นักวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบร่างกายคนเรา
เหมือนต้นไม้ เมื่อปลูกต้นไม้ในดินที่ไม่ดี
หรือดินที่มีสารพิษเจือปนอยู่ รากก็จะดูดอาหารที่ไม่ดีเหล่านี้
ไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆของลำต้นและใบ ต้นไม้นั้น ก็จะทรุดโทรมและล้มตาย
ในที่สุด
เช่นเดียวกับร่างกายของเรา รากของมนุษย์อยู่ในลำไส้
มีหน้าที่ดูดอาหาร เข้าไปสู่เลือดและน้ำเหลือง
และกระจายไปเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย ทำให้ร่างกาย แข็งแรง สดชื่น
มีความต้านทานโรคดี มีอายุยืนนานอย่างสุขภาพดี
ในทางตรงข้าม หาก กินอาหารไม่ดี
ก็จะเกิดเป็นพิษสะสมอยู่ในเลือดและน้ำเหลืองตลอดจนเซลล์ต่างๆของร่างกาย
ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม เกิดโรค และอายุไม่ยืนยาวเท่าที่ควร
ปัจจุบัน พืชผักผลไม้ต่างๆ ที่ขายอยู่ในตลาด ส่วนใหญ่
ได้มาจากการปลูกที่ยังใช้ ฮอร์โมนเร่งผลผลิต และการใช้ยาฆ่าแมลง
และปุ๋ยเคมี อยู่ไม่น้อย แม้กระทั่ง พืชผักที่เรียกว่า
ปลอดสารพิษก็ตาม (ผักปลอดสารพิษนั้น มักจะหมายถึง
ผักที่ยังคงมีสารพิษตกค้างปนอยู่บ้าง แต่ไม่เกินค่า MRL
(Maximum Residue Limit) ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจระวังระดับของ
สารพิษตกค้างที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก)
ดังนั้น เมื่อไม่นานมานี้
จึงได้มีการรณรงค์ ให้ประชาชน หันมาทำการเกษตรที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ
ที่เรียกว่า เกษตรอินทรีย์กันอย่างแพร่หลาย
ตั้งแต่ การเพาะปลูกเพื่อกินกันในครัวเรือน
เหลือออกไปขายที่ตลาด
จนถึงการกำหนดเป็นนโยบายของทางราชการเพื่อการส่งออกที่
มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

แต่ยังมี คนอีกมาก ที่ไม่เข้าใจว่า อาหารอินทรีย์สุขภาพ
คืออะไร ดิฉันเลยขออนุญาต นำนิยามศัพท์ นี้มาจาก
สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้.....
อาหารอินทรีย์สุขภาพ คือ
อาหารที่ได้มาจากระบบการผลิตที่เรียกว่า เกษตรอินทรีย์
ซึ่งเป็นการผลิตที่คำนึงถึง สภาพแวดล้อม รักษาสมดุลของธรรมชาติ
และความหลากหลายของทางชีวภาพ โดยมีระบบการจัดการนิเวศวิทยา
ที่คล้ายคลึงธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์
ทั้งปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและฮอร์โมนต่างๆ
ที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี ตลอดจนไม่ใช้
พืชหรือสัตว์ที่เกิดจากการตัดต่อทางพันธุกรรม
ที่อาจเกิดมลพิษ ในสภาพแวดล้อม และเน้นการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก
ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยชีวภาพ
ในการปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์
เพื่อให้ต้นพืช มีความแข็งแรง สามารถต้านทานโรคและแมลงด้วยตนเอง
รวมทั้งการนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้าน มาใช้ประโยชน์ด้วย นอกจากนี้
