
การนั่งสนทนาและการจัดกลุ่มเพื่อเก็บข้อมูลนั้น เป็นวิธีที่รู้จักและดำเนินการแพร่หลายอยู่ทั่วไปในการวิจัยแบบ PAR รวมไปจนถึงการวิจัยเชิงคุณภาพในสาขาสังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา การศึกษา ศิลปะ เทคโนโลยีการศึกษา และอื่นๆ แต่ในการพัฒนาประเด็นการวิจัย ตลอดจนการสร้างความเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการสังคมโดยมีชุมชนเป็นฐานนั้น ชาวบ้าน ชุมชน ตลอดจนกลุ่มปัจเจกและกลุ่มประชาคม อาจเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยได้อย่างลึกซึ้งมากกว่าเป็นเพียงแแหล่งข้อมูลหรือ Key Informant
ดังนั้น การนั่งสนทนาและเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาการวิจัยแบบ PAR กับชุมชนและกลุ่มประชาชน จึงเป็นวิธีวิจัยและปฏิบัติการเชิงสังคมสำหรับการวิจัยแบบ PAR ที่จะทำให้การวิจัยเป็นนวัตกรรมการจัดการความเป็นชุมชนและบริหารจัดการการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบโดยวิถีความรู้และบริหารจัดการตนเองเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ให้แก่ชุมชนต่างๆได้เป็นอย่างดี
บทความนี้จึงจะนำเสนอแนวคิดทฤษฎี แนวดำเนิน และขั้นตอนการปฏิบัติ สำหรับใช้วิธีเล่าเรื่องพัฒนาการวิจัยจากประเด็นการวิจัย โจทย์วิจัย และกรอบอ้างอิงเบื้องต้น สำหรับการวิจัยแบบ PAR ที่มุ่งดำเนินการวิจัยบนฐานความเป็นชุมชนและในแนวประชาคม
การเล่าเรื่องกับแนวคิดการวิจัยและการสร้างความรู้
๑. ความรู้ ทฤษฎี
และวิทยาศาสตร์ชาวบ้าน
ในการวิจัยแบบ PAR
ที่มุ่งพัฒนาการวิจัยให้เป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงของชุมชน
ต้องมีกระบวนทรรศน์ต่อความรู้ ทฤษฎี
และความเป็นวิทยาศาสตร์ในอีกกระบวนทรรศน์หนึ่ง กล่าวคือ
ความรู้แบบกระแสหลักจะมีวิธีคิดอยู่บนความเป็นวิทยาศาสตร์ที่อิสระออกจากมิติสังคม
ให้ความสำคัญกับความจริงที่ต้องดำเนินไปเหมือนกันในทุกสถานการณ์
ไม่ยืดหยุ่นกับความเป็นท้องถิ่นและความแตกต่างหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรม
แต่ความรู้ในการวิจัยแบบ PAR ซึ่งเน้นการปฏิบัติการเชิงสังคม
เป็นความรู้ที่มีบริบทและเป็นวิทยาศาสตร์ชาวบ้าน
มีความยืดหยุ่นต่อความแตกต่างหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรม
การเล่าเรื่อง
จึงเป็นวิธีคิดและวิธีวิทยามากกว่าวิธีเก็บข้อมูล ดังนั้น
การดำเนินการวิจัยแบบ PAR นั้น
นอกจากสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนแล้ว
แนวคิดและกระบวนทรรศน์ทางความรู้ต้องสอดคล้องวิถีปฏิบัติดังกล่าวนี้ด้วย
มิเช่นนั้นก็จะเกิดข้อขัดแย้งไปบนกระบวนการ และไม่ส่งเสริมด้านที่เป็นจุดแข็งของการวิจัยในแนวทางดังกล่าวนี้
๒. คุณภาพข้อมูลข้อเท็จจริง
การสร้างความน่าเชื่อถือ และการตรวจสอบ
การเล่าเรื่องในการวิจัยแบบ PAR
นอกจากจะมีความน่าเชื่อถือจากแหล่งประสบการณ์ที่อยู่ในชุมชนแล้ว
บริบทความน่าเชื่อถือและการเป็นที่ยอมรับต่อมิติต่างๆในความรู้
ก็สอดคล้องกับโลกความเป็นจริงของสังคมชุมชนด้วย กล่าวคือ
ความเชื่อถือของชุมชนนั้น
จะอยู่ที่ตัวคนและการดำรงตนเป็นสมาชิกของชุมชนด้วย
มิใช่สารสนเทศของความรู้และผลการวิจัยโดยผู้อื่นอย่างเอกเทศ
วิธีเล่าเรื่อง จึงเป็นการเข้าถึงความเชื่อถือจากจุดยืนของชุมชน
ขณะเดียวกัน ความรู้และเรื่องเล่าจากชุมชน
ก็จะเป็นการสร้างความสมดุลกับความรู้จากทฤษฎีภายนอก
รวมทั้งสร้างความสมดุลกับความรู้ที่จะต้องสร้างขึ้นด้วยการตีความโดยนักวิจัยนอกชุมชน
๓.
