จงอดทน แต่อย่าทนอด

         ผมเขียนบทความชุดนี้เมื่อตอนที่คุณพ่อที่ผมเรียกว่า "ป๋า"อายุ ๖๐ ปี (เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว) อีกไม่กี่วันนี้คุณพ่อจะมีอายุครบ ๘๐ ปี เราพี่น้องห้าคนจึงคิดทำหนังสือกันใหม่เพื่อเป็นที่ระลึกสำหรับแขกในงาน  ตอนแรกคิดจะเอาแต่บทความชุดใหม่ลงในหนังสือ แต่เห็นว่าของเก่าที่เราเขียนไว้เป็นเรื่องราวที่ป๋าสอนเราและคนที่เคยได้รับหนังสือต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าจะเอาไปให้ลูกหลานได้อ่าน ผมส่งต้นฉบับเข้าร้านจัดทำรูปเล่มเมื่อเช้านี้ จึงเอาบทความมาลงให้อ่านที่นี่กันก่อนครับ...บทความชิ้นแรกนี้ชื่อ "ประธานหอการค้า...ป๋าของลูก" เพราะป๋าเป็นประธานหอการค้าคนแรกของจังหวัดพังงา

       

          อายุ ๖๐ ปีสำหรับป๋า ใครเห็นป๋าก็ยังต้องทักว่า ป๋ายังไม่แก่เพราะป๋าเป็นคนแต่งตัวทันสมัย บุคลิกดี และป๋าก็ว่าป๋ายังไม่แก่(หรอกน้องเอ๋ย) ป๋ายังสามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้อีกมาก ลูกเคยบอกป๋าว่าเมื่อลูกมีเงินเดือนถึงหมื่นบาทเมื่อไร อยากให้ป๋าเกษียณอายุการทำงานของป๋ามาอยู่บ้านพักกับลูกแต่ลูกก็รู้ว่าป๋าเป็นคนที่อยู่เฉยไม่เป็น และป๋าไม่ยอมมานั่งๆนอนๆโดยไม่ทำประโยชน์อะไร ป๋าไม่ใช่คนที่มีนิสัยชอบความสะดวกสบายโดยไม่ทำงาน

        ป๋าเคยสอนลูกว่า จงอดทน แต่อย่าทนอด ลูกจำจนขึ้นใจและนำมาสอนลูกของลูกอีกทอดหนึ่ง และคำสอนของป๋าในส่วนนี้สะกิดใจลูกทุกครั้งที่เกิดความไม่พอใจใครขึ้นมา และเมื่อมีเวลาลูกก็จะผ่อนคลายความเก็บกดด้วยการใช้ธรรมะมาปฏิบัติพิจารณาจนความไม่พอใจใครคนนั้นมันค่อยๆหมดไป

        ลูกชายของป๋าคนนี้ สร้างความไม่สบายใจให้กับป๋านับครั้งไม่ถ้วน แต่ในขณะที่ทำกับป๋านั้นเป็นเพราะความไม่รู้สำนึกในการกระทำของตัวเองจึงทำสิ่งที่ทำให้ป๋าไม่สบายใจ จนกระทั่งลูกมีลูกชายคนแรก ลูกจึงรู้ว่าความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกนั้นมันประเมินค่าไม่ได้ ลูกจึงรู้สึกเสียใจในการกระทำของลูกที่ผ่านมา

        ในโอกาสที่ป๋ามีอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ ลูกจึงอยากประกาศเกียรติคุณของป๋าให้คนทั่วไปได้รับรู้ โดยเฉพาะในการสอนลูกเป็นคนดีมีคุณภาพ คนพังงาหลายคนพูดว่า ป๋าเลี้ยงลูกเก่งแต่เขาไม่รู้ว่าป๋ามีวิธีการเลี้ยงลูกอย่างไร ลูกจึงตกลงใจทำหนังสือนี้ขึ้นมาโดยขอให้พี่กับน้องทุกคนช่วยกันเขียนความรู้สึกในใจที่มีต่อป๋า สิ่งที่ป๋าเคยสอนเท่าที่จำได้เพื่อจะได้เป็นประโยชน์กับคนอื่น

        วิธีการเขียนของลูกไม่มีระเบียบแบบแผน เพราะหนังสือเล่มนี้ลูกเขียนออกมาจากใจ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องทำในรูปแบบการเขียนคำประพันธ์ คนที่หยิบหนังสือเล่มนี้อ่านจะสัมผัสถึงความรู้สึกของลูกๆที่มีต่อป๋าได้ดีกว่า

