ปัจจุบัน
ข่าวคราวเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
ยังคงเป็นหัวข้อยอดฮิต ยึดหน้าสื่อทุกประเภทอย่างต่อเนื่อง
แม้ทางการจะไม่ให้กระทรวงสาธารณสุขประกาศตัวเลขจำนวนผู้ป่วย
และผู้เสียชีวิตแบบรายวัน
แต่ก็ดูเหมือนความวิตกกังวลของผู้คนก็ยังมิได้ลดหายไปแต่ประการใด
ช่วงนี้ กรกฏาคม 2552 สังเกตว่า มีคนเป็นไข้หวัดใหญ่
2009 กันมากขึ้น เพราะ แม้เชื้อจะไม่แรงมาก
แต่มันแพร่เร็ว และค่าใช้จ่ายสูง ท้าทายทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหมด
ไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐบาล โรงพยาบาล หมอ พยาบาล
และที่สำคัญที่สุดคือ การดูแลตัวเองของทุกคน
เพราะผู้เชี่ยวชาญบอกว่า นี่เป็นช่วง "ขาขึ้น"
ของการระบาด
นพ.เรวัติ วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์
กล่าววันที่ 27 กรกฎาคม2552 ว่า
จากการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
ขยายวงการระบาดไปทั่วประเทศ ในขณะนี้
คาดว่าประเทศไทยจะมีผู้ติดเชื้อโรคนี้จริงๆมาก 5- 6
แสนคน
และคาดการณ์ อาจมีการระบาดของโรคระลอกสองในเดือนส.ค.-ต.ค.นี้
แต่ด้วยประสบการณ์ของแพทย์ที่มีแนวทางในการรักษา
และประชาชนก็ช่วยกันดูแลตัวเองเป็นอย่างดีแล้ว
ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขแล้ว
คงจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและอัตราการเสียชีวิตลงได้
ข้อดี ที่มากับการระบาดนี้คือ
ปรากฏการณ์ที่ผู้คนตื่นตัวในเรื่องการดูแลสุขภาพร่างกายและสุขอนามัยของตนเองอย่างไม่เคยมีมาก่อน
การรณรงค์เรื่อง "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ" นั้น
ได้ผลอย่างน่าพอใจ
กลายเป็นเรื่องเคร่งครัดของทุกครอบครัวที่สมาชิกทุกคนยินยอมพร้อมใจทำตามอย่างไม่มีเงื่อนไข
"ฮีโร่พันธุ์ใหม่ใส่ใจสวมหน้ากากอนามัย"

ผลไม้และผักที่มีวิตามินซีสูงๆ เช่น ฝรั่ง มะม่วง
มะละกอ พุทรา มะกอก เงาะ แคนตาลูป ผักคะน้า กะหล่ำปลี
ดอกกะหล่ำ พริกทุกชนิด มะละกอดิบ ผักกาดและผักที่มีใบสีเขียวทั้งหลาย
จะขายดีมาก
วิตามินซีมีประโยชน์ในการป้องกันโรค
เพราะนอกจากจะทำให้ผิวหนังแข็งแรง ยังช่วยลดอาการ อาการหวัด
เช่นน้ำมูกไหล จาม เจ็บแสบคอได้ เมื่อรู้สึกว่าจะเป็นหวัด
วิตามินซีเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้ดี
เป็นการประกันตัวเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ 2009
ได้ไปอีกเปลาะหนึ่ง


สมุนไพรไทย
เป็นทางเลือกหนึ่งในการนำมาใช้รักษาและป้องกันเบื้องต้นได้
สมุนไพรไทยมีหลายชนิดมีสรรพคุณหลายอย่าง ที่สามารถต้านเชื้อไวรัสได้ดี
เช่น คาวตองหรือพูลคาว
ฟ้าทะลายโจร ยาห้ารากหรือจันทลีลา และยาเขียวหอมสำหรับเด็ก
ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ สมุนไพรฟ้าทะลายโจร
ดีกว่ายาปฏิชีวนะ ตรงที่ไม่เกิดการง่วงนอน ไม่เกิดการดื้อยา และยัง
ป้องกันตับ จากสารพิษหลายชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซตามอล
หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม

โรงพยาบาลอภัยภูเบศร อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า
ประชาชนหลังทราบข่าว ฟ้าทะลายโจร ซึ่งมีสารแอนโดรกราโฟไลด์
ซึ่งมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบของเซลที่ติดเชื้อไวรัส
สามารถใช้ป้องกันและรักษาไข้หวัดใหญ่ได้
ที่ร้านสมุนไพรของ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศ
สมุนไพรอื่นๆ ที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อไวรัสได้
รองลงมา ได้แก่ ขิง
มีสรรคุณลดจำนวนเชื้อไวรัสได้ มีฤทธิ์อุ่น
และกระเทียม
จากการศึกษาในห้องแลปพบว่า กระเทียมดอง
มีสรรพคุณเหมือนวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้
นอกจากนี้
จากการทดลองของคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า
สมุนไพรที่มีฤทธิ์แก้ไข้หวัดใหญ่ยังมี น้ำกระเจี๊ยบ ขมิ้นอ้อย มะระ
และฟักข้าว
ซึ่งมีฤทธิ์ต้านไวรัสเหมือยาโอเซลทามีเวียร์
สมุนไพรเหล่านี้หากเริ่มมีอาการเป็นหวัดก็สามารถช่วยได้
ในช่วง 1-2 วันแรก แต่หากอาการไม่ดีขึ้นจึงไปพบแพทย์
แต่การกินสมุนไพรทุกชนิด ก็ต้องระวังเหมือนกัน
เพราะบางคนก็จะมีอาการแพ้ได้ ทางกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
ได้มีเอกสารเผยแพร่ ข้อดี ข้อเสีย ของการใช้
สมุนไพรต่างๆที่มีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Herbs with
anti-influenza activity) โดยจะขอยกมาเผยแพร่ย่อๆดังนี้...
