จะเกิดอุตสาหกรรมที่นครศรีธรรมราชนับหมื่นไร่ เหมือนกับมาบตาพุด เราจะทำอย่างไร

จับตาการผุดเขตอุตสาหกรรม

บริเวณชายฝั่งทะเลนครศรีธรรมราช-สุราษฎร์ธานี

 โดย  กลุ่มศึกษาการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนครศรีธรรมราช

26   มิถุนายน  2551

      กลางเดือนมิถุนายน 2551 หลังจากที่แว่วข่าวว่ากำลังมีการผลักดันให้เกิดเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่งบนชายฝั่งทะเลระหว่างนครศรีธรรมราชกับสุราษฎร์ธานี  พวกเราประหลาดใจที่เรื่องสำคัญแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างเงียบเชียบและพากันประหวัดนึกไปถึงโครงการเซาเทอร์นซีบอร์ด      ข้อเขียนนี้เป็นการพยายามรวบรวมข้อมูลเท่าที่หาได้เพื่อเรียนรู้ร่วมกันเป็นเบื้องต้น   อันอาจจะทำให้ผู้สนใจพอจะปะติดปะต่อและติดตามเรื่องราวที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไปได้

           มีหน่วยงานสำคัญที่กุมทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่จะกล่าวถึงที่นี้      2 หน่วยงานคือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)  และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)  ทั้ง 2 หน่วยงานมีส่วนผลักดันโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือที่เรียกทั่วไปว่า เซาเทอร์นซีบอร์ด  และโครงการสะพานเศรษฐกิจ หรือแลนด์บริดจ์  อันมีรูปธรรมขณะนี้คือถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 44 กระบี่-ขนอม   ข้อเขียนนี้รวบรวมจากเอกสารล่าสุด 4 ชิ้น   แบ่งเป็นเอกสารจัดทำโดย สศช. 2 ชิ้น คือ แนวโน้มการขยายตัวของอุตสาหกรรมเป้าหมายใน 5 ปี(2550-2554) และการพัฒนาพื้นที่รองรับ ที่สศช.จัดทำเมื่อ กค. 2550   ( ต่อไปนี้จะเรียกว่า สศช. 2550)   กรอบแนวคิดการพัฒนาภาคใต้และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับแผนงานพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้”ที่สศช.จัดทำเมื่อ มิย. 2551 (ต่อไปนี้จะเรียกว่า สศช. 2551)     นอกจากนี้ยังมีเอกสารที่ กนอ.ว่าจ้างให้บริษัทที่ปรึกษาคือ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจีเนียริ่ง แอนด์ แมแนจเมนต์ จำกัด จัดทำชื่อ “รายงานความก้าวหน้าครั้งทื่ 1 โครงการศึกษาการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้  ที่บริษัท ทีมฯจัดทำเมื่อ กพ. 2551(ต่อไปนี้จะเรียกว่า ทีม กพ. 2551)    และมีเอกสารประกอบการบรรยาย(handout)ที่บริษัท ทีมฯทำสำเนาจากการนำเสนอในเวทีชื่อ การประชุมรับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเดือนมิถุนายน 2551 (ต่อไปนี้จะเรียกว่า ทีม มิย. 2551)

เอกสารทั้ง 4 ชิ้นมีเนื้อหาสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน  และให้ความกระจ่างแก่เราได้พอสมควร   ซึ่งในที่นี้จะเน้นพื้นที่ฝั่งอ่าวไทยอันได้แก่บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี

 

  เซาเทอร์นซีบอร์ด และแลนด์บริดจ์มีความเป็นมาอย่างไร?

                เอกสารเหล่านี้ระบุว่า เมื่อ พ.ศ. 2532 ครม.ได้เห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนา สะพานเศรษฐกิจ(แลนด์บริดจ์)เชื่อมโยงฝั่งทะเลอันดามันกับอ่าวไทย  และจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้(เซาเทอร์นซีบอร์ด) ตามที่ สศช.เสนอ

                กันยายน 2546 ถนนสาย 44 กระบี่-ขนอมขนาด 4 ช่องจราจรสร้างเสร็จ  ระยะทาง 133.85 กิโลเมตร มีเขตทางตลอดแนวถนน 200 เมตร โดยแบ่งเป็นถนน 100 เมตร  เตรียมไว้สำหรับระบบท่อส่งน้ำมัน 40 เมตร และ พัฒนาเส้นทางรถไฟ  60 เมตร จะสร้างคลังเก็บน้ำมันสำรองที่ฝั่งอันดามัน  และสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่ฝั่งอ่าวไทย[1]   แผนยังกำหนดให้สร้างท่าเรือน้ำลึกโดยแต่เดิมกำหนดด้านฝั่งอ่าวไทยไว้ที่ อ.ขนอม  ต่อมาใน พ.ศ. 2540 ได้เปลี่ยนเป็นที่บ้านบางปอ อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช

               

เซาเทอร์นซีบอร์ดและแลนด์บริดจ์เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมหนักอย่างไร?

