ถ้าเข้าใจว่าคนคือสิ่งมหัศจรรย์ คนจะสร้างงานได้ดีกว่าเครื่องจักร

        ผมขอต่อให้จบเลยนะครับ.......ที่โรงงานแตงโมไม่มีแรงงานต่างด้าว เพราะขนาดแรงงานไทยยังต้องเข้าคิวรอ......คราวที่แล้วผมเล่าให้ฟังว่าการทำงานที่นี่คนงานเขาทำงานกันเป็นกลุ่ม เมื่อถามว่าการจัดกลุ่มแบบนี้มีปัญหาไหม พี่อดิศรบอกว่าเคยเกิดปัญหาเหมือนกัน เมื่อมีกลุ่มหนึ่งฝีมือดี รายได้ ๒๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป แต่อยู่ไปรายได้เริ่มลดลง จนกระทั่งรายได้ตกลงมาอยู่ที่ ๑๖,๐๐๐ บาทนิ่งๆ..เมื่อตรวจสอบพบว่าในกลุ่มมี คุณสมบูรณ์ตอนที่เข้าทำงานอายุ ๓๕ ปี ทำไปได้ ๑๐ ปี อายุก็มากขึ้น สายตาก็เริ่มจะไม่ดี  การเคลื่อนไหวก็ช้าลง ทำให้ผลผลิตก็ช้าลงไปด้วย ก็เลยถามเพื่อนๆในกลุ่มว่าจะให้สมบูรณ์ออกไปอยู่กลุ่มอื่นไหม แต่ทุกคนบอกว่าให้สมบูรณ์อยู่ต่อ เห็นน้ำใจของเพื่อนในกลุ่มอีก ๘ คน ไหมครับ...แต่ในที่สุดสมบูรณ์ขอออกจากกลุ่มไปเอง เพราะเขาเองก็เครียดเพราะเป็นตัวถ่วงในกลุ่ม ขอไปอยู่ในกลุ่มที่มีฝีมือพอๆกัน ก็เลยเอาพี่สมบูรณ์ไปอยู่ในกลุ่มคนที่มีรายได้ ๑๖,๐๐๐ บาท ปรากฏว่าพี่สมบูรณ์เมื่อเข้าไปอยู่กลับไปเป็นตัวช่วยให้กลุ่มนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นมาเป็น ๒๐,๐๐๐ บาท เพราะช้าจากกลุ่มเดิมแต่เร็วกว่ากลุ่มที่เข้ามาอยู่ใหม่ ทุกคนเลยมีความสุข นี่เป็นปัญหาแต่เป็นปัญหาที่ดี Nice Problem

          โรงงานนี้ไม่มีเหล้าไม่มีบุหรี่  สมัยที่เสื้อทองแดงกำลังฮิตมาก พี่อัมก็ไปรับงานมา ๙๐๐,๐๐๐ ชิ้น แต่พี่อดิศร ต้องการให้แยกส่วนผลิตเสื้อทองแดงต่างหาก ต้องจัดจักรชุดใหม่มาลง เอาคนงานจากแผนกอื่นมาช่วย รายได้คนงานเพิ่มขึ้น แต่ได้ข่าวว่าหลังจากเงินเดือนออก มีคนงานไปคล้องพวงมาลัยนักร้องสองคน จึงเรียกประชุมใหญ่ในเรื่องเล็กๆ บอกว่าดีใจที่พวกเราตั้งใจทำงาน สินค้าขายได้ดีพวกเรามีรายได้สูง แนะนำให้ซื้อ ๒ ท.คือที่ดิน กับ ทอง อย่างอื่นอย่าไปซื้อ แต่ทราบว่าเมื่อคืนมีคนไปคล้องพวงมาลัยนักร้อง จึงขอทราบเหตุผลว่า นักร้องคนนั้นทำคุณประโยชน์อะไรให้กับบริษัทบ้าง ถ้าอธิบายได้จะยอมรับ ถ้าอธิบายไม่ได้ขอให้หยุดไม่เช่นนั้นพี่อดิศรจะลาออกเอง อ้าว...... หลังจากวันนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์แบบนี้อีกเลย

        หน้าโรงงานมีโต๊ะสนุก แต่ตั้งได้เดือนเดียวก็เลิกเพราะคนงานไม่ไปเล่น พี่อดิศรสอนคนงานให้นึกว่าตัวเองมาทำงานที่นี่ต้องการอะไร ต้องการเงินกลับบ้านใช่ไหม เมื่อได้เงินมาต้องเก็บเงินกลับบ้านเอาไปซื้อที่ดินสร้างฐานะ อย่าไปจ่ายในเรื่องที่ไม่เป็นสาระ คนงานที่นี่จะรู้จักเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่  รู้จักเก็บหอมรอมริบ บางคนมีที่ดินถึง ๑๘ ไร่ เมื่อถามว่ามีที่ทำกินอยู่แล้วทำไมจึงมาลำบากอีก เขาก็บอกว่าที่ดินที่ได้มาก็มาจากรายได้ที่เขาได้จากที่นี่  อีกรายหนึ่งมีที่ดินถึง ๗๐ ไร่ ที่ประจวบฯ ปลูกสับปะรด ทุกวันนี้เงินรายได้ส่งมาที่นี่ นอกเหนือจากรายได้ที่เขาได้จากโรงงาน

