สำหรับประเทศไทย ผ้าย้อมครามนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นผ้าในดวงใจนักอนุรักษ์ธรรมชาติ ประหยัดพลังงานโลก และรักษาสิ่งแวดล้อม

ทำไมผ้าย้อมครามแม่ฑีตา แห่งบ้านนาดี พรรณานิคม จังหวัดสกลนครจึงมีความโดดเด่นทั้งด้านเอกลักษณ์ความงามและคุณค่าแห่งหัวใจผู้ทำผ้าที่ทำให้ ผู้นุ่งห่มมีทั้งความภูมิใจและความสุขทุกครั้งที่หยิบผ้ามาแต่งกาย
ผู้เขียนไม่ใช่นักสะสมผ้า ผ้าที่มีนำมาใช้ทุกผืนตามโอกาส ความรู้เรื่องผ้าแบบอื่นๆก็มีเพียงน้อยนิด แต่ความรู้เรื่องผ้าคราม และเรื่องราวของผ้าครามแม่ฑีตาเป็นความมหัศจรรย์ที่ได้รู้จักและเรียนรู้ จนอยากแบ่งปันให้ได้รู้กันทั่วๆ เพือให้เกิดความเข้าใจและความภูมิใจในภูมิปัญญาไทยเรา
ที่จริงแม่ฑีตาและคุณจิ๋วแม้เป็นคนดั้งเดิมที่พรรณานิคม แต่มาทำผ้าย้อมครามเมื่อราว 16-17 ปีนี้เอง และแม้ถิ่นอีสานและตำบลบ้านนาดีที่อาศัยอยู่จะมีการทำผ้าครามมาช้านาน เชื่อไหมว่าทั้งแม่ฑีตาและคุณจิ๋วไม่ได้ทำผ้าครามเป็นแต่ต้น แม่ฑีตาเล่าว่าเคยเห็นยายเห็นแม่ของตนทำผ้าย้อมครามใช้เองในบ้าน แต่ไม่ได้สนใจ ไม่มีความรู้ว่าทำอย่างไร เพราะตอนเป็นสาวๆทำแล้วเล็บจะมีแต่สีครามอยู่ติดเล็บดำไปหมดจึงไม่ชอบ
คุณจิ๋วอยู่ในแวดวงหัตถกรรมมาก่อน ในฐานะผู้ไปหา ไปคัดงานผ้าดีๆแล้วนำไปขายในกรุงเทพและที่ต่างๆ มีความรู้เรื่องตลาดผ้าดี แต่ไม่ได้ทำผ้าครามเอง เมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ทำงาน มีครอบครัว มีบุตร ธิดา ก็อยู่กรุงเทพกับครอบครัว มีชีวิตที่เร่งรีบ มีชีวิตที่เหมือนไร้ชีวิต แม่ฑีตาก็อยู่ที่พรรณานิคม อยู่ไกลกันมาก ไม่มีเวลาที่จะพบกันนัก
คุณจิ๋วมาคิดๆดูว่าหากลูกๆต้องเติบโตแบบนี้คงแย่ จึงถามตัวเองว่าจะเลือกเอาเงินหรือเอาชีวิตรอด คำตอบคือเอาชีวิตรอดกลับบ้านเกิดซึ่งมีนา มีสวน มีข้าว มีพ่อแม่ ญาติพี่น้องเต็มไปหมด คิดถึงธรรมชาติและความมีอิสระ แต่คุณพ่อและญาติก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจทุกคน เพราะคิดว่าส่งให้เรียน จบแล้วมีงานทำอยู่กรุงเทพก็ดีแล้ว ทำไมถอยหลังกลับบ้าน
คุณจิ๋วคิดถึงการสร้างอาชีพที่จะทำที่บ้านเกิดและได้ชวนแม่ฑีตา ช่วยกันคิดว่าจะทำอะไรดี ลงความเห็นว่าจะทำผ้าย้อมครามกัน เพราะพรรณานิคมเป็นแหล่งทำผ้าย้อมครามมานาน สมัยก่อนมีการทำกันแทบทุกบ้าน
แต่เมื่อตอนที่เริ่มต้นนี้ ราวปี2534-2535 คุณจิ๋วบอกว่าที่พรรณานิคมไม่มีต้นครามเหลือเลย เพราะจากรุ่นแม่ไม่มีการทำผ้าย้อมครามกันมากว่าสี่สิบปีแล้ว เมื่อตัดสินใจ มุ่งมั่นจะทำผ้าย้อมครามเลี้ยงชีพ ก็ต้องสืบเสาะหาเมล็ดพันธุ์คราม และจากแม่เฒ่าวัย 70-80ปี ทั้งในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้านตลอดจนในจังหวัดอื่นๆด้วยที่เป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องวิธีการทำผ้าย้อมคราม เธอบอกว่าเวลาไปตลาดเห็นใครมือดำจะรีบวิ่งตามไปขอความรู้ ไปพูดคุย และขับรถไปส่งถึงบ้าน