1.ฟ้าทะลายโจร
Andrographis paniculata (Burm. F)
Wall. ex Nees
วงศ์ACANTHACEAE
ได้รับเลือกเป็นสุดยอดสมุนไพรไทยแห่งปี
48 มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ฤทธิ์ต้านอักเสบ
ฤทธิ์ลดไข้
บรรเทาอาการหวัด ดีกว่าการใช้ ยาปฏิชีวนะในคนที่เป็นหวัดบ่อยๆ
ร้อนในบ่อยๆ เนื่องจากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิต้านทานอ่อนลง
สาเหตุสำคัญก็เนื่องมาจากในฟ้าทะลายโจรเองมีสารออกฤทธิ์เรียกว่า
แอนโดรกราฟโฟไลด์
(Andrographolide) ที่ให้ผลในการลดไข้ ต้านอาการอักเสบ
ลดอาการจากการหวัด
ส่วนผลต่อไวรัส
สมุนไพรตัวนี้จะมีผลไปลดการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส
จึงทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่เซลล์ของคนเราได้ยากขึ้น
ขณะเดียวกันยังมีฤทธิ์ไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายเราตามปกติ
ส่งผลให้ร่างกายของเราต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้ดียิ่งขึ้น
ศ.นพ.วิษณุ ธรรมลิขิตกุล
ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศึกษาพบว่า
เมื่อให้ผู้ป่วยที่มีอาการไข้เจ็บคอรับประทานฟ้าทะลายโจรแคปซูล
ในวันที่ 3
หลังรักษาผู้ป่วยหายจากไข้และอาการเจ็บคอไม่ต่างจากกลุ่มที่ได้รับยาพาราเซตามอล
หากเป็นผลิตภัณฑ์ขององค์การเภสัชกรรม
(อภ.) บรรจุ 375 มิลลิกรัม รับประครั้งละ 5
แคปซูล ถ้าแคปซูลที่มีปริมาณ 500
มิลลิกรัม ก็รับประทานครั้งละไม่เกิน 3
แคปซูล
องค์การอนามัยโลก
จึงได้แนะนำให้ใช้ฟ้าทะลายโจรในการบรรเทาอาการหวัดในเอกสาร
WHO monographs of selected medicinal plants Volume 2
ภายใต้ monograph "Herba
Andrographidis"
ข้อห้ามและอาการแพ้::
แต่สำหรับบางคน
จะก่อให้เกิดอาการ รู้สึกหนาว รู้สึกเฉื่อยชา
เนื่องจากฟ้าทะลายโจรเป็นพืชเย็น นอกจากนี้
ก็มีปวดท้อง ท้องเดินคลื่นไส้
วิงเวียน ใจสั่น เบื่ออาหาร ผื่นคัน เป็นลมพิษได้
นอกจากนี้ ห้ามใช้ในสตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตร
ห้ามใช้ในการบรรเทาอาการไข้หรือเจ็บคอจาการติดเชื้อแบคทีเรีย
Streptococcus group A ซึ่งมีอาการรุนแรง
ซึ่งการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มนี้อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น
ไข้รูห์มาติค โรคหัวใจรูห์มาติคและไตอักเสบ

2.ขิง --Zingiber officinale Rosc./ Ginger-แก้ไอ และขับเสมหะ ฝนกับน้ำมะนาวแทรกเกลือ ใช้กวาดคอหรือจิบบ่อย ๆ บางคน มีอาการแสบร้อนกลางอก และในทางเดินอาหาร
3.ผักคาวตอง/ พลูคาวตอง Houttuynia cordata Thunb. วงศ์ Saururaceaeใช้ผักคาวตองเป็นส่วนประกอบในตำรับยารับประทาน สำหรับยับยั้งและทำลายเซลล์มะเร็ง เพิ่มภูมิต้านทาน และสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส แต่อาการแพ้ ยังไม่ปรากฏ
4.จันทลีลา- แก่นจันทน์ขาว แก่นจันทน์แดง บอระเพ็ด รากปลาไหลเผือก มีฤทธิ์ลดไข้ มีรสขมมาก อาการแพ้ ยังไม่ปรากฏ นอกจาก มีรสขมมาก
5.บอระเพ็ด- Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook. F. & Thoms. มีฤิทธิ์แก้ไข้ได้ แต่อ่อนกว่าแอสไพริน แต่ใช้นานๆ จะมีเอนไซม์ในตับสูงขึ้น ห้ามใช้กับผู้ป่วยโรคตับ ไต หรือสตรีมีครรภ์ ห้ามใช้ติดต่อกันนานๆ
6.ยาเขียวหอม-- แก้ไข้สำหรับเด็ก แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ยามีรสขมเย็น ยังไม่มีรายงานอาการแพ้