                1) อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมหนักมีอยู่ในแผนเดิมตั้งแต่ สศช.เริ่มผลักดันโครงการเซาเทอร์นซีบอร์ดและแลนด์บริดจ์แล้ว  โดยระบุว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมแกนนำขนาดใหญ่จะเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมีเป็นหลักเพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง[2]    นอกจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลังงานแล้ว สศช.ยังได้เสนอให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้มี อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เช่น ยางพารา ปาล์ม อาหารทะเล  อุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมหนักอื่นๆ  [3]

                2)    อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ        สศช.ได้วิเคราะห์แนวโน้มภาพรวมการขยายตัวของอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยใน 5 ปี(2550-2554) เห็นว่าอุตสาหกรรมเคมีเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะชายฝั่งภาคใต้ที่สามารถใช้ก๊าซจากอ่าวไทยสำหรับรองรับอุสาหกรรมปิโตรเคมีในระยะยาว[4]  โดย สศช.เสนอพื้นที่รองรับคือ อ.สิชล พร้อมทั้งเสนอสร้างท่าเรือน้ำลึกเหมือนที่กระทรวงพลังงานเคยเสนอ    ส่วนปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ต้องแก้ไขคือการจัดการปัญหามลพิษและความไม่พร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา[5]    สศช.ได้เสนอทางออกต่อปัญหานี้ เช่น หาแหล่งน้ำเพิ่ม การพัฒนาระบบโลจิติกส์ การสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายวิสาหกิจ(cluster)  การดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศที่มีเทคโนโลยีระดับสูงเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ไปด้วย เป็นต้น [6]

3) ลักษณะพื้นที่ตั้งของเซาเทอร์นซีบอร์ดและแลนด์บริดจ์เหมาะกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี    เพราะอยู่ชายฝั่งทำให้สะดวกในการนำวัสดุเข้ามา  โดยต้องมีสถานที่สร้างท่าเรือน้ำลึก  ทำเขตอุตสากรรมต่อเนื่อง  ประกอบกับบริเวณนี้อยู่ใกล้กับแหล่งขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทยซึ่งเป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี     การมีท่าเรือและเขตอุตสาหกรรมจะทำให้บริเวณนี้ขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นได้ เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปยางพารา ปาล์ม  อุตสาหกรรมอาหารทะเล  ซึ่งมีวัตถุดิบในท้องถิ่นมาก[7]  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กที่จะขยายเพิ่มจะโรงงานจาก อ.บางสะพานไปอีก 4 แห่งซึ่งกำลังสำรวจอยู่คือ บริเวณเขาแดง อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ แหลมช่องพระ อ.ปะทิว จ.ชุมพร บ้านแหลมทวด อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี บ้านบางปอ อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช[8]

4) การที่นิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมไม่ได้อีกโดยเฉพาะจากปัญหาการจัดการมลพิษ และการคัดค้านจากชาวบ้าน  ทำให้ ศสช.กำหนดให้ย้ายพื้นที่นิคมอุสาหกรรมไปที่แห่งใหม่ซึ่งก็คือพื้นที่เซาเทอร์นซีบอร์ดและแลนด์บริดจ์  และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบในวันที่ 10 เมย. 2551[9]

 

โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องทำมีอะไรบ้าง?