ผลผลิตที่ได้ จะปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง
ทำให้ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยไม่ทำให้
สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม
สำหรับในด้านการส่งออกอาหารอินทรีย์
ปัจจุบันได้แก่ ข้าว กล้วยหอม หน่อไม้ฝรั่ง
กระเจี๊ยบเขียว สับปะรด ข้าวโพดอ่อน
ขิงและสมุนไพร เป็นต้น สำหรับเรื่องนี้
เป็นความภาคภูมิใจเป็นพิเศษ เพราะบริษัทอุตสาหกรรมอาหาร
ที่ดิฉันเคยเป็นผู้บริหารอยู่ เป็นผู้ผลิต ข้าวโพดอ่อนอินทรีย์ส่งออก
เป็นรายแรกของประเทศ
(ข้อมูลปรากฏอยู่ใน เอกสาร โครงการศึกษาวิเคราะห์และจัดทำ
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ถึงความต้องการ ของภาคเอกชน
เพื่อให้รัฐสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ด้านอาหารอินทรีย์สุขภาพ เพื่อการส่งออก ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
โดย สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม)
ในด้านส่วนตัว ดิฉันและครอบครัว นิยมกินอาหารอินทรีย์มานานแล้ว
และมีการปลูกผักสวนครัวมาตลอด
ไม่ค่อยได้ไปซื้อผักที่จำเป็นในการประกอบอาหารมาจากตลาดเท่าใด
และรู้สึกดีใจ ที่เห็นกระแสการปลูกผักสวนครัว
เริ่มกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อกลางเดือนสิงหาคมนี้ ดิฉันไปออกกำลัง
ที่สวนเบญจกิติ
เห็นทางกทม.จัดให้มีนิทรรศการการปลูกพืชผักสวนครัว
ผสมผสานไปกับการปลูกต้นไม้ดอกไม้ เพื่อประดับบ้าน
เรียกความสนใจจากผู้มาเดินเล่นและออกกำลังกายเป็นอย่างมาก
มีภาพมาให้ชมกันด้วยค่ะ
เมื่อปี 2548-2552
ทางรัฐบาลได้กำหนด วาระแห่งชาติด้านเกษตรอินทรีย์ไว้
โดยสนับสนุนด้านวิชาการและการเรียนรู้ ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน
เพื่อพัฒนาต่อยอด ภูมิปัญญา ชุมชนท้องถิ่นในเรื่องเกษตรอิทรีย์
ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ
ซึ่งการขับเคลื่อนดังกล่าว มี 3 ระยะ คือ ระยะ ที่
1เป็นการหยุดสารพิษ ลดปุ๋ยเคมี ระยะที่
2ฟื้นฟูสมรรถภาพดิน และระยะที่ 3
สร้างความอุดมสมบูรณ์
( ที่มา:แนวทางและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน
วาระแห่งชาติ การเกษตรอินทรีย์-ชีวภาพ พ.ศ. 2548-2552)
ถ้าเราหันมาปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง หรือเลือกซื้อแต่ผักผลไม้
ที่ปลอดภัยจากสารพิษต่างๆแล้ว เราจะมีสุขภาพที่ดี ร่างกาย
แข็งแรงสมบูรณ์ ขึ้นทุกคน ลดภาระของร่างกาย
ที่จะต้องขับสารพิษที่สะสมอยู่ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดี
ถ้าสะสมถึงในระดับหนึ่ง ก็จะเกิดโรคต่างๆต่อไปนั่นเอง
ผักผลไม้มีกากใย วิตามิน และแร่ธาตุ
ซึ่งจำเป็นต่อร่างกาย
และผลไม้ให้น้ำตาลเพื่อเพิ่มเติมพลังงานซึ่งร่างกายควรจะได้รับทั้งสองอย่างในปริมาณที่เหมาะสม 

ดังนั้น เรามาปลูกผักสวนครัว และปลูกผลไม้ที่ขึ้นง่ายๆ โตไวๆ
ไว้กินกันเองในครอบครัวเถอะค่ะ
ที่ดิฉันปลูกไว้เป็นประจำอยู่ตลอดคือ...พริกขี้หนู..
