบบนีโอคลาสสิก มีตราสัญญลักษณ์ ของพิพิธภัณฑ์ เป็นรูปกบ ที่เห็นในภาพ ร้อยเป็นพวงสีแดงสดค่ะ เพราะกบเรียกร้องความอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ มีให้เห็นเป็นลวดลายบนกลองมโหระทึก ของอุษาคเณย์ ใช้ประโคม ในพิธี ขอฝน ที่นี่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์แบบแยกส่วน องค์ประกอบทุกส่วนเดินทางไปด้วยกัน และ จะต้องมีระบบการจัดการโดยให้รัฐบาล เอกชน และประชาชน คนทั่วไป เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างพิพิธภัณฑ์ด้วย โดยแกนหลัก เป็นการนำเสนอ “ความเป็นมาของผู้คนและดินแดนในประเทศไทย” เป็นเรื่องราวของคน ดินแดน ความหลากหลายทางชีวภาพ ในลักษณะของ คอมเพล็กซ์ มิว เซียม ซึ่งประกอบด้วย 4 พิพิธภัณฑ์ที่จะจัดแสดงอยู่ในอาคารกระทรวงพาณิชย์เดิม ได้แก่ 1.พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติของอุษาคเนย์ แสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนพื้นพิภพ 2.พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ผู้คนและดินแดน ในอุษาคเนย์เพื่อให้คนในละแวกนี้ด้วยกันรู้ถึงรากเหง้า ความเป็นมาของความเป็นพี่น้องเพื่อเกิดความสมานฉันท์ในอุษาคเนย์แห่งนี้ โดยเฉพาะความต้องการให้เด็กไทยสำนึกรักประเทศ รู้จักเอกลักษณ์ของตัวเอง
ในปี 2550 มีการเปิดตัวพิพิธภัณฑ์พร้อมที่จะให้เข้าชม พัฒนาสู่พิพิธภัณฑ์ชั้นนำในภูมิภาค พรั่งพร้อมด้วยบุคลากรที่มีความสามารถ และมีการจัดแสดงนิทรรศการอย่างมืออาชีพ เมื่อย่างเข้าสู่ปีที่ 4 ประเทศก็พร้อมจะย่างเข้าสู่ความสามารถในการจัดแสดงระดับโลก ไม่เพียงมีบุคคลที่มีความสามารถแต่จะเชี่ยวชาญ มีการร่วมมืออย่างดีเยี่ยมกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและพิพิธภัณฑ์ระดับโลก พร้อมๆ กับการมีฐานการเงินที่เพียงพอและเข้มแข็งด้วย ตัวอย่าง การนำเสนอที่ไปชมมานะคะ.. .รากเหง้าแห่งชาติพันธุ์ไทยอยู่ที่ตรงไหน เรื่องย่อ:: ดินแดนสุวรรณภูมิ ราวพุทธศตวรรษที่ 17 สยามประเทศได้ก่อกำเนิดขึ้น บางทฤษฏีบอกว่า น่าจะมีชนชาติไท อยู่อาศัยในแผ่นดิน ตรงที่เป็นประเทศไทยมา 4000 ปีแล้ว แต่ ยังไม่ปรากฏแน่ชัดจริงๆว่า บรรพบุรุษ ของชาวสุวรรณภูมิจริงๆ อาจจะเป็น ชนกลุ่มมองโกลลอยด์ ที่อพยพมาจากแผ่นดินจีน เมื่อ 3000 ปีก่อน มาแทนที่ ชนดั้งเดิมหรือไม่ ยังเป็นปริศนา ให้คนรุ่นใหม่ ต้องศึกษาต่อค่ะ จนกระทั่งถึงมีการตั้งหมู่บ้านถาวรขึ้น และเริ่มทำการเกษตรกรรมมีพัฒนาการด้านโลหะกรรมขึ้น ซึ่งพบที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมา มีหลักฐานชัดเจนว่า มีการติดต่อค้าขายระหว่างประชากรต่างภูมิภาค และต่างวัฒนธรรรมด้วย
และเริ่มมีพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมขึ้น เป็นบ้านเมืองรุ่นแรกๆเมื่อ 2500ปีมาแล้ว เป็นบ้านเมืองและรัฐ ทั้งในบริเวณคาบสมุทร ลุ่มน้ำลำคลองที่อยู่ใกล้ทะเลและพื้นที่ภายในที่เป็นที่ราบสูงและหุบเขา