                ที่สำคัญคือ

1) แหล่งน้ำ   ในเอกสาร สศช.ที่จัดทำล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2551 ก็ยังระบุถึงการต้องหาแหล่งน้ำเพิ่มอยู่ รวมทั้งการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองกลายและเขื่อนคลองท่าทน[10]  นอกจากนี้การศึกษาของบริษัทที่ปรึกษายังได้กล่าวถึงแหล่งน้ำทั้ง 2 และแหล่งน้ำอื่นด้วย เช่น อ่างเก็บน้ำคลองกระแดะ อ่างเก็บน้ำคลองลาไม อ่างเก็บน้ำห้วยปากหมาก [11]

2) ถนน รถไฟ  แผนงานที่เตรียมจะดำเนินการคือ[12]

                -การก่อสร้างถนนสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร

สายพังงา-กระบี่

สายนครศรีธรรมราช-สงขลาตอนระโนด-สะทิงพระ

                                -การก่อสร้างทางรถไฟทางคู่

                                                ช่วงสุราษฎร์ธานี-บ้านนา

                                                ช่วงเขาชุมทอง-ชะอวด

                                                ช่วงแหลมโตนด-บ้านต้นโดน

3) การศึกษา มีการพัฒนาองค์ความรู้ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้สอดคล้องกับทิศทางการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม[13]

4) ที่ดิน  ปัจจุบันฐานของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งกำลังเติบโตและก้าวสู่ระยะการพัฒนาที่ 3 อยู่ที่มาบตาพุด  แต่ที่มาบตาพุดเริ่มมีขีดจำกัดในการรองรับโดยเฉพาะจากปัญหาสิ่งแวดล้อม  จึงต้องย้ายมาผลิตในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้  ซึ่งต้องใช้พื้นที่ทั้งหมด 9,000 ไร่[14]  ยังไม่รวมพื้นที่สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ  กนอ.มีสิทธิ์เวนคืนที่ดิน  จากนั้น กนอ.มีสิทธิ์โอนไปยังผู้ประกอบอุตสาหกรรมต่อได้  ซึ่งต่างจากการเวนคืนโดยทั่วไปที่เมื่อเวนคืนแล้วที่ดินจะตกเป็นของรัฐไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้อื่นได้[15]

5) ไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรมต้องก่อสร้างโรงไฟฟ้าภายในพื้นที่นิคมโดยใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน[16]

 

สถานที่ก่อสร้างอยู่ที่ไหน?

ที่ผ่านมาได้มีการระบุสถานที่ที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึกและที่ตั้งของเขตอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต่างกัน โดยเฉพาะที่ อ.สิชลและ อ.ขนอม  เช่น เมื่อ สศช.ร่วมกับธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย(ADB)ลงไปสำรวจพื้นที่เมื่อเดือนมิถุนายน 2550 แล้วเสนอว่าสำหรับการสร้างอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้องทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องในพื้นที่โดยรอบอำเภอขนอม[17]  ซึ่งแสดงว่าบริเวณก่อสร้างอาจเตรียมการไว้หลายที่

ในรายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 1 ของโครงการศึกษาการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ของบริษัททีมฯ เมื่อ กุมภาพันธ์ 2551 ก็ยังไม่ได้ระบุพื้นที่ที่จะจัดสร้างนิคมอุสาหกรรมชัดเจน เพียงแต่ระบุว่าในบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยจะสร้างที่จุดใดจุดหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราชหรือสุราษฎร์ธานี และระบุปัจจัยในการคัดเลือกพื้นที่ 9 ประการ[18]   และกำหนดกลุ่มพื้นที่สำรวจออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1) กลุ่มอำเภอท่าชนะไชยา เมือง กาญจนดิษฐ์ 2) กลุ่มอำเภอดอนสักและอำเภอขนอม 3) กลุ่มอำเภอสิชลและอำเภอท่าศาลา[19] ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะบริษัททีมฯมีระยะเวลาศึกษา 1 ปี(มค.-ธค. 2551) โดยกำหนดส่งรายงานความก้าวหน้าแก่ กนอ. 7 ครั้ง ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเดือน กพ.,เมย.,มิย.,กค.,กย.,ตค.,ธค. 2551 ตามลำดับ  ข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกพื้นที่จัดทำเขตอุตสาหกรรมที่ชัดเจนน่าจะอยู่ในรายงานความก้าวหน้าฉบับที่ 2 เป็นต้นไป[20]

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริษัททีมฯต้องรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านในพื้นที่ที่จะจัดสร้างนิคมอุตสาหกรรมด้วย  ดังนั้นเอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นที่บริษัททีมฯนำเสนอกับชาวบ้านจึงบ่งชี้ถึงพื้นที่ที่ถูกเลือกได้  โดยได้ระบุช่วงแรกของการนำเสนอว่า พื้นที่ที่เหมาะสมในการพัฒนาอุตสาหกรรม การศึกษาชี้ว่า อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราชเหมาะสมที่จะเป็นท่าเรืออุตสาหกรรม[21]   ขณะที่ช่วงท้ายของการนำเสนอระบุว่า พื้นที่ท่าเรืออุตสาหกรรมที่เหมาะสมเบื้องต้น 1. พื้นที่ท่าเรือและพื้นที่ประกอบการอุสาหกรรม อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช 2. พื้นที่ท่าเรือและพื้นที่ประกอบการอุสาหกรรม อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช[22]   ซึ่งน่าสังเกตว่าช่วงท้ายมีคำว่า พื้นที่ประกอบการอุตสาหกรรม ด้วย  ขณะที่ช่วงแรกมีแต่คำว่า ท่าเรืออุตสาหกรรม เท่านั้น