        ป๋าเป็นลูกคนจีนที่เกิดในเมืองไทย ต้องปากกัดตีนถีบตลอดเวลาตั้งแต่เล็กจนโต ผิดกับลูกซึ่งเกิดมาเป็นลูกของพ่อค้านักธุรกิจซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั้งจังหวัด ความยากลำบากในการดำรงชีวิตจึงต่างกัน ป๋าต้องลุกขึ้นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อทำงาน ต้องเดินเท้าบ้าง ถีบรถจักรยานยางตันพาย่าไปตัดหยวกกล้วยเอามาเลี้ยงหมูบ้าง ซึ่งรถจักรยานยางตันนี้ ป๋าบอกว่าไม่เหมือนรถจักรยานเดี๋ยวนี้หรอก แล้วถนนหนทางก็มีแต่หินลูกรัง คิดดูก็แล้วกันว่ามันจะขนาดไหนเมื่อรถจักรยานทั้งหนักทั้งกระเทือนแล้วต้องถีบรถจักรยานระยะทางเป็นกิโลๆ เลี้ยงหมูเสร็จยังต้องเอาสินค้าจากโคกกลอยเอาไปขายที่ท้ายเหมือง แล้วซื้อสินค้าจากท้ายเหมืองเอามาขายที่โคกกลอยก็ด้วยรถจักรยานอีกนั่นแหละ

        ผิดกับลูก ที่ตื่นเช้าขึ้นมามีคนจัดหาอาหารเช้าให้เสร็จสะดวกสบาย แต่ป๋าก็พยายามสอนให้ลูกรู้จักการทำงาน มีความรับผิดชอบ ลูกจำได้ว่าขณะที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนเมืองพังงาประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ลูกมีหน้าที่ที่ป๋ามอบหมายคือตื่นเช้าขึ้นมาต้องกวาดหน้าร้านให้สะอาด จัดจักรเย็บผ้าที่วางขายให้เข้าที่เป็นระเบียบเรียบร้อยและปัดฝุ่นที่ติดอยู่ตามสินค้าให้สะอาด ซึ่งไม่ใช่งานหนักและยังมีเงินเดือนให้เดือนละ ๓๐ บาทอีกด้วย แต่ลูกก็มีความรู้สึกว่ามันน่าเบื่อเสียจัง

        ในวัยเด็กป๋าได้เรียนแค่ป .๔ เพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่สองขึ้นเสียก่อน ทั้งๆที่ป๋ามีความรู้ความสามารถที่จะเรียนต่อในชั้นสูงได้อย่างไม่ยากเย็น ป๋าเก่งวิชาคำนวณ ป๋ามีความสามารถในการผลิตของเล่นได้เอง และป๋ายอมลำบากทำงานเพื่อให้น้องได้เรียน ซึ่งต่อมาป๋าก็พยายามเรียนรู้ด้วยตัวเอง ป๋าสอบเทียบ ป.๗ ได้ที่จังหวัดพังงา ต่อมาป๋าสมัครสอบเทียบ ม.ศ.๓ แต่เนื่องจากงานกำลังยุ่ง  ป๋าจึงไม่ได้เข้าสอบและนับแต่นั้นมาป๋าก็ไม่ได้สอบเทียบอีกเลย แต่ถึงแม้ป๋าจะไม่ได้สอบเทียบ ม.ศ.๓ คนที่รู้จักป๋ายังเอ่ยปากว่า ป๋ามีความรู้ภาษาอังกฤษดีกว่าเด็กจบ ม.ศ.๓ สมัยนี้หลายคน ป๋าเคยเล่าให้ฟังว่า ป๋าเรียนภาษาอังกฤษจากวิทยุบ้าง จากหนังสือพิมพ์บ้าง ป๋ารู้คำศัพย์มากโดยเฉพาะคำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับบัญชี

        ใครที่เคยทำงานร่วมกับป๋า จะรู้ดีว่าป๋าทำงานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย คำว่า สกปรกไม่มีอยู่ในสารบบของป๋า ผิดกับลูกที่หาความเป็นระเบียบไม่ค่อยได้ ทั้งๆที่ป๋าพร่ำสอนจนป๋าเคยออกปากว่า การทำงานของลูกนี้ ชุ่ย..สะเพร่าเสียเหลือเกินมากกว่าพี่น้องในบ้าน  เมื่อลูกไปค้นสมุดสมัยเรียนอยู่ซึ่งเมื่อเห็นแล้วก็เป็นหลักฐานยืนยันความสะเพร่าได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อลูกเรียนหนังสือในชั้นมหาวิทยาลัยและอยู่รวมกับเพื่อนหลายคนในปี ๒๕๑๗-๒๕๒๐ ความที่ลูกเป็นคนแย่ที่สุดในบ้านก็ยังเรียบร้อยกว่าเพื่อนอีกหลายคน

(ยังมีต่อ)