        ที่นี่จะมีลานโล่งๆ ตรงนี้พี่อัมจะนิมนต์พระที่เป็นที่เคารพของคนทั้งประเทศ มาทำบุญให้คนงานได้ร่วมทำบุญตักบาตรด้วย วันก่อนนิมนต์พระเกจิอาจารย์มาจากหลายจังหวัดจำนวน ๙ รูป เช่น หลวงตามหาบัว ถามว่าระดับคนงานทั่วไปจะได้มีโอกาสสักกี่มากน้อยที่จะได้เจอพระที่มีภูมิธรรมสูงๆ ที่อื่นมองไม่เห็นแต่ที่นี่มองเห็น วิถีชีวิตคนไทย การได้ทำบุญตักบาตรกับพระระดับนั้นเป็นโอกาสดีมากๆของคนงาน  คนงานจึงเกิดความผูกพัน  พี่อดิศรพูดให้เราฟังถึงคำขวัญของที่นี่ ๔ คำจากใจที่งดงามผ่านมือที่ปราณีตเป็นสินค้าคุณภาพ เพื่อผู้ใช้ทั่วโลก

        จากใจที่งดงาม วัดกันที่ตรงไหน ดูที่ความรับผิดชอบ ความมุ่งมั่น ความคิดสร้างสรรค์  คนที่มีคุณสมบัติเหล่านี้คือคนที่รักแม่ ที่นี่จึงจะรับคนที่รักแม่เข้าทำงาน  ถาม มีพี่น้องกี่คน ตอบ สามคน ถามอีกสองคนทำอะไร เรียนหนังสือ  เขาต้องมารับผิดชอบแทนพ่อแม่เพื่อหารายได้ส่งน้องเรียน อย่างนี้รับไหม เพราะเขารักครอบครัว รักพ่อแม่...ดังนั้นที่นี่จึงจะได้คนที่ดูแลกันง่าย แถมไม่มีกลุ่มไหนหยุดงานเกิน ๑๕ นาที เจ้าหน้าที่แรงงานมาตรวจพอรู้ว่าคนงานพักแค่นี้ก็บอกว่าผิดกฎหมายแรงงานต้องให้เขาพัก ๑ ชั่วโมง ก็เลยบอกให้เขาพูดกับคนงานเองก็แล้วกันเดี๋ยวจะเรียกประชุมคนงานให้ เพราะคนงานเขามุมานะทำงานในขณะที่เขายังมีแรง เขากำลังสร้างความมั่นคงของเขา เพราะที่นี่คนที่ทำรายได้สูงสุด เดือนละ ๒๘,๐๐๐ บาท ที่นี่มีที่พักให้ คิดค่าหอพักเดือนละ ๒๐๐ บาท ค่าอาหารสามมื้อ เดือนละ ๗๐๐ บาท ตีว่าเดือนหนึ่งเขามีค่าใช้จ่าย ๑,๐๐๐ บาท  เขาทำงาน ๓ ปี ๑ เดือน เขาจะมีเงินเก็บ ๑ ล้านบาท บอกให้เจ้าหน้าที่แรงงานไปบอกให้คนงานเขาหยุดสร้างความมั่นคงเองสิ....อิอิ....เพราะที่นี่ไม่ได้บังคับให้ทำ แต่มันเป็นความต้องการของคนงานที่อยากจะสร้างงานให้มากที่สุด ถ้าเขามีเงิน ๑ ล้านบาทเขาอยากจะกลับไปบ้านไปสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวไหม ในที่สุดเจ้าหน้าที่แรงงานก็ไม่ดำเนินการอะไร

        พี่อดิศรบอกที่นี่มีข้อเสียคือไม่มีบรรยากาศของโรงงาน ไม่มีลักษณะของโลหะ โรงงานต้องมีลักษณะกำแพงทึบ แต่ที่นี่มีกระจกรอบ เงยหน้าขึ้นมาก็จะเจอสีเขียวของใบไม้  (ฟังดูเป็นเรื่องจริงจัง แต่ความจริงแล้วพี่อดิศรกำลังบอกเราว่า คนไม่ใช่เครื่องจักร คนมีชีวิตจิตใจ คนผ่อนคลายได้ เครียดได้ แล้วทำไมต้องสร้างบรรยากาศโรงงานให้เครียดกันเล่า...)มีคนบอกให้ใช้สายพานมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย จะเย็บเสื้อก็จะมีสายพาน มี ๓๗ สถานี เริ่มการทำงานจะผลิตได้ ๒ ตัวต่อคนต่อวัน แต่ที่แตงโมคนงานหันหน้าเข้าหากันผลิตได้ ๑๐๐ ตัวต่อคนต่อวัน  ความจริงแล้ว ถ้าเข้าใจว่าคนคือสิ่งมหัศจรรย์ คนจะสร้างงานได้ดีกว่าเครื่องจักร