7.กระเทียม--Allium sativum L. วงศ์ Liliaceae เป็นสมุนไพรกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Immunomodulator / Immunostimulant) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกระเทียมที่มีสาร allicin คนที่กินกระเทียมเป็นประจำ มีโอกาสเป็นหวัดน้อยกว่า และเมื่อเป็นหวัดแล้วหายเร็วกว่าคนที่ไม่ชอบกิน มีอาการไม่พึงประสงค์ถ้ากินสดๆ คือ รสเผ็ดร้อนมาก ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นแรง ร้อนที่คอและกลางอก ลมหายใจและกลิ่นตัวแรง
8.กระเจี๊ยบแดง--
Hibiscus sabdariffa L. วงศ์ MALVACEAE ส่วนที่ใช้คือ ใบ
ละลายเสมหะ แก้ไอลดการอักเสบ ต้านไวรัสเริม ไข้หวัดใหญ่
ขับเมือกมันในลำไส้ ทำให้โลหิตไลเวียนดี ช่วยย่อยอาหาร หล่อลื่นลำไส้
ขับปัสสาวะ เป็นยาระบายและบำรุงธาตุ
น้ำจากดอกกระเจี๊ยบ
ถ้ากินส่วนสกัดนี้ในขนาดสูงและในระยะเวลานาน
อาจทำให้เป็นพิษต่อตับได้
9.มะแว้ง
Solanum trilobatum L. วงศ์ Solanaceae
เป็นพืชผักที่ใช้เป็นอาหารและเป็นยา ผลสดรับประทาน เป็นผัก
ซึ่งผลของมะแว้ง จะช่วยบำรุงธาตุทำให้เจริญอาหาร สำหรับ ประโยชน์ทางยา
ในตำรับยาแผนโบราณทั้งไทย และต่างประเทศ ได้กล่าวถึงสรรพคุณของ
มะแว้งไว้ในการใช้ เป็นยาแก้ไอขับเสมหะ
และกระทรวงสาธารณสุขได้มีประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1
กันยายน 2511 ระบุยา "ประสะมะแว้ง" ให้เป็นยาสามัญ ประจำบ้าน
แผนโบราณ สำหรับใช้แก้ไอ ขับเสมหะ ไม่พบว่าก่อให้เกิดอาการเป็นพิษอย่างใด
10.มะระขี้นก-- Momordica charantia L. วงศ์Cucurbitaceae ลดน้ำตาลในเลือด แก้ไอ แก้ไข้ แก้ร้อนใน แต่ไม่ควรใช้กับสตรีมีครรภ์ บางทีเกิดอาการชักในเด็กได้ อาจจะมีสารที่ทำให้เกิดความเป็นพิษต่อตับ
11.หอม--
Allium ascalonicum L.วงศ์ Alliaceae ชื่ออื่นๆ ปะเซอก่อ
ปะเซะส่า หอมแดง หอมไทย หอมบัว หอมเล็ก หอมหัว Multiplier shallot,
Shallot
มีสารก่อกลายพันธุ์ฤทธิ์อ่อนๆ
แต่ฤทธิ์จะสูงขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นด้วยเอนไซม์ในร่างกาย
เมื่อสลายสารนี้ด้วยเอนไซม์ b-glucuronidase
ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่พบที่ลำไส้ใหญ่
พบว่าฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์จะรุนแรงเพิ่มขึ้น
หัวหอม มีรสฉุน ช่วยขับลม แก้ท้องอืด
ช่วยย่อยและเจริญอาหาร แก้บวมน้ำ แก้อาการอักเสบต่างๆ ขับพยาธิ
ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ตำรายาไทยใช้หัวหอมแดง
ผสมรวมกับเหง้าเปราะหอมสุมหัวเด็ก แก้หวัดคัดจมูก
และกินเป็นยาขับลม


การใช้สมุนไพรเป็นยา
ที่ถูกต้อง ต้องศึกษาก่อน ถึงข้อดี ข้อเสียที่อาจจะมี
สรุปคือ
1. ใช้ให้ถูกต้น
สมุนไพรมีชื่อพ้องหรือซ้ำกันมากและบางท้องถิ่นก็เรียกไม่เหมือนกัน
2. ใช้ให้ถูกส่วน ต้นสมุนไพรไม่ว่าจะเป็นราก ใบ ดอก
เปลือก ผล เมล็ด จะมีฤทธิ์ไม่เท่ากัน บางทีผลแก่
ผลอ่อนก็มีฤทธิ์ต่างกันด้วย บางส่วนใช้เป็นยาได้ บางส่วน
ใช้ไม่ได้
3. ใช้ให้ถูกขนาด สมุนไพรถ้าใช้น้อยไป
ก็รักษาไม่ได้ผล แต่ถ้ามากไปก็อาจเป็นอันตราย
หรือเกิดพิษต่อร่างกายได้
4. ใช้ให้ถูกวิธี สมุนไพรบางชนิดต้องใช้สด
บางชนิดต้องปนกับเหล้า บางชนิดใช้ต้มจะต้องรู้วิธีใช้ให้ถูกต้อง
5. ใช้ให้ถูกกับโรค เช่น ท้องผูกต้องใช้ยาระบาย
ถ้าใช้ยาที่มีฤทธิ์ผาดสมานจะทำให้ท้องผูกยิ่งขึ้น
อาการแพ้ที่เกิดจากสมุนไพร เกิดขึ้นได้น้อย เพราะสมุนไพรมิใช่สารเคมีชนิดเดียวเช่นยาแผนปัจจุบัน ฤทธิ์จึงไม่รุนแรง (ยกเว้นพวกพืชพิษบางชนิด) แต่ถ้าเกิดอาการแพ้ขึ้นควรหยุดยาเสียก่อน ถ้าหยุดแล้วอาการหายไป อาการที่เกิดจากการแพ้ยาสมุนไพร มีดังนี้
1.