ความเป็นประชาธิปไตยของความรู้
การเล่าเรื่อง
และการออกแบบกระบวนการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการสร้างเรื่องราวผ่านการเล่าเรื่อง
จะทำให้เกิดความหลากหลายของความรู้และข้อเท็จจริงจากหลายจุดยืน
ไม่ผูกขาดความจริง
และไม่รวมศูนย์อยู่เพียงกับความรู้ของนักวิจัยและความรู้ตามทฤษฎีของโลกภายนอก
ดังนั้น จึงมีมิติความเป็นส่วนรวมที่ร่วมสร้างขึ้นด้วยความเป็นชุมชน
ทำให้มีความเป็นประชาธิปไตยอยู่ในกระบวนการทางความรู้
๔.
ความเป็นเจ้าของความรู้และแนวโน้มการแปรไปสู่วงจรสร้างความเป็นจริง
การเล่าเรื่อง
จะทำให้เกิดความเชื่อมโยงและใกล้ชิดเพิ่มขึ้นอีกมิติหนึ่งของงานทางความรู้กับสิ่งที่มีอยู่จริงในผู้คนของชุมชน
ชาวบ้านและชุมชนเป็นหลักฐานการวิจัยและเป็นหลักอ้างอิงต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคตดังความรู้และสิ่งต่างๆที่สะท้อนอยู่ในการวิจัย
ความรู้และการวิจัแบบ PAR ในลักษณะนี้จึงทำให้การวิจัยและวิถีความรู้
มีความบูรณาการและกลมกลืนเป็นวิถีชีวิตชุมชนมากยิ่งๆขึ้น
๕.
กระบวนการเรียนรู้และเสริมพลัง
การเล่าเรื่องที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบ
จะก่อให้เกิดสิ่งที่ต้องการได้รับในการวิจัยในรูปแบบอื่นๆเช่นกัน ทว่า
สิ่งดังกล่าวนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม
และเกิดขึ้นได้บนการออกแบบการวิจัยให้เป็นปฏิบัติการสังคม
อีกทั้งจะมีความเข้มแข็งมากกว่าอีกด้วย เช่น
ความสามารถค้นพบประเด็นการวิจัย ความสามารถมอง ใคร่ครวญ คิด
และตั้งคำถามได้อย่างมีพลัง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้
การเล่าเรื่องจะทำให้เกิดขึ้นได้เมื่อดำเนินการให้มีวิธีคิดดังข้างต้นอยู่เบื้องหลัง
การสนทนาและนั่งเล่าเรื่องกับการพัฒนาการวิจัย
การพัฒนาการวิจัยที่นอกเหนือจากการถอดบทเรียนและเก็บข้อมูลในขั้นตอนอื่นๆ ที่สามารถนำเอาการเล่าเรื่องและการนั่งสนทนา มาเป็นเครื่องมือและวิธีดำเนินการในขั้นตอนการพัฒนาการวิจัยขึ้นจากความเป็นชุมชนที่น่าสนใจ ที่สำคัญคือ
๑.