แต่บริเวณที่มีพัฒนาการของเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของสยามประเทศที่สำคัญคือ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาในภาคกลาง เรียกว่าเป็นวัฒนธรรมทวาราวดี เป็นอาณาจักรสมัยแรกของเราก่อนที่จะถึงอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยา เป็นพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ เพราะนอกจากเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ในด้านพืชพันธุ์ธัญญาหารและน้ำท่าแล้ว ยังอยู่ใกล้ทะเลที่ติดต่อกับภายนอกได้สะดวกสบาย เหตุนี้ จึงเกิดเป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่ที่เป็นที่ตั้งเมืองท่าและเมืองสำคัญในหลายตำแหน่งแห่งที่ เช่น เมืองอู่ทอง เมืองนครปฐม เมืองคูบัวและเมืองศรีมโหสถ เป็นอาทิ เมืองอู่ทอง หรื อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ในปัจจุบันนั้นมีประวัติว่าเป็นเมืองเก่าแก่มาแต่โบราณกาลเลยทีเดียว หากไปอ่านจากพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาจะเล่าไว้ว่า เมื่อปี พ.ศ.๑๘๙๐ เมืองอู่ทองเกิดกันดารน้ำ และมีโรคห่าระบาด "พระเจ้าอู่ทอง" จึงอพยพผู้คนหนีโรคห่าไปตั้งมั่นอยู่ที่ตำบลเวียงเล็ก จนถึงปี พ.ศ.๑๘๙๓ จึงได้สถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นมาเป็นราชธานี (แล้วมาสิ้นสุดลงที่พระเจ้าเอกทัศ หรือ สมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ซึ่งเป็นกษัตริย์ องค์ที่ 34 หรือองค์สุดท้ายของสมัยอยุธยา ในปี พ.ศ.2310) อยุธยา" เป็นเมืองหลวงของสยามประเทศนานถึง 417 ปี นครปฐม เป็นจังหวัดในภาคกลาง (บ้างก็จัดไว้เป็นภาคตะวันตก) เป็นพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพมหานคร มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนาน เชื่อว่าเป็นที่ตั้งเก่าแก่ของเมืองในสมัยทวารวดี โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเป็นจำนวนมาก จากหลักฐานทางด้านโบราณคดีทำให้สันนิษฐานได้ว่าเมืองคูบัวเจริญขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑–๑๖ ในวัฒนธรรม“ ทวารวดี ” เมืองศรีมโหสถอยู่ในเขตตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี โดยมีที่ตั้งอยู่ในบริเวณ 3 หมู่บ้านด้วยกัน ได้แก่ บ้านสระมะเขือ บ้านโคกวัด และบ้านหนองสะแก เมืองนี้มีชื่อเรียกอื่นๆ อีกว่า เมืองพระรถ หรือ เมืองอวัธยะปุระ
ดังนั้น วิธีที่เร็วและสามารถมีผลสะเทือนมากก็คือการทำสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้น และให้สิ่งใหม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งเก่า โดยจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตเหมือนที่มีอยู่มากมายในต่างประเทศ เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างเช่น สมิทโซเนียนของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
ในด้านการดำเนินงาน ได้จ้างบริษัทมืออาชีพ Lord Cultural Resources and Planning and Management Inc. ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษา จัดทำแผนแม่บททั้งหมดเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ โดยแผนแม่บทของพิพิธภัณฑ์นั้น ได้มีการวางกรอบกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในบั้นปลายคือ .........