        เคยมีปัญหาได้รับคนเก่งมาจากโรงงานใหญ่ แต่ก็มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เพราะหลังหกโมงเย็นเพื่อนก็มาทำงานแต่คนนี้ไม่ยอมเข้า หกโมงแล้วไม่ทำแล้ว เมื่อคนหายไป ๑ คน ผลผลิตจึงหายไป ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จากรายได้เดือนละ ๒๔,๐๐๐ บาท จึงหายไป  สอบถามแล้วเขาสามารถเย็บเสื้อได้ทุกส่วน จึงจัดจักรให้เขาเย็บคนเดียว จากรายได้วันละ ๘๐๐ บาท ลดลงมาเหลือวันละ ๔๔-๙๐ บาท สิ้นเดือนได้รับค่าจ้าง ๑,๔๔๐ บาท ได้ประชุมคนงานแล้วพูดให้ฟังว่าคนที่สร้างรายได้ให้เราถึงเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาทคือเพื่อนรอบข้างเรา จงอย่าได้อหังการว่าเราเก่งคนเดียว  ที่แตงโมไม่มีฝ่ายบุคคล เพราะใครเป็นอะไรในกลุ่มเขาจะช่วยเหลือดูแลกันเองอย่างดี คนโน้นไปหุงข้าว คนนี้ไปหายา อีกคนไปช่วยจัดที่นอนให้เพื่อน  มีความสามัคคีปรองดองกัน

        ที่นี่พนักงานเย็บเป็นคนสั่งหัวหน้าฝ่ายผลิต เช่นบอกว่าพรุ่งนี้ต้องการเย็บเสื้อเอารายได้ ๘๐๐ บาท ให้จัดผ้ามาให้ด้วย ไม่ใช่หัวหน้าฝ่ายผลิตมากำหนดกฎเกณฑ์ว่าช่วงนี้จะต้องผลิตเสื้อเท่าไหร่...เข้าท่าดีไหมครับ....

        พี่อดิศรเล่านิทานเรื่องมักกะโท ให้เราฟัง เอ๊ะ..ผมยังต้องเล่าเรื่องมักกะโทไหมนี่ เอาคร่าวๆแล้วกันนะว่ามักกะโทไปอยู่ในโรงเลี้ยงช้างของพระร่วง พระร่วงเห็นมักกะโทกวาดขี้ช้างอยู่และเห็นเศษเบี้ยตกอยู่ก็บอกให้มักกะโท มักกะโทก็เลยเอาไปซื้อเมล็ดผักกาดโดยขอเพียงเอานิ้วชี้จุ่มลงไปในพันธุ์เมล็ดผักกาดได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ในที่สุดก็ได้มาและเอามาปลูกและขยายพันธุ์ไปเรื่อยๆเป็นแปลงใหญ่ วันหนึ่งพระร่วงเสด็จมาที่โรงเลี้ยงช้าง มักกะโทจึงเอาผักกาดมาถวาย และเล่าให้ฟังว่าผักเหล่านี้ได้มาจากเศษเบี้ย พระร่วงเห็นความฉลาดของมักกะโทและในที่สุดก็ยกพระราชธิดาให้ . แล้วสรุปว่าคนๆหนึ่งที่มองเห็นสิ่งที่คนอื่นทิ้งแล้วเอามาทำให้เกิดประโยชน์นั้นไม่ธรรมดา และคนที่นั่งในห้องนี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดา   ผมหันไปบอกกับเพื่อนว่า เดี๋ยวผมจะไปเดินหาเศษเบี้ยในโรงงานแตงโม..อิอิ

        เรื่องราวของโรงงานแห่งนี้ เรื่องราวของชีวิตคู่ของคนสองคนนี้ เรื่องราวที่คนสองคนนี้ทำให้กับสังคมล้วนแล้วแต่น่าสนใจน่าศึกษาทั้งสิ้น หากมีโอกาสจะได้นำมุมมองอื่นๆมานำเสนอต่อไป บอกตรงๆว่าผมภาคภูมิใจที่ได้เรียนร่วมกับพี่อัม และเพื่อนๆร่วมหลักสูตร เพราะแต่ละท่านที่ได้รู้จักล้วนเป็นพวกที่คิดเพื่อคนอื่นทั้งนั้น

        ผมเดินหาเศษเบี้ยในโรงงาน สยามแฮนดส แต่ไม่เจอ......แฮ่ะๆๆ