การเล่าเรื่องเพื่อการพัฒนาชุดประเด็นการวิจัย
การพัฒนาประเด็นการวิจัยโดยทั่วไป
หากไม่ได้คำนึงถึงการออกแบบให้เชื่อมโยงและสะท้อนความเป็นชุมชน
และการเกิดมิติทางสังคมของชุมชนบนกระบวนการวิจัยนั้น
วิธีการที่คุ้นเคยกันโดยทั่วไปก็จะมุ่งต่อยอดกันด้วยความรู้และการวิจัยที่มีมาก่อน
รวมทั้งอาศัยแหล่งข้อมูลและกระแสสังคมโดยวิธีการต่างๆ เช่น
การอ่านทบทวนการวิจัยที่มีอยู่แต่เดิม การเดินเข้าห้องสมุด
การหาประเด็นจากสื่อมวลชน การฟังผู้รู้และผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนั้น
การวิจัยแบบ PAR
ซึ่งออกแบบให้มีกระบวนการเดินออกจากหนังสือและห้องสมุดไปอ่านประสบการณ์ชุมชน
จึงมิใช่การขาดความเข้มแข็งทางระเบียบวิธี ทว่า
เป็นเพียงทำให้แหล่งข้อมูลประสบการณ์เข้ามาสู่กระบวนการวิจัยและการช่วยกันอ่านสังคมโดยชาวบ้าน
หรือใช้วิธีการที่ต่างกันออกไป เท่านั้น กระนั้นก็ตาม
เพื่อบรรลุจุดหมายดังแนวคิดดังกล่าวนี้
การเล่าเรื่องและการนั่งสนทนากัน
จึงต้องเป็นกระบวนการที่แตกต่างไปจากการนั่งเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลหลักในแนวคิดดั้งเดิมของการวิจัยโดยทั่วไป
๒.
การเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาคำถามและแนวทฤษฎีเพื่อการวิจัย
นอกจากการใช้วิธีการเล่าเรื่องของชาวบ้าน
เป็นวิธีค้นหาประเด็นของการวิจัยและพัฒนาการเริ่มการวิจัยแล้ว
การเล่าเรื่องสามารถใช้เพื่อพัฒนาคำถามการวิจัยและแนวทฤษฎีเพื่อคาดคะเนหรือตั้งสมมุติฐานชี้นำการปฏิบัติชั่วคราวให้เหมาะสมพอดีๆในบริบทของชุมชนต่างๆได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
๓.
การเล่าเรื่องเพื่อพัฒนากรอบวิธีคิด กรอบอ้างอิง
ชุดความรู้ และขอบเขตดำเนินการ
การเล่าเรื่องและการนั่งสนทนา
สามารถใช้เป็นวิธีสร้างความรู้และรวบรวมแนวคิด
แนวทฤษฎีจากประสบการณ์ชีวิตต่อเรื่องต่างๆขึ้นจากบริบทของชุมชน
ซึ่งจะทำให้แนวทางการสร้างความรู้และดำเนินการวิจัย
ตลอดจนปฏิบัติการสังคมบนกระบวนการวิจัยในขั้นตนต่างๆ
บรรลุผลดีที่สำคัญใน ๓ ประการ คือ
ลดอคติและสร้างความสมดุลกับความรู้ภายนอก
สร้างการมีส่วนร่วมแก่ชุมชนซึ่งจะเกิดผลดีเป็นการพัฒนาศักยภาพและสร้างทักษะปฏิบัติในการนำความรู้และประสบการณ์ชุดใหม่ไปใช้
มีความยั่งยืนจากการสอดคล้องกับความรู้และระบบวิธีคิดของชุมชน
กระบวนการและการดำเนินการ
๑. ขั้นการเตรียมดำเนินการ
(๑)
การเตรียมกลุ่มคนสำหรับเล่าเรื่อง แจ้งจุดหมาย
ความต้องการ และขอคำปรึกษาจากผู้รู้ในชุมชน
ในการระบุกลุ่มคนสำหรับเชิญร่วมเวที เล่าเรื่อง
และนั่งสนทนาตามประเด็นต่างๆที่ต้องการได้อย่างครอบคลุม ถูกต้อง
และมีความเหมาะสมที่สุด
(๒)
การเตรียมทีมจัดกระบวนการและทีมจัดการความรู้เพื่อพัฒนาการวิจัย
ประกอบด้วยทีมวิจยและทีมกระบวนกรการวิจัยที่สามารถตั้งคำถาม