3.พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่จะบ่งบอกชาติพันธุ์ในประเทศไทย ศิลปะและวัฒนธรรมไทย และระบบความเชื่อกับคนไทย
4.พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับสังคมไทยและความเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์ในความหมายสมัยใหม่แต่เป็นภูมิปัญญาไทยและการพัฒนาเทคโนโลยีของภูมิปัญญาไทย การตั้งหลักแหล่ง การพัฒนาอุปกรณ์ เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รู้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ 


อยุธยาถือเป็นศูนย์กลางของสยามประเทศ เนื่องด้วยภูมินิเวศที่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ก่อเกิดอาชีพทำมาหากิน มีการขุดคูคลองค้าขายเจริญรุ่งเรือง พร้อมทั้งเกาะแก่ง เล็กใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติหลายๆ เกาะด้วยกัน
กรุงศรีอยุธยา เติบโตและยิ่งใหญ่ เพราะมีชัยภูมิที่ได้เปรียบ ทั้งทางเศรษฐศาสตร์และยุทธศาสตร์ เป็นจุดรวมแม่น้ำ ถึง 3 สายคือ แม่น้าเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรีทำให้สามารถควบคุมการค้า ทั้งทางบกและทางเรือ จากทางตอนเหนือได้ทั้งหมด แม้แต่ในกรุงศรีฯก็อุดมสมบูรณ์ เพาะปลูกได้ดี ส่วนทางทะเล ก็เป็นจุดนัดพบของทางซีกโลกตะวันออกและตะวันตก ทำให้เรือสินค้า จากนานาชาติ ใช้กรุงศรีอยุธยาเป็นที่เปลี่ยนถ่ายซื้อขายสินค้า

ตัวอย่าง ของยุค ที่ต่อจาก อยุธยาอันรุ่งเรือง ยังจะไม่กล่าวถึงนักในที่นี้ เพราะ บันทึกจะยาวมากค่ะ
ฉายแค่หนังตัวอย่างค่ะ เช่น จากบางเกาะเป็นบางกอก หนึ่งในรากเหง้าแห่งชาติพันธุ์ : พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของคนสยามในลุ่มน้ำลำคลอง” ชื่อบางกอกจึงเป็นที่สนใจใคร่รู้ว่ามาจากอะไร
จากการรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์สามารถสรุปได้ 2 อย่าง อย่างแรกเชื่อว่าบางกอก หมายถึงย่านที่มีต้นมะกอกอยู่หนาแน่น เช่นเดียวกับคำว่า บางลำพูเพราะมีต้นลำพูขึ้นอยู่มากมาย
แต่อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า เป็นคำที่เพี้ยนทางจากคำว่าบางเกาะ เพราะมีลักษณะเป็นเกาะ อีกทั้งเอกสารฝรั่งที่บันทึกไว้สมัยอยุธยาก็มีคำเรียก บางเกาะ

ทำไมอักษรไทยที่เดิมโบราณมี 38 ตัวจึงได้กลายเป็น 44 ตัวในปัจจุบัน?
ทำไม คนไทยถึงถูกเรียกว่า “ชาวสยาม”?และเคยรู้บ้างหรือไม่ว่า เพลงชาติไทยนั้นมีถึง 7 เพลงเลยทีเดียว
เท่าที่นำเสนอมานี้ เป็นส่วนน้อยมาก เพราะพิพิธภัณฑ์ มี 3 ชั้นๆละหลายๆห้อง เดินดูกัน จนเมื่อยแล้ว เมื่อยอีก แต่ ขอรับประกันว่า การนำเสนอนั้น ดีมาก ยังไม่มีที่ไหน ในประเทศไทย ทำในรูปแบบนี้มาก่อนค่ะ
ขอเชิญชวนให้ทุกท่านไปชมให้ได้นะคะ แล้วเราจะรู้ค่ะ ว่า เราคือใครกันแน่ รากเหง้าแห่งชาติพันธุ์เราเป็นใครกัน
หมายเหตุ:: ข้อมูลทุกประการ ได้มาจากที่แสดงไว้ที่ นิทรรศการที่ไปชม และหนังสือที่ได้รับแจกค่ะ(โชคดีมาก ที่ได้หนังสือมา เพราะ มีจำกัด และแจกเฉพาะสื่อสารมวลชนก่อน)
::ขออภัย ที่รูปบางรูป ดูไม่ค่อยสวย เพราะรีบถ่ายภาพมาก กลัวเดินไม่ทันเด็ก คิดว่า เป็นรูปเล่าเรื่องนะคะ


เมนูของ sasinanda








เมื่อ อา. 23 มี.ค. 2551 @ 22:27
584455 [ลบ]
สวัสดีค่ะคุณ ข้ามสีทันดร
ข้อมูลเปลี่ยนไปมาค่ะ ครั้งแรกสุด บอกว่า เดือนมิ.ย 51 แต่วันที่ไปชม เขาบอกว่า จะเปิดเร็วขึ้น เป็น เม.ย. 51
วันพฤหัสที่แล้ว 20มี.ค. ให้เด็กโทรไปถาม เจ้าหน้าที่ บอก...