ช่วงหกปีแรกเป็นการบุกเบิกเพาะพันธุ์ต้นคราม และทดลองนำความรู้จากผู้เฒ่าผู้แก่ที่บอกให้นำมาทดลองด้วยตนเอง ลองผิดลองถูกจนสามารถผลิตผ้าย้อมครามได้ดี มีสีสวยงาม แม่ฑีตาเป็นผู้ออกแบบลวดลาย ผลิตออกมาได้ไม่มากนัก ได้สวมใส่เองเป็นประจำและนำไปขายให้เพื่อนพ้องคนรู้จักที่กรุงเทพ และทีในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งคุณจิ๋วจบการศึกษามา และมีรุ่นพี่กำลังเรียนปรฺญญาโททางเคมี คือผ.ศ.อนุรัตน์ สายทอง แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
อาจารย์อนุรัตน์ได้ชักนำคุณจิ๋วให้ร่วมโครงการวิจัยพัฒนาผ้าย้อมครามด้วยกัน สามารถแก้ปัญหาหลักสองประการที่เป็นอุปสรรคอย่างมากในการผลิตผ้าย้อมคราม นั่นคือ ประการแรก หม้อคราม หรือหม้อหมักครามเน่าเสียได้ง่าย หมายถึงสิ่งที่ใช้เวลาเป็นเดือนในการก่อหม้อครามต้องมาสูญลงอย่างง่ายๆ เปลืองทรัพยากร แรงงาน และทำให้เหนื่อยใจอีกด้วย ปัญหาอีกประการคือ ในกระบวนการย้อม ต้องมีการตีน้ำคราม ซึ่งต้องทำต่อเนื่องครั้งละนานๆ วันหนึ่งหลายครั้ง คนแก่ทำไม่ไหว คนหนุ่มสาวก็ไปอยู่ในเมืองใหญ่กันหมด เครื่องมือนี้จึงช่วยผ่อนแรงและย่นเวลาการเตรียมเนื้อคราม
งานวิจัยดังกล่าวสนับสนุนโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภาพสวยๆจากพรรณานิคมได้รับความอนุเคราะห์จากน้องหมูแดง ผู้ประสานงานโครงการ
งานวิจัยได้แก้ปัญหาทั้งสองข้อนี้ได้ นี่ถ้าคิดแบบงานวิจัยเพื่อพัฒนาสินค้าแบบหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ก็คงจบลงแค่ตรงนี้ ได้ความรู้มาแล้วก็ไปประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านเร่งกันผลิตมากๆ ป้อนตลาดทั้งในและต่างประเทศ เอาเรื่องเงินและตลาดมาล่อ คิดแค่สร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจ ที่จริงส่วนดีก็มีอยู่แต่มันไม่ยั่งยืน
อาจารย์อนุรัตน์เล่าไว้ในรายงานการสัมมนาผ้าย้อมครามว่า...
"...เมื่อสีสังเคราะห์ถูกนำเข้ามาราวห้าสิบปีที่แล้ว การทำผ้าย้อมครามหายไปเช่นเดียวกับทั่วโลก แต่เมื่อผู้คนโหยหาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติอีกครั้ง ประมาณปี2535 สกลนครจึงเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ที่ฟื้นฟูและบำรุงผ้าย้อมครามจากตอของภูมิปัญญาที่ถูกกลบไว้ด้วยวัฒนธรรมชนบทสมัยใหม่...