กระตุ้นการสนทนา ดำเนินการกลุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เล่าเรื่อง
ใช้กระดานบอร์ดบันทึก ฟัง สังคราะห์ สะท้อนกลับ
และตั้งประเด็นการสนทนาได้อย่างต่อเนื่อง หมดจรด ครอบคลุม น่าพูดคุย ๑
คน ต่อกลุ่มสนทนา ๓-๑๕ คน พร้อมกับมีผู้ช่วยร่วมทีม ๑-๒ คนต่อ ๑
กลุ่มย่อยตามความจำเป็น
(๓) การเตรียมสถานที่ บรรยากาศ
และสภาพแวดล้อม เน้นการเตรียมสถานที่ที่เรียบง่าย
ไม่สิ้นเปลือง พิจารณาให้ยืดหยุ่นไปตามกลุ่ม เช่น
หากเป็นชาวบ้านในชนบท
ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ชอบห้องประชุมในโรงแรมและมีเครื่องปรับอากาศ ประหม่าและกลัวต่อเครื่องเสียง
ชอบสถานที่ประชุมที่ลุกเดินเข้าออกเพื่อไปทำธุระต่างๆได้ตลอดเวลา
กาจัดที่นั่งควรเน้นรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ นั่งพื้น
หรือจัดกลุ่มเป็นวงกลมเหมืนอโต๊จีนได้ง่ายๆ
หรือสามารถเคลื่อนย้ายและยืดหยุ่นได้ตามที่ผู้เข้าร่วมประชุมต้องการ
(๔) การเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์
และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม เช่น บอร์ด กระดาษ
วัสดุอุปกรณ์การประชุมต่างๆ
โดยคำนึงถึงสิ่งสนับสนุนการคิดและทำงานเป็นกลุ่ม ส่งเสริมการพูดคุย
ช่วยการสื่อสารและจดจำต่อความคิดของกลุ่มผู้นั่งสนทนาและเล่าเรื่อง
(๕)
การเตรียมการจัดการที่จำเป็น เช่น อาหาร ของว่าง
และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆตามความเหมาะสมของกลุ่มผู้นั่งสนทนาและเล่าเรื่อง
(๖)
การเตรียมคำถามสำหรับเป็นแนวการสนทนา ควรเตรียมคำถามให้เป็นเครื่องมือการจัดกระบวนการ
ต่างๆตามที่ต้องการ เช่น
คำถามเพื่อให้เล่าเรื่องสุขภาวะของชุมชนและความอยู่ดีมีสุขจากประสบการณ์ชีวิต
ว่าเป็นอย่างไร
๒.ขั้นการดำเนินการ
(๑) การเตรียมบรรยากาศและความพร้อม
การวิจัยกับกลุ่มประชาชนและการจัดเวทีเพื่อการเล่าเรื่อง
ต้องการรูปแบบที่มีความเป็นธรรมชาติ ดังนั้น
จึงไม่ควรดำเนินการเวทีให้เป็นทางการ
ลดการใช้เครื่องเสียงและไมโคโฟนซึ่งทำให้เกิดโครงสร้างที่เป็นทางการและเป็นการส่งสัญญาญให้ผู้ร่วมเวทีพูดกันด้วยภาษาสังคม
ไม่สะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง ไม่แสดงออกด้วยความสบาย
ส่งเสริมการสนทนาและพูดคุยเพื่อรอให้ทุกคนพร้อมแล้วจึงดำเนินการต่อไป
หากมีเรื่องราวและข่าวคราวต่างๆในชุมชนก็ควรนำมาบอกกล่าวสื่อสารกันให้ได้รู้กันแพร่หลาย มุ่งทำให้เป็นกระบวนการสร้างความวางใจ
เตรียมความคุ้นเคย ลดช่องว่างทางความรู้
และเพิ่มความสามารถในการใช้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจสิ่งต่างๆในเวทีให้ดีที่สุด
(๒)
การนำเข้าสู่การสนทนาและการเล่าเรื่อง
แจ้งวัตุประสงค์ แนะนำผู้คนให้รู้จักกัน บอกกำหนดเวลา ผลที่ต้องการ