เป็น มิ.ย 51อีกแล้ว จะโทร ไปถามให้แน่ๆอีกทีค่ะ วันจันทร์ที่24มี.ค. นี้ค่ะ
เมื่อ พฤ. 17 เม.ย. 2551 @ 20:06
612902 [ลบ]
ประเด็นความรู้ที่เสนอเป็นตัวอย่างที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เรียบเรียงโดย ท่านศาสตราจารย์ นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์
ประวัติศาสตร์สังคม
ซึ่งอาจเจาะเฉพาะเรื่องราวของกลุ่มชนต่างๆ ในสังคมไทยที่ผมเลือกประเด็นความรู้เรื่องนี้ ก็เพราะสังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่มีความหลากหลาย
แต่ความรู้ความเข้าใจในความหลากหลายเช่นนี้มีน้อย ทำให้ความขัดแย้งต่างๆ โน้มเอียงไปสู่ความรุนแรงได้ง่าย
เพราะสังคมไม่ได้เรียนรู้และยอมรับความแตกต่างระหว่างกัน ความหลากหลายของกลุ่มชนในสังคมไทยไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งมีอยู่มากเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงกลุ่มอาชีพ กลุ่มศาสนา กลุ่มวิถีชีวิต ฯลฯ
ซึ่งมีความหลากหลายอีกมาก ความแตกต่างหลากหลายเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของคนกลุ่มต่างๆ ในเวลาที่มีเรื่องขัดแย้งกับคนกลุ่มอื่น อันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาในทุกสังคมสมัยปัจจุบัน
คืออาศัยฐานของอัตลักษณ์ซึ่งแตกต่างกันนี้เป็นเครื่องมือสำหรับการต่อรองโดยสันติในขณะเดียวกัน ก็มีงานศึกษา โดยเฉพาะวิทยานิพนธ์ในระยะหลัง ที่ศึกษาความหลากหลายของกลุ่มชนต่างๆ
ในระยะหลังมานี้จำนวนไม่น้อย แสดงว่าเริ่มมีฐานะทางวิชาการที่แข็งแกร่งมา
ฉะนั้นการศึกษาและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจประวัติศาสตร์สังคมไทยในแง่นี้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับสังคมตัวเองแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้ความขัดแย้งต่างๆ ซึ่งต้องมีเป็นธรรมดาในทุกสังคมดำเนินไปด้วยความสงบมากขึ้น
เพราะความรู้เช่นนี้ทำให้คนไทยยอมรับกันและกันตามความเป็นจริงมากขึ้น (คือไม่ใช่ยอมรับแต่ความเหมือนซึ่งเป็นเรื่องสมมติขึ้นเท่านั้น)
เมื่อ พฤ. 17 เม.ย. 2551 @ 20:06
612903 [ลบ]
สวยจังครับ และมีความรู้มากๆเลย
เมื่อ พฤ. 17 เม.ย. 2551 @ 20:21
612931 [ลบ]
สวัสดีค่ะคุณ คนโรงงาน
ขอบคุณนะคะ ที่เข้ามาอ่าน ตอนนี้ทางพิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมแล้วค่ะ ทุกวัน อังคาร-อาทิตย์ หยุดวันจันทร์วันเดียว เข้าชมได้ตั้งแต่ 10.00น- 18.00 น
ความหมายของ "พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ"
"พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ" หมายถึง ....แหล่งเรียนรู้ที่ให้ความรู้สู่สาธารณชน เรื่องความเป็นมานับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ของผู้คนและดินแดนในประเทศไทย และดินแดนอื่นในอุษาคเนย์ รวมทั้งภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมธรรมชาติ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เพื่อก่อเกิดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์รื่นรมย์ สร้างสำนึกรักและเข้าใจผู้คน บ้านเมืองและท้องถิ่นของตน และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติกับประเทศเพื่อนบ้าน
อันเป็นองค์ความรู้ที่นำไปสู่ความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค
เมื่อ พฤ. 10 ก.ค. 2551 @ 12:44
736399 [ลบ]