...ผ้าย้อมครามจึงกลายเป็นความภูมิใจของคนสกลนคร และพื้นที่ใกล้เคียงที่มีภูมิปัญญาผลิตผ้าย้อมครามได้เช่นกัน ปี 2548 เป็นปีที่ 13 (ของการศึกษา วิจัยและพัฒนา)ของผ้าย้อมครามยุคใหม่หลายรูปแบบ เป็นที่ยอมรับในวงกว้างทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ความพิเศษของผ้าย้อมครามแม่ฑีตาอยู่ตรงที่เขาตระหนักถึงปัญหาแท้จริงของผ้าย้อมคราม ว่าไม่ได้อยู่ที่เรื่องเทคนิคอย่างเดียว เขามองทะลุปัญหาว่า ในท้องตลาดนั้นมีผ้าย้อมครามคุณภาพปานกลางและคุณภาพต่ำอยู่เยอะมาก เพราะกระบวนการทำซับซ้อนและใช้เวลามากกว่าจะได้มาเป็นผ้าหนึ่งผืน และผ้าย้อมครามนั้นมีราคาสูงกว่าผ้าย้อมสีธรรมชาติอื่นๆถึง 5 เท่า จึงมีผู้ผลิตจำนวนไม่น้อยที่ทำการ"ย้อมแมว"หรือเร่งผลิต ผ้าย้อมคราม เช่น เมื่อทราบว่าคนซื้อผ้าที่มีความรู้จะ"ดม"ว่ามีกลิ่นหอมครามหรือเปล่า ก็จะใช้วิธีย้อมสีเคมีไว้เป็นพื้นแล้วนำไปแช่ครามให้มีกลิ่นหอม หรือบางคนไม่ได้ตั้งใจโกงแต่ไม่มีประสบการณ์พอ ก็ใช้น้ำครามที่เตรียมยังไม่ได้ที่มาย้อม สีก็จะหลุดออกไปเรื่อยๆเมื่อซักแต่ละครั้ง
ต้องทราบว่าผ้าครามของแท้ๆนั้นผ่านกระบวนการย้อมที่ทำให้สีครามเมื่อจับติดผ้าแล้วจะกลายเป็นสีที่มีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำ สีจะสวยแน่นติดผ้าเช่นนั้นจนหมดอายุของผ้า ผ้าครามของแท้ที่มีสีเข้มลึกจะผ่านการย้อมแล้วย้อมอีกกว่ายี่สิบรอบ แต่ไม่ว่าจะเป็นสีฟ้าอ่อนหรือสีน้ำเงินเข้ม สีที่ปรากฎจะต้องสดใส สะอาดไม่ดูขมุกขมอมหรือสีตุ่นๆ และสีจะต้องติดทน คือสีไม่ตก
ผลิตภัณฑ์ตามโครงการโอทอปที่สร้างยอดขายสูงสุดของสกลนครคือผ้าย้อมคราม นอกจากนี้ ฝรั่งเศส ญี่ป่นและอิตาลี ต้องการผ้าย้อมครามคุณภาพดีจากสกลนครไม่จำกัดจำนวน ในราคาที่สูงใกล้เคียงกับผ้าไหม แต่ภูมิปัญญาและกำลังการผลิต "ผ้าย้อมครามคุณภาพดี" ไม่พอ เนื่องด้วยขาดปัจจัยหลายอย่าง
อาจารย์อนุรัตน์อธิบายว่าปัญหามีหลายมุม เช่น การจะหาผู้บริหารจัดการที่เข้าใจทั้งเรื่องธุรกิจ ข้อจำกัดของการทำผ้าย้อมคราม และวัฒนธรรมของคนชนบทก็หาได้ยาก ทั้งยังขาด ผู้ชำนาญการย้อมคราม ผู้ชำนาญการออกแบบผลิตภัณฑ์ การได้มาซึ่งเส้นใยฝ้ายธรรมชาติที่มีคุณภาพ และผู้ผลิตผ้าย้อมครามที่มีวินัยในตนเอง
สีน้ำเงินสดใสของสีครามเป็นหนึ่งในบรรดาสีเก่แก่ของโลก มีอดีตยาวนานร่วม 6000 ปี ถือกันว่าเป็นราชาแห่งสีย้อม หรือ "The King of Dye" เป็นที่รู้จักกันตั้งแต่วัฒนธรรมโบราณในเมโสโปเตเมีย อียิปต์ กรีซ โรม อาฟริกา และเอเซีย ทว่าต้นกำเนิดของสีครามนั้นอยู่ในอินเดีย สังเกตได้จากคำว่า Indigo ซึ่งแปลว่าสีคราม