บริษัท ทีมฯระบุว่าพื้นที่ที่เหมาะสมในการสร้างท่าเรืออุตสาหกรรม ๕ ทางเลือก คือ[23]

ทางเลือกที่ ๑ บริเวณคลองดิน ถึงปากน้ำปากดวด ต.กลาย อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช

ทางเลือกที่ ๒ บริเวณบ้านคอเขา ต.ทุ่งปรัง อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช

ทางเลือกที่ ๓ บริเวณบ้านทุ่งไสย   ต.ทุ่งใส  อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช

ทางเลือกที่ ๔ บ้านหน้าด่าน ต.ขนอม อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช

ทางเลือกที่ ๕ บริเวณอ่าวท้องแฝงเภา ต.ขนอม อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช

 

 สรุปความคืบหน้าที่ได้จากเอกสารมีอะไรบ้าง?

                ปัจจุบันโครงการกำลังเดินหน้า  หลายหน่วยงานที่สำคัญดำเนินงานอย่างสอดคล้องกันคือ สศช. ผลักดันโครงการโดยล่าสุดคือวันที่ 12 พค. 2551 สศช.ได้รายงานนายกรัฐมนตรีถึงความก้าวหน้าการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการที่มีศักยภาพของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งมีสาระสำคัญเหมือนที่กล่าวไปแล้วข้างต้น เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลังงาน อุตสาหกรรมเหล็ก การแปรรูการเกษตรและพืชพลังงาน    พร้อมทั้งเสนอแผนดำเนินงานระยะต่อไป  ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นชอบในวันที่ 13 พค. 2551 และเสนอเสนอให้ ครม.พิจารณา[24]   กนอ.ได้ลงมือปฏิบัติโดยว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ดำเนินงานทั้งการศึกษาและการทำงานในระดับพื้นที่ 

 

นั่นคือถ้านิคมอุตสาหกรรมสามารถเริ่มดำเนินการได้ใน พ.ศ. 2559 ก็จะตรงกับช่วงเวลาที่กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะย้ายฐานการผลิตจากภาคตะวันออกเนื่องจากมีปัญหามากแล้วมาผลิตยังนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในพื้นที่เซาเทอร์นซีบอร์ด ตามพัฒนาการเติบโตในระยะ 3 ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีพอดี[1]     

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยมีการทำแผนแม่บทซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือระยะที่ 1 (2523-2531) ระยะที่ 2(2532-2547) และระยะ 3 (2547 เป็นต้นมา)   ในระยะที่ 3 มีการเสนอพื้นที่สำหรับพัฒนาอุสาหกรรมปิโตรเคมี 2 ทางเลือกคือ

ทางเลือกที่ 1 ใช้พื้นที่ที่มาบตาพูดต่อไป 33 ผลิตภัณฑ์ 56 โรงงาน

ทางเลือกที่ 2 แบ่งเป็น 2 ช่วงคือ

                ช่วงที่ 1 พ.ศ. 2547-2558 ผลิตที่มาบตาพุด 29 ผลิตภัณฑ์ 34 โรงงาน

                ช่วงที่ 2 พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป จะมี 23 ผลิตภัณฑ์ 22 โรงงานย้ายไปในพื้นที่แลนด์บิริดจ์ อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช  ทั้งนี้เพื่อรอให้มีโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะการให้มีศูนย์กลางน้ำมันเป็นแกนนำการพัฒนาเสร็จก่อน

ส่วนพื้นที่ที่คาดว่าจะมีผลกระทบโดยตรงได้แก่

-พื้นที่ที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึก  สร้างเขตนิคมอุตสาหกรรม  และบริเวณใกล้เคียง

-พื้นที่ในบริเวณที่จะมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะ การหาแหล่งน้ำเพิ่ม  และการสร้างถนน

 ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ [email protected]