ไปอ่านงานวิจัย....ชื่อเรื่อง แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย ชื่อผู้วิจัย สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ ปี 2534
สรุป สาระที่เกี่ยวข้องกับ บันทึกเรื่องนี้คือ...ขออนุญาต นำข้อเขียนโดยย่อ มาเผยแพร่ ณ ที่นี้ด้วย ขอบคุณมากค่ะ
ประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางแผ่นดินใหญ่เอเชียอาคเนย์
จึงมีความหลากหลาย ของภาษาและวัฒนธรรมของประชากรในชาติเป็นอย่างมาก
แต่ในโลกยุคปัจจุบันภาษาและวัฒนธรรมของชนกลุ่มต่าง ๆ กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลายกลุ่มอยู่ในภาวะวิกฤต และกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยมีโอกาสสูญหายได้ในอนาคตอันใกล้
งานวิจัยนี้เป็นงานที่ผนวกศาสตร์ ๓ ด้านเข้าด้วยกัน ได้แก่ ภาษาศาสตร์ชาติพันธุ์ คอมพิวเตอร์ และการทำแผ่นที่ โดยได้ ๑) ศึกษารวบรวมภาษาที่พูดในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยปัจจุบันในระดับหมู่บ้าน (ประมาณ ๗ หมื่นหมู่บ้าน) ว่ามีภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ใด พูดอยู่ที่ไหน และมีผู้พูดมากน้อยเพียงใด โดยใช้แบบสอบถาม ๒) จัดทำฐานข้อมูล คอมพิวเตอร์ด้านภาษาและชาติพันธุ์ในระดับประเทศ ๓) เผยแพร่ข้อมูลการวิจัยในรูปของแผนที่แสดงการกระจายของภาษาต่าง ๆ โดยใช้โปรแกรมสารสนเทศทางภูมิศาสตร์
ผลการวิจัยได้พบว่า
๑. กลุ่มภาษาต่าง ๆ ในประเทศไทย มีทั้งสิ้นกว่า ๖๐ กลุ่ม ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลภาษา ๕ ตระกูลสำคัญของภาษาในเอเชียอาคเนย์ คือ
๑) ตระกูลไท ประมาณร้อยละ ๙๔
๒) ตระกูลออสโตร เอเชียติก (มอญ-เขมร) ประมาณร้อยละ ๔.๓
๓) ตระกูลจีน-ธิเบต ประมาณร้อยละ ๑.๑
๔) ตระกูลออสโตรนีเชียนหรือมาลาโยโพลีเนเชียน ประมาณร้อยละ ๐.๓ และ
๕) ตระกูลม้ง-เมี่ยน (หรือแม้ว-เย้า) ประมาณร้อยละ ๐.๓ กระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งได้จัดเก็บไว้เป็นฐานข้อมูลด้านภาษาและชาติพันธุ์ของประชากร
ในการจัดแผนที่แสดงการกระจายของกลุ่มภาษาต่าง ๆ เสนอเป็น ๒ ลักษณะ คือ
๒.๑ แผนที่แสดงการกระจายของกลุ่มภาษาตามพื้นที่ทางสังคมวัฒนธรรม โดยแสดงการกระจายของภาษาในตระกูลต่าง ๆ แต่ละตระกูลทั้ง ๕ ตระกูล รวมทั้งการกระจายของภาษาใหญ่และภาษาย่อยในสังคม เช่น ภาษาท้องถิ่นตามภูมิภาค ภาษาพลัดถิ่น ภาษาชายขอบ ภาษาในวงล้อม เป็นต้น และได้แสดงการกระจายของแต่ละกลุ่มภาษาเป็นรายภาษาทั้ง ๖๐ กลุ่ม
๒.๒ แผนที่แสดงการกระจายของกลุ่มภาษาตามพื้นที่ภูมิศาสตร์การปกครอง โดยเสนอการกระจายของกลุ่มภาษาต่าง ๆ ในระดับประเทศ ภาค (แต่ละภาค) และรายจังหวัดทั้ง ๗๖ จังหวัด เป็นต้น
ผลงานวิจัยนี้ ทำให้ทราบถึงทรัพยากรด้านภาษาและวัฒนธรรมของประเทศ ซึ่งกระจายในพื้นที่ต่าง ๆ สามารถนำไปใช้เป็นฐานในงานด้านนโยบาย การปฏิบัติงานในพื้นที่ การวิจัยในระดับลึกด้านต่าง ๆ ทั้งด้านภาษาศาสตร์ สังคมวิทยามานุษยวิทยา การสืบค้นและสืบสานภูมิปัญญาพื้นบ้าน เป็นแหล่งค้นคว้าอ้างอิง และเป็นฐานข้อมูลด้านภาษาและวัฒนธรรมของประเทศ
เมื่อ พฤ. 10 ก.ค. 2551 @ 21:06
736957 [ลบ]
ได้ไปค้น หัวข้องานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับบันทึกนี้ ....ชื่อเรื่อง ความรู้เรื่องเมืองไทย : พัฒนาการทางสังคมไทย-วัฒนธรรมไทยความเป็นชนชาติไท ชีวิต-ประวัติศาสตร์ชาวนาสยาม
ชื่อผู้วิจัย ศรีศักร วัลลิโภดม สุมิตร ปิติปัฒน์ และ ธิดา สาระยา
ปี 2537 ผลงานวิจัย ทั่วไป
จึงขออนุญาต นำมาลงไว้ เพื่อเป็นวิทยาทานและข้อมูลเพิ่มเติมด้วย...คือ..