ในสมัยโบราณเนื่องจากสีครามเป็นสีหายากจึงใช้กันสำหรับเฉพาะราชวงศ์ และคนชั้นสูง ในบางแห่งเช่นคาเมรูน ถือว่าสีครามบ่งบอกความร่ำรวย ความอุดมสมบูรณ์และเจริญงอกงาม
สำหรับประเทศไทย ผ้าย้อมครามนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นผ้าในดวงใจนักอนุรักษ์ธรรมชาติ ประหยัดพลังงานโลก และรักษาสิ่งแวดล้อม
ในเมืองไทยของเราแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานบ่งบอกค่านิยมเช่นกล่าวข้างต้น แต่ชาวบ้านแถบอีสานใช้ผ้าย้อมครามก็เพราะเป็นสีที่ได้จากวัตถุดิบที่หาได้จากท้องถิ่น โดยใช้เพียงส่วนใบของต้นคราม ไม่ต้องไปถากเปลือกหรือขุดรากถอนโคนพืชมาทั้งต้น สีที่ได้ยังติดแน่นคงทนอยู่กับผ้าจนกว่าจะหมดอายุของผ้า ไม่ซีดจางไปง่ายๆ เหมือนสีย้อมธรรมชาติอื่นๆ การย้อมก็ประหยัดพลังงานอีกด้วย เพราะไม่ต้องใช้ถ่านใช้ฟืนต้ม เพราะสีครามได้จากกรรมวิธีการหมัก หรือย้อมเย็น ซึ่งมีกรรมวิธีซับซ้อน น่าทึ่งในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ได้สังเกตขั้นตอน ทดลองทำโดยไม่ได้มีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ใดๆมาช่วย จนความรู้ตกผลึกและส่งผ่านความรู้มาจนถึงรุ่นปัจจุบัน
ในภาคอีสานของเรา ซึ่งเป็นถิ่นผ้าย้อมคราม ใช้พืชที่เรียกว่าต้นคราม (indigofera tinctoria) ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน เป็นครามพันธุ์นี้ใช้กันมากที่สุดในเอเชีย และทางวิชาการถือว่าเป็นครามแท้ ยังมีพืชอีกหลายชนิดที่ให้สีน้าเงินเหมือนกัน แต่จะมีกระบวนการย้อมที่แตกต่างกันออกไป อย่างที่เราอาจคุ้นหู คุ้นตากันมากคือ สีนำเงินกับเสื้อม่อฮ่อม
มักมีผู้ถามเสมอว่าผ้าครามกับผ้าม่อฮ่อมใช่อย่างเดียวกันหรือเปล่า คำตอบคือไม่ใช่ เพราะแม้เป็นผ้าย้อมสีธรรมชาติด้วยกัน แต่มาจากพืชคนละชนิด และวิธีการย้อมก็ต่างกัน
ต้นครามชอบขึ้นในที่แห้งแบบถิ่นอีสาน ส่วนต้นฮ่อมนั้นชอบที่ชื้นและเย็นแบบทางเหนือ ในภาคใต้ก็มีพืชหายากที่ให้สีน้ำเงินเช่นกันชื่อ "ย่านคราม" ยังมีพืชอื่นๆอีกมาก เช่นญี่ปุ่นและเกาหลีสกัดสีครามจาก Polygonum tinctoria ส่วนชาวจีนและเวียดนามสกัดสีครามจาก Strobilanthes flaccidifolius
การใช้สีย้อมธรรมชาติเกือบทุกสี การสกัดสีจากธรรมชาติทุกชนิด ใช้วิธีต้มเคี่ยวให้ได้น้ำสีเข้มข้น และย้อมขณะน้ำสีร้อน มีเพียงสองสีธรรมชาติในโลก คือสีจากผลมะเกลือและใบคราม ที่ใช้วิธีการหมักและการย้อมเย็นซ้ำหลายๆครั้ง