ผื่นขึ้นตามผิวหนังอาจเป็นตุ่มเล็กๆ ตุ่มโต ๆ
เป็นปื้นหรือเป็นเม็ดแบนคล้ายลมพิษ อาจบวมที่ตา (ตาปิด) หรือริมฝีปาก
(ปากเจ่อ) หรือมีเพียงดวงสีแดงที่ผิวหนัง
2. เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
(หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง) ถ้ามีอยู่ก่อนกินยาอาจเป็นเพราะโรค
3. หูอื้อ ตามัว ชาที่ลิ้น ชาที่ผิวหนัง
4. ประสาทความรู้สึกทำงานไวเกินปกติ
เช่นเพียงแตะผิวหนังก็รู้สึกเจ็บ ลูบผมก็แสบหนังศีรษะ ฯลฯ
5. ใจสั่น ใจเต้น
หรือรู้สึกวูบวาบคล้ายหัวใจจะหยุดเต้น และเป็นบ่อยๆ
6. ตัวเหลือง ตาเหลือง
ปัสสาวะเหลืองและเมื่อเขย่าจะเกิดฟองสีเหลือง
(เป็นอาการของดีซ่าน)
ใครที่มี อาการเหล่านี้
แสดงถึงอันตรายร้ายแรงต้องรีบไปหาแพทย์
และการใช้สมุนไพรเพื่อเป็นยารักษาโรค
ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
อ้างอิงข้อมูลจาก-- กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
--
การใช้คู่มือยา จากสมุนไพร
--
สถาบันวืจัยสมุนไพร
-- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
พี่ศศินันท์คะ....หว้าทานฟ้าทะลายโจรทุกมื้อค่ะ เพราะตอนนี้นักศึกษาก็เริ่มเป็นกันเยอะแล้วค่ะ น่ากลัวมากๆเลย นอกจากนี้ก็ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงและก็ทานวิตามินซี 1000 มิลลิกรัมทุกวัน ก็พยายามป้องกันตัวเท่าที่ทำได้ คิดถึงนะคะ
สวัสดีค่ะอาจารย์อ.ลูกหว้า
ไม่ได้คุยกันนาน คิดถึงจังค่ะ ดูรูป ยังสวยเหมือนเดิม
พี่ว่า ตอนนี้พวกเรา ต้องดูแลตัวเองกันให้มากๆ ให้มีสุขภาพที่ดี มีภูมิคุ้มกันมากๆฟ้าทะลายโจร ใช้ได้ดีทีเดียว
เมื่อเย็นวาน โดนละอองฝน ตกค่ำ รู้สึกแสบคอ และจามหลายหน ใจไม่ดี รีบกิน ฟ้าทะลายโจรมื้อละ 4 เม็ด เย็น และก่อนนอน รีบนอนแต่หัวค่ำ ตอนเช้า รู้สึกดีขึ้น เช้า-กลางวัน กินไปอีก 2 มื้อแล้ว รู้สึกดีขึ้นมาก แต่มีไข้ ไม่เพลีย ไม่ปวดหัว คิดว่า พรุ่งนี้ คงหาย
สรรพคุณของสมุนไพรนี้ดีจริงๆ แต่ก็อดอยากจะรู้ไม่ได้ว่า มีคนแพ้ยาสมุนไพรไหม เพราะยาและอาหารทุกชนิดในโลก มีคนที่แพ้เสมอ เลยได้บันทึกนี้มาค่ะ และเลยถือโอกาส เอามาเล่าให้พวกเรา ด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะ
ฟ้าทะลายโจร นี่ สุดยอดค่ะ เพิ่งกินไป 3 วันเหมือนกัน บรรเทาอาการหวัด เจ็บคอ ได้ดีมาก ขอยืนยัน
ตามคุณกฤษณาเข้ามาค่ะ เพิ่งทราบค่ะ ว่า สมุนไพร แพ้ได้เหมือนกัน แต่ก็ยังดีกว่า ยาแผนปัจจุบัน ถึงแพ้ ก็มีฤทธิ์จึงไม่รุนแรง
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะคุณกฤษณา 4
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านอีกตามเคย
ได้ ข่าวว่า เป็นหวัด คงหายแล้วนะคะ น่าจะเป็นเพราะฟ้าทะลายโจรนี่เอง แต่อย่าประมาทนะคะ ต้องพักผ่อน และบำรุงร่างกายให้แข็งแรง และใช้หน้ากากอนามัยด้วย เวลาไปในที่แออัดนะคะ
ตอนนี้ ไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นกันมากขึ้น เพราะ แม้เชื้อจะไม่แรงมาก แต่มันแพร่เร็ว และท้าทายทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหมด ไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐบาล โรงพยาบาล หมอ พยาบาล และที่สำคัญที่สุดคือ การดูแลตัวเองของทุกคน เพราะขณะนี้ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า นี่เป็นช่วง "ขาขึ้น" ของการระบาดค่ะ ก.ค 2552
มีข่าวว่า ทางกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ เปิดห้องปฏิบัติการ"ผ่าศพ" เก็บข้อมูลผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ค้นหาสาเหตุตายทั้งที่ไม่มีโรคประจำตัว พร้อมหาแนวทางการรักษาให้รอดตาย
คาดว่าไทยจะมีผู้ติดเชื้อโรคนี้จริงๆ มากกว่า 5 - 6 แสนคนแล้ว คงจะต้องมีมาตรการรับมือการระบาดระลอก 2 ในเดือนส.ค.2552นี้ด่วนแล้วค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์ Sila Phu-Chaya
คนที่เป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว อาจจะแพ้หรือไม่แพ้สมุนไพรบางอย่างก็ได้ค่ะ
สำหรับพี่เอง แพ้กระเทียมค่ะ ร้อนในปากและคอมาก คลื่นไส้ อิ่มทันทีเลยค่ะถ้ากำลังทานอาหารอยู่ ออกไปนั่งผะอืด ผะอมอยู่นาน
จริงๆ คนที่ทานกระเทียมเป็นประจำ เขาชอบมากนะคะ เขาบอกว่า ไม่ค่อยเป็นหวัด เพราะเป็นสมุนไพรกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Immunomodulator / Immunostimulant)
ปัจจุบันนี้ มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกระเทียมที่มีสาร allicinหลายยี่ห้อค่ะ คนที่กินกระเทียมเป็นประจำ มีโอกาสเป็นหวัดน้อยกว่าจริงค่ะ และเมื่อเป็นหวัดแล้วหายเร็วกว่าคนที่ไม่ชอบกิน