เงื่อนไข ข้อตกลงต่างๆที่จำเป็น
ทั้งเพื่อเป็นแนวการทำงานบนเวทีและเป็นกระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ให้กับชุมชนไปในตัวด้วย
(๓) การให้โจทย์และคำถาม
ในการเล่าเรื่องนั้น
ควรเน้นให้ชาวบ้านและชุมชนได้เล่าเรื่องด้วยประเด็นคำถามที่เปิดกว้างและเป็นอิสระที่สุด การตั้งคำถามเจาะจงนอกจากจะทำให้เกิดข้อจำกัดแล้ว
จะทำให้ชาวบ้านระมัดระวังและเล่าถ่ายทอดไม่ได้
การเล่าเรื่องและสนทนาแบบทั่วไปจะทำให้ได้ประเด็นที่ดีในภายหลัง
หลังจากนั่งทบทวน แลกปเลี่ยนเรียนรู้ และอภิปรายกันต่อไปอีก
(๔)
การแบ่งกลุ่มและจัดทีมดำเนินการอย่างเหมาะสมพอเพียง
จัดกลุ่มเป็นกลุ่มเล็กๆและออกแบบกลุ่มสำหรับการเล่าเรื่องตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
(ศึกษาเพิ่มเติมในแนวคิดและวิธีแบ่งกลุ่มเพื่อจัดเวทีการวิจัยแบบ
PAR)
(๕)
การนั่งสนาและเล่าเรื่อง ดำเนินการเล่าเรื่องและสนทนากันเป็นกลุ่มตามระยะเวลาที่กำหนดโดยมีทีมกระบวนกรการวิจัยเป็นผู้อำนวยความสะดวกและกำกับกระบวนการเวทีย่อยให้ดำเนินไปตามที่ตกลงกัน
(๖) การรวมข้อมูล อภิปราย
และตรวจสอบข้อมูล
นำเอาผลการสนทนาเล่าเรื่องมานำเสนอในกลุ่มรวมและอภิปรายเรียนรู้กันอย่างกว้างขวาง
(๗) การสรุป
สรุปผลที่ได้รับบทเวทีเพื่อเป็นการเรียนรู้และบอกกล่าว
พร้อมทั้งตรวจสอบคุณภาพข้อมูลจำเพาะที่ต้องการในขั้นตอนย่อยๆที่ดำเนินการขึ้น
๓.ขั้นพัฒนาสู่แผนปฏิบัติการในลำดับต่อไป
เมื่อได้ความรู้และเรื่องราวต่างๆ
ตลอดจนข้อสรุปจากเวทีเล่าเรื่องของชาวบ้านและชุมชนแล้ว
ก็สามารถนำเอาข้อมูลและบทสรุปต่างมาวิเคราะห์และวางแผน
เพื่อดำเนินการต่อไปให้คืบหน้า ขณะเดียวกัน
ข้อมูลที่ได้ก็ทำบันทึกข้อมูลสนามซึ่งดำเนินไปอยู่แล้วตลอดกระบวนการวิจัย
การเล่าเรื่องและการจัดเวทีสนทนาเพื่อพัฒนาการวิจัยและริเริ่มกระบวนการวิจัยนั้น นอกจากเป็นเวทีปฏิบัติการขับเคลื่อนการวิจัยแบบ PAR แล้ว โดยวิธีการและกระบวนการปฏิสัมพันธ์กันของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง จะมีลักษณะเป็นกระบวนการเรียนรู้เชิงการวิจัยด้วย กล่าวคือ เป็นการรวบรวมประสบการณ์และหาคำตอบด้วยการตั้งคำถาม จากนั้น ก็ปฏิบัติการเป็นทีมเรียนรู้ เพื่อรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และสร้างบทสรุปช่วยกันอย่างเป็นระบบหลายชั้น ทำให้ความรู้จากประสบการณ์เกิดการดึงออกมาจัดเก็บอย่างเป็นระบบภายนอก
ขณะเดียวกันก็สะท้อนกลับเข้าไปเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ชุดใหม่ บูรณาการเข้ากับประสบการณ์เดิม ทำให้การวิจัยแบบ PAR มีความคืบหน้าด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม พร้อมกับพัฒนาการเรียนรู้ให้ชาวบ้านกลับไปสู่วงจรชีวิตการงานโดยมีความลุ่มลึกและมีความรู้ที่ดีกลับไปใช้อยู่ตลอดเวลา.