มีนักวิชาการสามท่าน ได้ศึกษาค้นคว้าในรูปสหวิทยาการ เพื่ออธิบายพัฒนาการของสังคมไทยใน ๓ หัวข้อหลัก โดยอาศัยความรอบรู้ที่ทั้งสามท่านได้วิจัย ค้นคว้ามาตลอดเวลา สาระสำคัญมีดังนี้....
ก. รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ได้ค้นคว้าและประมวลวิวัฒนาการของสังคมในย่านอุษาคเนย์ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มาจนถึงการเกิดขึ้นของรัฐต่าง ๆ ในแว่นแคว้นสุวรรณภูมิ การปรากฏตัวของคนไทยและการเกิดขึ้นของอาณาจักรสุโขทัย อยุธยา และอื่น ๆ ตลอดมาจนถึงกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์
การติดต่อกับสังคมวัฒนธรรมอื่น ๆ ทางตะวันตกและตะวันออก การล่าอาณานิคมทางการเมือง และเศรษฐกิจของฝรั่งที่มีผลกระทบต่อสังคมไทยทั้งหมด
ที่ทำให้เห็นความต่อเนื่องและพลวัตของการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างจากการค้นคว้าเรียบเรียงประวัติศาสตร์ไทยในแนวอนุรักษ์
มีการวิเคราะห์ตีความจากข้อมูลใหม่ หลักฐานใหม่ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี มานุษยวิทยา ภูมิศาสตร์
และให้ความเห็นแตกต่างจากนักวิชาการต่างประเทศและนักวิชาการไทยอื่น ๆ ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนไหวของสังคมไทยในภาพรวม เห็นความล่มสลาย การเกิดใหม่ เห็นบทบาทของประชาชนที่ประกอบด้วยชาติพันธุ์ต่าง ๆ และเห็นเหตุปัจจัยที่ส่งผลความต่อเนื่องของชีวิตคนในเมืองไทยเป็นภาพรวม จนถึงยุคปัจจุบัน
ที่มีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในประชาคมโลก และชี้ให้เห็นปัญหาของบ้านเมืองโดยรวมที่ช่วยให้เข้าใจความสลับซับซ้อนของสังคมไทยปัจจุบัน
ข. รศ.สุมิตร ปิติพัฒน์ ค้นคว้าและเรียบเรียง เรื่องความเป็นชนชาติไทย โดยพิจารณาจากมิติทางเชื้อชาติที่ผสมกลมกลืนกันหลายเชื้อชาติ, มิติทางภาษาที่มีหลายภาษา แต่มีภาษาไทยเป็นหลักในการหลอมรวมคนทั้งหลายเข้าด้วยกัน, มิติทางการเมืองหลายยุคหลายสมัย ที่มีพัฒนาการมาเป็นรัฐไทยและคนไทยปัจจุบัน
และสุดท้ายคือ มิติทางวัฒนธรรมที่มีอยู่หลายลักษณะ แต่ได้ผสมกลมกลืนกัน มีอยู่ทั้งความหลากหลายและความคล้ายคลึง ภายใต้สำนึกร่วมในความเป็นไทยร่วมกัน
ค. รศ.ดร.ธิดา สาระยา ได้เรียบเรียบประวัติศาสตร์ชาวนาสยามในท้องถิ่นต่าง ๆ โดยวิเคราะห์ลักษณะสังคมชาวนา วิวัฒนาการของการปลูกข้าวในสยามประเทศ
โดยแบ่งเป็นยุคสมัยต่าง ๆ จนถึงที่สยามส่งข้าวเป็นสินค้าออกสู่ตลาดโลก
วิเคราะห์วิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์สู่ความเป็นชาวนาในสังคมสยามใหม่
รวมถึงได้ชี้ให้เห็นวิวัฒนาการของการจัดระบบกรรมสิทธิ์ที่ดิน, ระบบชนชั้นทางสังคมและให้ความ เห็นเกี่ยวกับวิถีการต่อสู้และวิบากกรรมของชาวนาไทยที่ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป
เมื่อ พ. 29 ต.ค. 2551 @ 18:49
908728 [ลบ]
ขอบคุณค่ะ
เมื่อ พฤ. 30 ต.ค. 2551 @ 16:52
910769 [ลบ]
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านเช่นกันค่ะ