มะเขือเทศ...ตะไคร้
สะระแหน่..โหระพา..แมงลัก..กะเพรา..ตำลึง...มะเขือพวง...เตยหอม
ซึ่งจะเห็นได้ว่า
ส่วนใหญ่เป็น สมุนไพรคู่ครัว ทั้งนั้น
เพราะกลิ่นรสของสมุนไพร ทำให้อาหารน่ากินและยังเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ
แถมบางชนิดยัง สามารถชงดื่ม ช่วยบรรเทา อาการไม่สบายเล็กๆน้อยๆ เช่น
ท้องอืด คลื่นไส้ โดยไม่ต้องไปหาหมออีกด้วย เช่น ทำน้ำตะไคร้ น้ำขิง
กินสะระแหน่มากๆหน่อย ช่วยแก้อาการจุกเสียดในท้อง เป็นต้น
กำลังเตรียมที่จะปลูก กวางตุ้งและบวบด้วย แล้วแต่ว่า
เราจะชอบรับประทานผักอะไรกันในครอบครัวค่ะ
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับที่บ้านเราควรหันกลับมาใส่ใจในเรื่องของอาหารการกินที่มีประโยชน์ ปลอดจากสารพิษ ครับ
วันที่ไปชมนิทรรศการ พาหลานตัวเล็กไปด้วย ชอบใจ เพราะเหมือนกับที่ปลูกที่บ้าน แต่มีดอกไม้สวยๆมาแซมด้วยอย่างมีศิลปะ
สวัสดีค่ะ คุณภูคา
ต้องใช้คติEat --as if your life depends on it ค่ะ
ข้อมูลจากมูลนิธิ สายใยแผ่นดินบอกว่า เมื่อ ปี 2547 ผักอินทรีย์แพงกว่าผักทั่วไป 60 กว่า%
แต่ตอนนี้ น่าจะถูกลงบ้างแล้ว เพราะคนนิยมกินกันมากขึ้น
เขามีการจำแนกประเภท เป็น ผักทั่วไป/ ผักอนามัย/ ผักเกษตรอินทรีย์
สิ่งที่น่าจะดีคือ เราควรหันมาปลูกผักสวนครัวกันให้มากๆ จะได้ผักที่เรามั่นใจมากขึ้น
สำหรับผักปลอดสารพิษ
วิธีการที่ทำให้สารพิษตกค้างในผักลดน้อยลง เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ
ของผู้บริโภคด้วยวิธีการต่างๆ ก่อนนำประกอบอาหารรับประทาน ดังนี้
1. ลอกหรือปอกเปลือก แล้วแช่น้ำสะอาดนาน 5-10 นาที
จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณ สารพิษตกค้างได้ร้อยละ 27-72
2. แช่น้ำปูนใส นาน 10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง
ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 34-52
3. การใช้ความร้อน ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 48-50
4. แช่น้ำด่างทับทิม นาน 10 นาที (ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตร)
ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 35-43
5. ล้างด้วยน้ำไหลจากก๊อก นาน 2 นาที ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 25-39
6. แช่น้ำซาวข้าว นาน 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาด ลดปริมาณ
สารพิษตกค้างได้ร้อยละ 29-38
7. แช่น้ำส้มสายชูหรือเกลือป่น (น้ำส้มสายชูหรือเกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
ผสมน้ำ 4 ลิตร) และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างได้
ร้อยละ 29-38
8. แช่น้ำยาล้างผัก นาน 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณ

สารพิษตกค้างได้ร้อยละ 22-36
แต่สำหรับ ดิฉันเอง เมื่อซื้อผลไม้มา....