แต่กระเทียม มีอาการไม่พึงประสงค์ถ้ากินสดๆ คือ รสเผ็ดร้อนมาก ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นแรง ร้อนที่คอและกลางอก ลมหายใจและกลิ่นตัวแรงค่ะ
เรื่องกระเจี๊ยบก็เช่นกัน ปกติ กระเจี๊ยบเขียว มีโรคมาก กระเจี๊ยบแดง ก็คงเช่นกัน สารฆ่าแมลงตกค้าง น่าจะมีไม่น้อยค่ะ
พี่เองเคยส่งกระเจี๊ยบเขียวไปญี่ปุ่นอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่ไหวค่ะ โดนตรวจมากมาย เพราญี่ปุ่นกลัวสารตกค้าง บางทีก็โดนตีกลับด้วย จะไปซื้อมาต้มน้ำดื่ม ต้องให้แน่ใจนะคะว่า มีที่มา ที่ไปอย่างไร
สวัสดีครับ
ผมกินกระเทียมไม่ได้ครับ คลื่นไส้มากๆ และร้อนในคอด้วย เป็นเพราะอะไรครับ
แหล่งเรียนรู้ของคุณ"ครู"Sasinand
บันทึกสุดสร้างสรรค์อ่านถ้วนทั่ว
ให้ข้อมูลความรู้ใกล้-ไกลตัว
ทุกครอบครัวอ่านได้พร้อมใช้งาน
สวัสดีค่ะคุณพรพรรณ 5
เรื่องสมุนไพร เราสามารถแพ้ได้เหมือนกันค่ะ เหมือนคนที่แพ้ ดอกไม้ใบหญ้า หรือผักผลไม้ต่างๆ แต่ก็ยังดีกว่า ยาแผนปัจจุบัน ถึงแพ้ ก็มีฤทธิ์จึงไม่รุนแรง
จริงๆแล้ว เราสามารปลูกพืชสมุนไพรกัน ในรูปของสวนครัว และสามารถ แต่งสวนให้ความสวยงามไม่แพ้ไม้ประดับค่ะ ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง
เวลามีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เราสามารถที่จะพึ่งพาพืชสมุนไพรได้ ที่ดินแม้เพียงเล็กน้อย หรือใช้กระถางก็เพียงพอกับการปลูกสมุนไพรได้ ขอเพียงเลือกชนิดที่เหมาะสมกับที่ดิน สภาพแวดล้อมและความชำนาญในการปลูกเท่านั้น
สมุนไพรที่อยากแนะนำให้มีประจำบ้านชนิดแรกคือ ว่านหางจระเข้ สมุนไพรที่มีประโยชน์มากมาย คือใช้ใบของมันปอกเปลือกออกเหลือแต่วุ้น ล้างยางออกแล้วใช้ประคบแผลโดนไฟ หรือน้ำร้อนลวกได้เป็นอย่างดีค่ะ แผลจะไม่พองอย่างน่าประหลาด
กล้วยเป็นพืชที่มีประโยชน์มหาศาล ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ใบ, ผล, ลำต้น, ปลี, หรือกระทั่งก้านกล้วย ผลมีสรรพคุณทางยามาก ผลอ่อนมีรดฝาดใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย ผลสุกของกล้วยเช่น กล้วยน้ำว้า เป็นยาระบาย และยังเป็นอาหารอ่อนๆสำหรับคนป่วย คนชรา และเด็กเล็กๆ
ผลกล้วยหอมมีแร่ธาตุสูงเหมาะสำหรับทุกคน กล้วยปลูกง่ายขึ้นได้แทบทุกสภาพดิน ชอบดินร่วน ต้นกล้วยให้ร่มเงาดีและใบไม่ร่วงเลอะเทอะค่ะ
สวัสดีค่ะคุณครูครูคิม 6
ดีใจจริงที่ครูคิมเข้ามาเยี่ยมค่ะ
คุณครูบอกว่า เด็ก ๆ กำลังให้ความสนใจกับโครงงานพืชสมุนไพร มาร่วมกลุ่มกันปลูกเป็นแปลงใหม่ ใส่ใจกับการดูแลรักษาให้มากขึ้น
เป็นเรื่องที่ดีนะคะ
ได้ข่าวว่า ฝรั่งเศสให้ทุน ม.นเรศวร วิจัยสมุนไพรไทยรักษาความดันโลหิตค่ะ
อ่านจากข่าวว่า รศ.ดร. มณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเผยถึงการพัฒนางานวิจัยสมุนไพรตัวใหม่ที่ได้รับเงินสนุนสนุนได้รับการสนับสนุนทุน 175,500 ยูโร หรือกว่า 8 ล้าน 5 แสนบาท จากรัฐบาลประเทศฝรั่งเศส
เพื่อดำเนินโครงการไบโอเอเชีย (BIO - Asia) เป็นเวลา 3 ปี (พ.ศ.2551-2553) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำงานวิจัยร่วมและสานต่อความสัมพันธ์ที่มีมายาวนาน ของ 3 มหาวิทยาลัย
ได้แก่ มหาวิทยาลัยฟร้องกงเต้ (ฝรั่งเศส) มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยการแพทย์ซินเจียง (จีน)
โดยเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้เข้าฝึกอบรม ทำวิจัยในต่างประเทศ (ระยะสั้น) แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี เทคนิควิธีการวิจัย แลกเปลี่ยนโปรแกรมการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา
ทั้งนี้ได้มุ่งเน้นศึกษาวิจัยเรื่องยาสมุนไพรในตำรายาของไทยและของจีน โดยอาศัยเครื่องมือวิธีการสมัยใหม่จากประเทศฝรั่งเศสจากต่างประเทศ
ที่น่าสนใจ คือหัวข้อวิจัยว่าด้วยความปลอดภัยในการใช้ยาสมุนไพร การทำนายการเกิดพิษ การเกิดอันตรกิริยาของสมุนไพรกับเอนไซม์ในตับ รวมถึงการหาตัวยาในสารสกัดสมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดความดันหรือควบคุมเอนไซม์อาร์จีเนส อันจะเป็นแนวทางในการค้นพบสารหรือตัวยาใหม่ เพื่อรักษาโรคความดันโลหิตสูง
แสดงว่า สมุนไพร นั้น ก่อให้เกิดการแพ้ หรือผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ เช่นกันค่ะ
สวัสดีค่ะ..พี่ศศินันท์คะ..
อ่านบันทึกนี้แล้วได้ความรู้ดีจัง..คิดถึงคุณแม่ท่านจะใช้ต้นฟ้าทะลายโจรประมาณ 8 ใบทานกับน้ำร้อนเวลาหวัด..แต่แอ๊วลองแล้วขมมากๆเลยค่ะเห็นท่าจะยอมแพ้..ไปใช้ยาอื่นดีกว่า....
คิดถึงพี่ศศินันท์นะคะ..สบายดีนะคะ..