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับคุณบุษราครับ
ขอบพระคุณมากเลยทีเดียวครับ
ขอให้คุณบุษรามีความสุข ได้ความสุขกาย สบายใจ
มีกำลังความคิด จิตใจแจ่มใสเบิกบาน
เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง เพื่อร่วมงาม ตลอดจนผู้คนรอบข้าง
ต่างมีความสำเร็จและความงอกงามให้ได้เป็นกำลังใจ
เป็นสิ่งแวดล้อมที่สร้างสรรค์ และเป็นขวัญชีวิตให้กันอยู่เสมอๆนะครับ
สวัสดีครับพี่คิมครับ
ยินดี..ที่พบอาจารย์วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ในGOTOKNOW.เอาเป็นว่า..ใกล้ปีใหม่2554นี้ ให้อ.วิรัตน์ พบเห็น รับรู้ สิ่งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม ตามที่ปรารถนา อันที่เป็นสิ่งจำเริญทั้งโลกและทางธรรมสู่ความเกษมของจิตวิญญานของตนและความครัว ที่อุดมไปด้วยความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสมบูรณ์ด้วยปัญญาและวิถีชีวิต....ผศ.เสรภูมิ ..นะครับ...............................
อ้อ..หลังปีใหม่ต้นมกราคม ว่าจะไปทางเหนือเหมือนกัน...จะไปถ่ายรูปและหาทำเลสร้างสถานที่ปฎิบัติธรรม
ไปอย่างไรมาอย่างไรละครับพี่ท่าน
วันสองวันที่ผ่านมาได้ทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ว่าอาจารย์จิตร(ประกิต)ของเรา ได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว ครูอาจารย์เก่าๆแก่ๆเหลือไม่กี่ท่านแล้วนะครับ
ผมนึกอยากได้รูปกิจกรรม สำหรับเป็นตัวอย่างที่เกิดจากการใช้ทำงานจริงๆอยู่พอดีครับภาพชุดนี้ได้ไปช่วยทีมหมอช้าง แพทย์หญิงสุพัตรา ศรีวนิชชากร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน นั่งถอดบทเรียนการขับเคลื่อนเครือข่ายโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบล (รพสต) เพื่อให้กรณีตัวอย่างที่ทำงานในพื้นที่ต่างๆของประเทศ นำเอาบทเรียนของการริเริ่มและทำสิ่งต่างๆกันได้ในพื้นที่ มานำเสนอและพัฒนาเครือข่ายในเวทีประชุมระดับประเทศที่จะมีขึ้นในเดือนมกราคม ๒๕๕๔ ที่จะถึงนี้ ถ้าอย่างนั้น จะขอใช้เลยนะครับ ประเดี๋ยวจะจัดให้ขึ้นไปอยู่ในเนื้อหาของบทความบันทึกนะครับ แล้วก็จะขอลบ dialog box ของอาจารย์ณัฐพัชร์นี้ออกไปด้วยเลยนะครับ ขอบพระคุณครับผม