ใช้วิ๊ธี ล้างน้ำนานๆก่อน เป็นอันดับแรก ใช้ฟองน้ำขัดเปลือก และล้างด้วยน้ำเกลือหรือ baking soda ก่อนจะล้างน้ำอีกทีด้วย เพราะที่บ้านมีเด็กเล็กๆ จึงต้องระวังเป็นพิเศษ
ถ้าปอกเปลือกได้ ก็จะปอกเปลือกด้วย เช่นแอปเปิ้ล เป็นต้น
ผักสวนครัว ที่เราปลูกกันเอง ควรจะเป็นผักที่เข้าลักษณะ ผักไร้สารพิษ ไม่ควรไปใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต หรือ ยาฆ่าแมลง อย่างหนึ่งอย่างใดทั้งสิ้น

กองโภชนาการแนะนำให้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กกินผัก เพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคภัยต่อไป

จึงเห็นควร ทำพืชผักสวนครัวในบ้านมากขึ้น เช่น แปลงเล็กในสวนหลังบ้าน ข้างบ้าน หรือใส่กระถางปลูกพริก ข่า ตระไคร้ กะเพรา โหระพา สะระแหน่ มะเขือเทศไว้ 5-6 กระถางก็พอกินได้แล้วสำหรับครอบครัวเล็กๆ จะทำให้เข้าถึงการกินผักได้ง่ายขึ้น
จากข้อเขียน ของศ.นพ.ดร.วิจิตร บุณยะโหตระ::ถ้าสารพิษ ไปสะสมในร่างกายเรามากๆเข้า โอกาสจะเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งก็จะสูงขึ้น เพราะทั้งเนื้องอกและมะเร็งคือ โรงเก็บสารพิษนั่นเอง
สวัสดีค่ะคุณพี่ ที่คิดถึงเสมอ
คิดถึงเสมอ
รักษาสุขภาพนะคะ ฝากกอดหลานน้อยด้วยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
อ่านบันทึกนี้แล้วชื่นใจจังค่ะ อ่านไปก็ว่าจะเขียนขอดูรูปสวนครัวที่บ้านคุณพี่ศศิฯด้วย ก็มาได้เห็นใน comment ต่อเลย เยี่ยมมากๆค่ะ ชักจะอยากลุกขึ้นมาจัดการสัก 2-3 กระถางแล้ว กลัวแต่เขาจะไม่รอดจนเราได้กินผลิตผลน่ะสิคะ พี่มีเคล็ดลับมาแนะนำด้วยไหมคะ สำหรับผักที่ปลูกได้ง่ายๆสำหรับมือใหม่ จะได้มีกำลังใจปลูกเพิ่มเติมไปเรื่อยๆน่ะค่ะ ขอบคุณบันทึกดีๆมีมูลค่าเพิ่มแบบนี้นะคะ ยอดเยี่ยมจริงๆ
เคยปลูกผักเองค่ะ ทานไม่ทันเลย ปลอดสารพิษด้วยและภูมิใจที่มีสวนครัวเป็นของตัวเอง
ตอนหลังปลูก ผักจำเป็นเช่น มะนาว มะกรูด พริก กระเพรา โหระพา ใบชะพลู ก็เก็บทานได้ทุกวัน
สวัสดีค่ะพี่ศศินันท์
อ่านแล้ว ทำให้ได้มีโอกาสทบทวนความรู้เรื่อง..อาหารอินทรีย์สุขภาพ ค่ะ โดยปกติสนใจและชอบด้านสุขภาพอยู่แล้ว เพราะเคยมีปัญหาเรื่องท้องผูก เมื่อมีจุดเปลี่ยนความคิดจึงหันมาฝึกทานผักผลไม้มากขึ้น จนชอบทานและขาดไม่ได้ค่ะ