ขอบคุณค่ะ..^^
สวัสดีค่ะคุณพิเชษฐ์ 9
คุณแพ้กระเทียมเหมือนดิฉันเลยค่ะ เราก็เว้นไปเสียก็ได้ค่ะ
อีก อย่างหนึ่ง ที่ดิฉันไม่แพ้ แต่ไม่ชอบเลยค่ะ คือ มะแว้งสดๆ เพราะขมเกินไป ทั้งๆที่ๆบ้านปลูก มีเยอะแยะ ผู้ใหญ่ไปเก็บมาจิ้มน้ำพริกค่ะ บอกว่า ตอนแรก ขม แต่ต่อมา หวานค่ะ
มะแว้ง Solanum trilobatum L. วงศ์ Solanaceae เป็นพืชผักที่ใช้เป็นอาหารและเป็นยา ผลสดรับประทาน เป็นผัก ซึ่งผลของมะแว้ง จะช่วยบำรุงธาตุทำให้เจริญอาหาร ถ้าเป็นเม็ดๆผ่านกรรมวิธีแล้ว อย่างนี้ ทานได้ค่ะ
มะแว้งใช้ เป็นยาแก้ไอขับเสมหะได้ดีค่ะ
แต่คิดว่า ยา "ประสะมะแว้ง" เป็นยาสามัญ ประจำบ้าน แผนโบราณ สำหรับใช้แก้ไอ ขับเสมหะ ไม่พบว่าก่อให้เกิดอาการเป็นพิษอย่างใด
การระบาด ของไข้หวัดใหญ่ 2009 นี้ มีข้อสังเกต คือ
1.ผู้คนตื่นตัวเรื่องอนามัยส่วนบุคคลกันมากขึ้น

ทุกคนหันมาใส่ใจกับการรณรงค์เรื่อง "ของร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ" กันอย่างเคร่งครัดมากขึ้น เดิมทีเดียว พวกเราละเลยกันไปมาก
2.ตื่นตัวเรื่องความรู้
ผู้คนใส่ใจเรื่องข้อมูลที่ทางการออกมาหลายระลอก ในสื่อทุกสื่อ
เมื่อก่อนเรื่องการสวมหน้ากากอนามัย เป็นเรื่องของคนเป็นหมอหรือเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลเท่านั้นที่ต้องสวม เพราะต้องสัมผัสกับผู้ป่วยจำนวนมาก แต่ปัจจุบันนี้ การดูแลและป้องกันตัวเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัย กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนเริ่มเข้าใจ และเต็มที่จะที่จะทำแล้ว เพราะมันเกี่ยวกับความปลอดภัย ของตนเอง
3. ช่วยประหยัดเงิน ช่วงนี้ ผู้คนก็หลีกเลี่ยงไม่อยากไปในสถานที่แออัดผู้คนเบียดเสียด ก็เลยงดกิจกรรมไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ไม่ไปโรงภาพยนตร์หรือสถานที่สุมเสี่ยงทั้งหลาย ก็เลยมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น
4.ครอบครัวใกล้ชิดกันมากขึ้น
เนื่อง จากเพราะไม่อยากไปไหน ก็เลยต้องทำกิจกรรมภายในบ้าน เช่น ทำอาหารรับประทานเอง ชวนกันทำกิจกรรมครอบครัวภายในบ้าน เป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว
5.บรรดาผู้ประกอบการผลิตหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ รวมถึงยาสมุนไพรต้านหวัดทั้งหลาย ต่างก็ยิ้มกันไปตามๆกัน ทุกวิกฤติ ยังมีโอกาสเสมอ
สวัสดีและขอบคุณๆ บวร มากค่ะ 10
ไม่ทราบว่า คุณจะรู้สึกว่า ข้อมูลในบันทึกจะมากไปไหมคะ
จริงๆแล้ว การเขียนบันทึก ดิฉัน เขียนไว้เพื่ออ่านเองด้วย หรือภายหลังลืมไป ก็จะมาค้นเองค่ะ พร้อมกับเขียนเผื่อคนบางคน ที่อยากจะทราบข้อมูลละเอียดหน่อยในเรื่องที่ดิฉันสนใจ เขาจะได้ไม่เสียเวลามาก เพราะมีข้อมูลบางส่วนให้แล้ว
พอดี ตัวเองกินยาสมุนไพร ฟ้าทะลายโจรอยู่ค่ะ เป็นหวัดนิดหน่อย เลยเป็นแรงบันดาลใจ ให้ค้นรายละเอียดต่ออีกนิดหนึ่ง
จริงๆ ยาที่เป็นสมุนไพร ก็สามารถ ก่อให้เกิดการแพ้ หรือผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ได้เช่นกัน
ก่อนจะกิน ต้องดูฉลากให้ดี การกินก่อน หรือหลังอาหาร ก็จะมีผลด้วยนะคะ และยิ่งถ้าไปค้นหลักฐาน ความเป็นพิษ ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ พิษต่อเซลล์ พิษต่อตัวอ่อนและผู้ตั้งครรภ์ สำหรับยา แต่ละอย่างด้วย ก็จะยิ่งดีเลยค่ะ
สวัสดีค่ะคุณครู คุณครูแอ๊ว 13
ฟ้าทะลายโจร ถ้าทานแบบเป็นแคปซูล ไม่ขมเลยค่ะ พี่ทานอยู่ตอนนี้ เป็นหวัดคัดจมูก แสบๆคอนิดหน่อย ไม่แพ้ด้วย
แต่สมุนไพรอย่างอื่นๆ พอมาศึกษาแล้ว ที่ไม่น่ามีอะไร แต่พอวิจัยออกมาแล้ว มีผลข้างเคียงเหมือนกันค่ะ เช่น ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน มีการทดสอบนำสารสีเหลืองที่สกัดจากเหง้ามาทดสอบ พบว่ามีพิษต่อเซลล์ปานกลาง
มีการทดสอบให้ผู้ที่ตั้งครรภ์กินขมิ้นอ้อย (ไม่ได้ระบุชนิดสารสกัด) พบว่ามีผลทำให้แท้งได้
ตอนนี้ มีนักวิจัยไทยจับมือสวิตเซอร์แลนด์ ทดสอบขมิ้นชันฆ่าเชื้อโปรโตซัวขึ้นสมอง สาเหตุโรคเหงาหลับที่พบมากในแอฟริกา เตรียมพร้อมรับมือ เผื่อเชื้อข้ามถิ่นเข้าไทย
ศ.อภิชาต สุขสำราญ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า ทางภาควิชามีโครงการร่วมกับมหาวิทยาลัย Glasgow ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทดสอบสารสำคัญจากขมิ้นชันในสัตว์ทดลอง
