วันนี้มีงานแทรกการเป็นนักศึกษาชั้นดีของผมครับ (ฮิฮิ ตั้งใจแล้วเชียวว่าจะไม่รับงานอื่น แต่สุดท้ายก็เกือบๆ เต็มสัปดาห์อีกแล้ว) อันเนื่องจากเมื่อสองวันก่อน ทีมงาน สกว.โหนดอิสลามศึกษาฯ โทรมาถามว่าได้รับหนังสือเชิญแล้วยัง เลยต้องย้ำไปว่า บอกแล้วว่า เอกสารส่งที่สาขาวิชาได้ แต่อย่าลืมอีเมลมาบอกด้วย ไม่งั้นผมตกข่าวแน่ๆ เนื่องจากถ้าไม่มีกิจธุระหรือว่าไม่มีที่ไหนเหมาะสำหรับเขียนวิทยานิพนธ์นอกจากสาขาวิชาแล้ว ก็จะไม่เข้าไปแน่นอน 

สงสัยอยู่เบื้องต้นแล้วครับว่า ทำไมเริ่มประชุมช้าจัง เริ่มเอาสี่โมงเช้า แต่ก็ยังคิดว่าประชุมครึ่งวันครับ เลยรับปากว่าช่วงบ่ายจะเป็นสารถีขับรถพาคุณแม่ (ยาย) ไปสายบุรีเพื่อเยี่ยมหลานคนใหม่ ฮือ จำไม่ได้แล้วว่าคนที่เท่าไร (สารภาพเลยว่า ผมยังจำชื่อหลานฝั่งภรรยาได้ไม่หมดครับ) แต่พอไปถึงห้องประชุมเลยถึงบางอ้อว่า วันนี้เขาประชุมช่วงบ่ายด้วย อ้าวแย่ละสิ รับปากทางโน้นไปแล้ว

ประเด็นคือการสรุปงานที่ผ่านมา แล้วก็ชวนคุยต่อว่าจะดำเนินงานโหนดต่ออย่างไร โดยเฉพาะภายใต้ข้อจำกัดใหม่ของ สกว. ซึ่งผมได้นำเสนอโจทย์ให้กับโหนดในเรื่องของการยกระดับคุณภาพงานวิจัยชุมชน ในมุมมองส่วนตัวคือ โครงการส่วนใหญ่ของนักวิจัยของโหนดยังขาดฐานคิดสำคัญสำหรับการนำไปสู่การออกแบบกิจกรรมการวิจัย คือ ไม่ได้บอกว่าจะให้ชาวบ้านไปรีวิวเอกสารงานวิชาการหรอกครับ แต่อยากให้ชุมชนเน้นการนำเสนอมุมมอง ความเชื่อ และพลังในตนเองออกมาให้มากที่สุด ที่สำคัญ ตัวกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดจากมุมมองดังกล่าวด้วยครับ ฟังดูเหมือนยาก แต่จริงๆ ไม่ยากครับ ประเด็นคือ พฤติกรรมที่แสดงออกมา มันก็ด้วยความเชื่อความศรัทธาของแต่ละตัวบุคคล ทำไมคุณทำอย่างนี้? จึงน่าจะเป็นเรื่องแรกที่ควรจะนำเสนอออกไปก่อน และถ้าคนเข้าใจว่าเราคิดอย่างไร เขาก็จะเข้าใจสิ่งที่เราทำด้วย

อีกประเด็นสำคัญคือ เมื่อมีข้อจำกัดในการสนับสนุนโครงการใหม่ ในขณะที่ชุมชนเริ่มรับรู้การทำงานของสกว. และมีความอยากทำวิจัยบ้าง ผมเสนอว่า กลุ่มสนใจเหล่านี้ควรมีโอกาสในการมีส่วนร่วมกับงานวิจัยที่ได้รับอนุมัติแล้วก่อน เพื่อการเรียนรู้ก่อนมีโอกาสได้พัฒนาโจทย์ของตนเองต่อไป 

คุยกันจนถึงเที่ยงนิดๆ ก็มีการสอบถามเกี่ยวกับการประชุมในช่วงบ่าย ปรากฏไม่ใช่ผมคนเดียวครับที่มีภารกิจอื่น ซึ่งนั่นก็หมายถึง น่าจะเก็บประเด็นไว้คุยในการประชุมครั้งแต่ไปแล้วกัน แต่เพื่อให้ได้ประเด็นที่ครบถ้วนเลยคุยต่อจนกระทั่งบ่ายโมงครึ่งครับ

ผมไม่ได้ร่วมวงอาหารเที่ยงครับ เพราะรีบไปปัตตานี แล้วก็วนไปสายบุรี แล้วก็กลับมาปัตตานีอีกครั้ง ถึงปัตตานีก็ค่ำพอดีครับ แวะไปละหมาดที่มัสยิดรายอปัตตานี ออกจากละหมาดก็ได้เจอะเจอกับ ผศ.จีระพันธ์ เดมะ ทักทายท่านแล้วก็นั่งคุยกันหน้ามัสยิดครับ จนกระทั่งเขาอาซานอีชา ฮิฮิ ตั้งใจว่าจะรีบกลับ ก็เลยละหมาดอีชาต่อแล้วจึงได้กลับบ้าน

ได้แง่คิดเยอะครับ โดยเฉพาะ คนกับองค์กร ในคำว่า องค์กรก็จะมีคำว่าวัฒนธรรมองค์กรอยู่ครับ คำถามหลักๆ คือ วัฒนธรรมองค์กรเกิดจากคนในองค์กรสร้างขึ้น ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว แล้วคนที่ผิดไปจากวัฒนธรรมองค์กรอยู่อย่างไร ทำอย่างไร ถูกมองอย่างไร และคนใหม่ๆ ที่มีวัฒนธรรมการทำงานต่างออกไป จะเข้าสู่องค์กรในรูปแบบไหน ฮือ ทำให้นึกถึงน้องๆ และคนรู้จักหลายคนที่อยากเข้ามาทำงานในมหาวิทยาลัย แต่มักจะถามผมว่า ผม/หนู/ฉัน ต้องเปลี่ยนตัวเองก่อนเข้าทำงานที่มหาวิทยาลัยอิสลามยะลาหรือเปล่า

คงถึงเวลาชำระวัฒนธรรมองค์กรกันแล้วกระมังครับ