จากการอ่านหนังสือและเรียนกับดร.เกียรติวรรณ ท่านให้ความสำคัญมากกับ Life force ในอาหารสดหรืออาหารที่ไม่ผ่านความร้อนเกิน 40 องศา การที่คนปัจจุบันมีปัญหาเรื่องนน.เกินเมื่ออายุมากขึ้น เนื่องจากทานอาหารที่ไม่มีพลังชีวิต หรือ Life force แล้ว จึงได้แต่พลังงานที่นำไปใช้ไม่ได้ ทานน้อยแต่นน.เพิ่ม อ่อนเพลีย ไม่สดชื่น ร่างกายไม่เผาผลาญอาหาร อาจารย์เล่าว่า..การควบคุมนน.นั้นไม่สำคัญว่าคุณจะทานน้อยหรือทานมาก แต่อยู่ที่ว่าคุณทานอะไรมากกว่า เพราะถ้าร่างกายได้รับเอ็นไซม์จากอาหาร (ซึ่งก็มีมากในอาหารสด ผักสดผลไม้นั่นเอง) ก็จะมีการเผาผลาญอาหารและนำพลังงานไปใช้ได้หมดจด ไม่เหลือเป็นไขมันส่วนเกินค่ะ
และการทานผักสด ผลไม้ ก็คงต้องคำนึงถึงความสำคัญของสารตกค้างดังที่พี่บอกไว้นี่เองค่ะ
ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ
ส่งภาพดอกส้มจีน หอมอ่อน ๆ มาให้พี่ยามเช้าค่ะ
ถ้าทุกครอบครัวมีเนื้อที่/มุม/กระถางปลูกผักสวนครัวก็ดีนะคะ ^^ ต้อมก็คิดว่าบ้านตัวเองน่าจะมีได้แล้วค่ะ
ร่วมสนับสนุนการปลูกผักสวนครัวไว้ทานเองครับ หรืออาจจะสนับสนุนผักพื้นบ้านจากตลาดสดก็ค่อนข้างปลอดภัย
คนข้างกายผมเป็นคนแพ้สารเคมีตกค้างในผักอย่างรุนแรง
ถึงวันนี้ร่างกายก็ยังไม่ฟื้นเป็นปกติเลยครับ
สวัสดีค่ะ ครูอ้อย แซ่เฮ

ตืนนี้ นอนดึกนะคะ อิๆๆๆ
ขอบคุณที่มาอ่านค่ะ ที่บ้านพี่ จะปลูกสวนครัวกันมานานแล้ว ไม่ค่อยได้ซื้อผักหลายๆอย่างมาจากตลาด เช่นพริก ตะไคร้ มะกรูด มะนาว โหระพา กะเพรา มะเขือเปาะ ต้นเตยหอม มะเขือเทศ ต้นหอมแบ่ง
ผลไม้ ส่วนใหญ่ จะเป็นต้นไม้ยืนต้น เช่น มะพร้าวน้ำหอม มะม่วง ต้นยอ ทับทิม ค่ะ
รู้สึกว่า เวลาเก็บมากิน สนิทใจดี และประหยัดค่ะ เพราะส่วนใหญ่ พี่กินข้าวที่บ้านค่ะ
ครูอ้อย จะลองปลูกบ้างก็ดีต่ะ ไม่ต้องมาก ไม่เป็นภาระค่ะ
สวัสดีค่ะคุณโอ๋ โอ๋-อโณ คุณโอ๋ บอกว่า อยากเห็น สวนครัวบ้านพี่

เลยเอารูปมาให้ดูค่ะ ปลูกหลายอย่าง ส่วนใหญ่ลงกระถาง อยู่ในความรับผิดชอบของแม่บ้าน เขาขุดดิดไม่ไหว เลยขอปลูกใส่กระถาง แค่ปลูกในกระถาง ก็ทานไม่ทันแล้วค่ะ งามจังเลย ช่วงนี้ กำลังจะต้องปลูกทดแทนผักบางชนิดแล้วค่ะ
ผักเล็กๆน้อยๆ เดินไปเก็บจากต้น ไม่ต้องซื้อ อาจไม่ได้มีราคาสูงอะไร แต่เราได้กิน ผักที่ไร้สารพิษจริงๆค่ะ
ส่วนมะนาว ก็กำลังใกล้ออกลูกค่ะ
นึกๆอยากจะเขียนเรื่องการพออยู่พอกินของคนที่อยู่บนเขาที่สีคิ้ว
นานแล้ว ยังไม่ได้เขียนสักที คิดว่า จะเขียนเร็วๆนี้ค่ะ