เพื่อศึกษาความเป็นพิษและการออกฤทธิ์ทำลายโปรโตซัวในตระกูลปรสิต ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเหงาหลับแอฟรีกา (Sleeping Sickness)
โรคเหงาหลับแอฟรีกา หรือโรคไข้แกมเบียน (gambian fever) พบในแถบแอฟริกา แม้ว่ายังไม่พบในประเทศไทย แต่ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน รวมทั้งการเดินทางข้ามถิ่นของทั้งคนและสัตว์ที่เป็นพาหะ
เรื่องการวิจัยนี้ เป็นเรื่องสำคัญนะคะ เพราะเชื้อโรค มันข้ามถิ่นไป มา ได้สบาย ดู โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นต้น จากเม็กซิโก แป๊บเดียว มาถึงไทย จนเป็นเรื่องใหญ่ อยู่ทุกวันนี้ค่ะ
ที่เล่านี้ เจตนาจริงๆ จะเล่าว่า แม้แต่ ขมิ้นชัน ก็ให้ผลข้างเคียง ที่ไม่พึงประสงค์ได้ค่ะ
สวัสดีค่ะ
เป็นบันทึกที่มีประโยชน์ดีมากค่ะ ที่บ้านจะมีหนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรไทย และเกี่ยวกับประโยชน์ของผัก ผลไม้ และธัญพืชไว้จำนวนมากค่ะ เมื่อสองสามปีที่ผ่านมาไม่ค่อยสบายค่ะ ทานยาเยอะมากเพราะมีอาการหลายโรคค่ะ ปัจจุบันก็ต้องไปพบหมอที่โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 3 ท่านค่ะ แต่ละท่านจะให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพและกายภาพบำบัดตัวเองค่ะ เมื่ออาการดีขึ้น สุนันทาก็มาสนใจดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรไทยบ้าง พร้อมทั้งบำบัดด้วยการนวดผ่อนคลายและออกกำลังกายด้วยการเดิน จากเดินช้า ๆ บนหญ้า และเริ่มเร็วขึ้น ปัจจุบันอาการก็เริ่มดีขึ้น หมอนรองกระดูกเสื่อมก็กายภาพบำบัดในท่าที่คุณหมอแนะนำ และเดินออกกำลังทุกวัน เดี๋ยวนี้เดินเร็ววันละ ประมาณ 5 - 6 กม. ค่ะ เริ่มดีขึ้น แต่คุณหมอก็บอกว่า เมื่ออาการดีขึ้นคนไข้ต้องดูแลตัวเอง ไม่ควรนั่งนาน และก้มกระทันหันหรือเร็วเกินไป
คุณแม่แนะนำให้ทานฟ้าทะลายโจรป้องกันหวัดค่ะ ท่านบอกว่าท่านยังทานได้ค่ะ ไม่ขำค่ะ แต่สุนันทา ขอทานชนิดเม็ดค่ะ
ขอบคุณข้อมูลดี ๆ น่ะค่ะ
สวัสดีค่ะคุณกิติยา เตชะวรรณวุฒิ 18
ตอนนี้ เรื่องโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังยึดหน้า 1 ของสื่อทุกฉบับนะคะ
เมื่อ 2-3 วันก่อน....นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มีการเชิญนักวิชาการเข้าหารือเกี่ยวกับการให้คลินิกเอกชนจ่ายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ให้กับผู้ป่วย เพื่อแก้ปัญหาผู้ป่วยได้รับยาช้าทำให้เสียชีวิต
แต่ข่าววันนี้ 28-07-2552 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือ องค์การอนามัยโลกไวรัสสัตว์สู่คน กล่าวว่า ...
นักวิชาการส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า การกระจายยาลักษณะนี้ไม่ถูกต้อง.... ทั้งนี้ การจะกระจายยาในลักษณะเช่นนี้ได้คลินิกจะต้องผ่านเกณฑ์หลักๆ 4 ข้อ คือ
1.มีความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับโรคนี้
2.แพทย์ในคลินิกจะต้องสามารถให้คำแนะนำกับผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำงานเป็นกะทำให้ไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้ตลอดเวลาเช่นในโรงพยาบาล เนื่องจากการรักษาโรคนี้จำเป็นต้องติดตามผู้ป่วยสม่ำเสมอ และให้คำแนะนำหากมีอาการรุนแรงขึ้นให้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล
3.คลินิกต้องมีความสามารถในการแยกผู้ป่วยไข้หวัดและผู้ป่วยที่ไม่ใช่ผู้ป่วยไข้หวัด
และ 4.ต้องมีระบบการรายงานข้อมูลผู้ป่วยให้กับกระทรวงสาธารณสุขอย่างชัดเจน ซึ่งคลินิกในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามเกณฑ์ดังกล่าว
"สาเหตุที่จะต้องกระจายยาให้กับคลินิก เป็นเพราะนักการเมืองอยากได้คะแนนเสียง เพราะคิดว่าการให้ยากับผู้ป่วยเร็วที่สุด จะลดอัตราการเสียชีวิตได้ ทั้งที่ผู้ป่วยไข้หวัดที่มาพบแพทย์ไม่ได้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทุกราย อาจเกิดการให้ยาเกินความจำเป็น"ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า ข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่า ผู้ป่วยเสียชีวิต เนื่องจากการรับยาช้าศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวด้วยว่า นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการกระจายให้กับคลินิก แต่ถูกล็อบบี้จากฝ่ายการเมือง คิดว่า หากดำเนินการเช่นนี้แล้วจะดี สร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน
เมื่อจำเป็นต้องเห็นด้วย คณะอนุกรรมการจึงได้กำหนดเงื่อนไขคลินิกที่จะสามารถจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ให้กับผู้ป่วยไว้อย่างชัดเจน คือ ต้องมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ข้างต้นทั้ง 4 ข้อ
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ผู้ป่วยเสียชีวิตอาจไม่ใช่ เนื่องจากการได้รับยาช้า ต้องพิจารณาถึงเรื่องวิธีการให้ยาด้วย
โดยเฉพาะในกรณีผู้ป่วยที่ไม่สามารถกินยาเม็ดได้ ต้องนำผงยามาผสมกับน้ำแล้วให้ทางท่อสายยาง อาจทำให้การดูดซึมเข้าร่างกายได้ไม่ดี บวกกับที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่สามารถตรวจชันสูตรศพผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ได้แม้แต่รายเดียว จึงไม่ทราบว่าผู้เสียชีวิตมีเชื้อที่ดื้อยาด้วยหรือไม่
"การเสียชีวิตของผู้ป่วยอาจมาจากสาเหตุอื่น เพราะถ้ารู้ว่าปัญหาอยู่ที่การให้ยาช้า การแก้ปัญหาต้องให้ความรู้บุคลากรทางการแพทย์ ไม่ใช่ปล่อยให้กระจายยากระจัดกระจาย เพราะปัจจุบันไม่ใช่ระยะรุนแรงของโรค
ถ้ามีการให้และเกิดการดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ ก็ไม่มีมาตรการรองรับ ก็จะตายกันทั้งประเทศ หมดทางรักษา เนื่องจากเมื่อเชื้อดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ ต้องให้ยาซานามิเวียร์ ซึ่งไทยยังผลิตเองไม่ได้ และยามีราคาแพงมาก ไม่สามารถซื้อมาให้กับผู้ป่วยได้ครอบคลุมทั้งหมด หากเกิดการระบาดใหญ่ในอนาคต"ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว
อ่านแล้ว เห็นว่า ทางการเมือง กับทางการแพทย์ คงต้องมาแถลงข่าวร่วมกันดีกว่านะคะ มิฉะนั้น ประชาชน จะสับสน แต่ข้อสำคัญที่สุดของเราคือ เราต้องดูแลตัวเอง ให้ดีที่สุดก่อนค่ะ อีกข้อหนึ่งคือ เรื่อง ยานี้ มีทั้งประโยชน์และมีทั้งโทษ แน่นอนค่ะ ไม่ว่า ยาอะไร
สวัสดีค่ะคุณ. สุนันทา 17
เรื่องสมุนไพรนี่ แต่ก่อนก็ไม่ได้สนใจนัก เพราะเหมือนกับยังไม่ค่อยมีการวิจัยอะไรอย่างจริงจัง เราก็ไม่ทราบว่า ทานแล้ว จะมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ ก้าวหน้าไปมากค่ะ มีการวิจัย มีการรับรองทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยหน่วยงานที่เชื่อถือได้ ก็เลยลองทานดูบ้างค่ะ
แต่ไม่ว่า จะเป็นยาอะไร ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ควรทานทั้งนั้นนะคะ ให้ร่างกายรักษาตัวเอง สร้างภูมิคุ้มกัน ขึ้นมาเอง จะดีที่สุดค่ะ
พอมีเรื่องโรคไข้หวัด 2009 แพร่ระบาดในประเทศไทย ทำให้ผู้ประกอบการเข้ามาขอยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรเกี่ยวกับวิธีการสกัด สารประกอบจากสมุนไพรไทย เพื่อใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสมากขึ้น โดยมีทั้งคนไทย และต่างชาติ
พืชสมุนไพรที่มีผู้มาขอยื่นจดสิทธิบัตรมีทั้งหมด 6 ชนิด ได้แก่ สารสกัดจากสมุนไพรฟ้าทลายโจร หอมแดง ขิง ขมิ้นชัน ไพรหญ้างวงช้าง (มีรูปในบันทึก ที่คู่กับหอมแดง)
ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า กรมจะรับจดเฉพาะวิธีการที่ได้มาซึ่งสารสกัดจากสมุนไพรเหล่านี้ แต่หากเป็นการนำสมุนไพรมาทำเป็นแคปซูนจะไม่เกี่ยวข้องกับกรม

เพราะการจดสิทธิบัตรจะจดได้เฉพาะการทำให้เกิดการกระบวนการ หรือวิธีการในการสกัดสาร ซึ่งต้องเป็นการคิดค้นใหม่เท่านั้
ตอนนี้ ได้กับตัวเอง คือเป็นหวัด น้ำมูกไหล แสบคอและปวดศรีษะค่ะ ก็กินฟ้าทะลายโจรยี่ห้อที่เชื่อถือได้ มีกรรมวิธีทำที่สะอาด ไปมื้อละ 4 เม็ด 4 มื้อ กะจะกินให้ครบ 3 วัน กินวิตามินซีเสริมอีกตามควร
ขณะที่เขียน กินยามา 2 วัน ดีขึ้นมาก อาการป่วยของตัวเอง อยู่ในช่วงขาลง ไม่แสดงอาการ แต่เชื้อยังตายไม่สนิท ต้องให้ถึง 72 ช.ม.ก่อน หลังจากนั้น จะบำรุงร่างกายแบบเต็มสตีมไปอีกให้ครบ 7 วัน ตอนนี้ เชื้อหมดไปจากร่างกายแน่นอน
คนเราไม่เป็นหวัดเลย คงไม่ได้ จะไม่มีภูมิคุ้มกัน แต่ ก็อย่าชะล่าใจให้เป็นเลยเถิดไปใหญ่โต จนถึงกับต้องใช้ยาแรงๆ เป็นดีที่สุด ไม่ว่า ยา อะไร มีผลข้างเคียงทั้งนั้น อย่างน้อยที่สุด ก็มีผลกับ ตับ ของเรานะคะ