ทึ่งมากๆ เขาไม่รู้เรื่องโลกภายนอกเท่าไร แต่ อยู่ได้อย่างสบายค่ะ ไปเห็นมากับตาแล้ว
และมีสุขภาพดี เพราะอากาศดี มีการเพาะปลูกพอกิน มีน้ำสะอาดใช้จากหนองน้ำธรรมชาติ...เป็นอีกแบบหนึ่ง ของชีวิต ที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯค่ะ
นี่คือ ต้นมะเขือเทศ ที่ปลูกที่บ้าน กำลังให้ผล ถ่ายรูปกลางแดดเลยไม่ค่อยชัดค่ะ
ผักสวนครัว จะเป็นพืชล้มลุก พอหมดอายุ ก็จะเหี่ยวแห้งเฉาไป เราก็ต้องปลูกใหม่ แต่ที่ต้องปลูกทุกเที่ยวคือ ต้นพริกขี้หนู เพราะปกติ จะมีการใช้ยาฆ่าเพลี้ยกันสูงมากๆ เนื่องจาก พริกปลูกยาก เพลี้ยชอบขึ้
แต่ที่ปลูกที่บ้าน ยังไม่เคยมีเพลี้ยเลย
สวัสดีค่ะ คุณแก้ว..อุบล จ๋วงพานิช

ค่ะ พี่ก็ว่า การปลูกสวนครัวไว้กินเองในบ้าน เป็นกิจกรรมที่สนุก สำหรับสมาชิกในครอบครัวนะคะ
และยังภูมิใจ ในสิ่งที่เราปลูกเองมากับมือด้วย
นอกจากผักสวนครัว พี่ยังชอบปลูกไม้ผลด้วยค่ะ อย่างเช่น มะพร้าวพันธุ์สีทองนี้ หอมหวานเหลือเกิน มี 2 ต้น ตายไป 1 ต้นโดนหนูแทะราก กำลังเพาะอยู่ว่า จะขึ้นอีกไหม
น้ำมะพร้าว เป็นNatural Juice อย่างแท้จริงค่ะ มีประโยชน์มากมายและอร่อยด้วย
คุณ คนไม่มีราก บอกว่า ไปอ่านมาแล้ว ชอบมาก ๆ ค่ะ
ส่งภาพดอกส้มจีนที่กำลังออกเต็มต้นมาให้พี่ชมค่ะ

ขอบคุณมากๆค่ะ...
ผักอนามัย กับผักปลอดภัยจากสารพิษ ก็ยังใช้สารเคมีนะคะ แต่เข้มงวดเรื่อง สารตกค้างให้ไม่เกินปริมาณที่กำหนด เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคค่ะ
แต่พืชอินทรีย์ ไม่มีการใช้เคมีเลย สถาบันพืชเกษตรอินทรีย์ มกท. ในประเทศเรา จะเป็นผู้รับรองให้ แต่ถ้าเป็นการส่งออก หน่วยรับรอง ของต่างประเทศ จะเป็นผู้รับรองค่ะ
สวัสดีอีกทีค่ะ คุณคนไม่มีราก

ที่บอกว่า...
การควบคุมนน.นั้น ไม่สำคัญว่าคุณจะทานน้อยหรือทานมาก แต่อยู่ที่ว่าคุณทานอะไรมากกว่า เพราะถ้าร่างกายได้รับเอ็นไซม์จากอาหาร (ซึ่งก็มีมากในอาหารสด ผักสดผลไม้นั่นเอง) ก็จะมีการเผาผลาญอาหารและนำพลังงานไปใช้ได้หมดจด ไม่เหลือเป็นไขมันส่วนเกินค่ะ
ขอเติมว่า และสำคัญว่า เราทานอะไรมื้อไหน มากกว่าด้วยค่ะ
เราทานตามปกติ แต่ ถ้าเป็นมื้อเย็น ไม่ควรทานแป้งมาก เพราะจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล ได้ง่ายและเร็วมากด้วยค่ะ
อาหารที่ดีที่สุด ที่เราควรทาน คือ อาหารที่สด ใหม่และปราศจากสารพิษเจือปนนะคะ