ที่สามารถนำมาเล่าถึงขั้นตอนกระบวนการได้ก็เนื่องมาจากการที่ทีมงานวิจัยของอาจารย์อนุรัตน์ได้ทำการศึกษาร่วมกับชุมชน จนถอดรหัสความรู้การทำผ้าย้อมคราม ออกมาเป็นคำอธิบายบนหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้ และที่ผู้เขียนรู้สึกประทับใจอย่างยิ่งคือ ความรู้ที่ได้นี้ยังสามารถคงเสน่ห์แห่งผ้าย้อมครามไว้ได้เต็มเปี่ยม
การเตรียมสีครามและย้อมสีครามมีเทคนิคพิเศษกว่าการย้อมสีธรรมชาติอื่นๆ เริ่มตั้งแต่การเลือกใบครามอายุพอดี ที่แก่ซัก 3-4 เดือนและต้องเก็บกันตอนเช้ามืดก่อนน้ำค้างแห้ง

ขออภัยที่ไม่สามารถเขียนให้จบในสองตอนอย่างที่คาดไว้ เพราะอยากให้ท่านผู้อ่านได้ซึมซับความละเอียดแห่งภูมิปัญญาในทุกแง่มุม
ตอนต่อไปมาติดตามกันว่าทำไมต้องเก็บใบครามกันแต่เช้าตรู่ แล้วทำอย่างไรกันต่อ ความลับอะไรที่ฝรั่งค้นไม่พบ เรื่องราวของการใช้ประโยชน์แม้จากกากครามที่ใช้ย้อมผ้าไม่ได้แล้ว ไม่มีอะไรทิ้งเสียเปล่าสักอย่าง และเรื่องของสาวญี่ปุ่นที่มาฝากตัวเป็นศิษย์แม่ฑีตา เป็นเรื่องน่าคิด ติดตามอย่างยิ่ง
สวัสดีค่ะอาจารย์
รีบเข้ามาอ่านอย่างสนใจค่ะ ขอบคุณมาก ได้ความรู้มาก
มีการถ่ายทอดวิชานี้ไว้แล้วหรือยังคะ เพราะน่าจะถ่ายทอด เพื่อคงภูมิปัญญาชาวบ้านไว้นะคะ เดี๋ยวของดีจะสูญ และของดีอย่างนี้ มีการจดลิขสิทธิ์หรือมีแบรนด์ไหมคะ ป้องกันของลอกเลียนแบบที่ไม่ดีจริง
มีร้านไหนในกรุงเทพขายไหมคะ อยากจะขอชมบ้าง ในภาพสวยมากๆค่ะ
ต้นตอจริงๆของวัฒนธรรมการย้อมครามนี้มาจากไหนคะ เช่นสืบทอดมาจากชาวไท......
ขอโทษค่ะ ถามซอกแซกไปหน่อย และเวลาขายชาวต่างประเทศ เราได้มีประวัติของแม่ฑีตาแนบไปด้วยใช่ไหมคะ
มีรูปอาจารย์ใส่ผ้าย้อมครามหน่อยไหมคะ อยากขอชมค่ะ สวยมากเลย
แต่ที่สนใจมากกว่าผ้าย้อมครามทั่วไปก็คือผ้าไหมย้อมคราม เพราะหาคนทำเป็นแทบไม่ได้เลย เคยรู้จักกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่ทำได้เพราะท่านทดลองมานาน (เป็นคนที่ทำเสื้อให้ผู้นำในการประชุมที่เคยจัดในเมืองไทยเมื่อหลายปีมาแล้ว) ปัจจุบันอาจารย์ย้ายกลับมาจากกัมพูชามาตั้งศูนย์สอนอยู่ที่ศรีสะเกษแล้วค่ะ ว่าจะขอให้อาจารย์ท่านช่วยถ่ายทอดความรู้ให้กับกลุ่มหัตถกรรมที่สกลนครอยู่เหมือนกัน
สวัสดีค่ะคุณพี่ศศินันท์
ขอบคุณที่สนใจติดตามอ่านจริงจัง พร้อมคำถามสำคัญๆ
การทำผ้าย้อมครามดั้งเดิมเป็นภูมิปัญญาของ"ชาวไทญ้อ"ค่ะ ผ.ศ. อนุรัตน์ สายทอง ได้ทำงานวิจัยที่ครอบคลุมถึงด้านชาติพันธุ์และสังคมวิทยาของชุมชนหลายแห่งในอีสานที่ทำผ้าคราม ยิ่งอ่าน ยิ่งศึกษายังอยากชวนอาจารย์อนุรัตน์เขียนหนังสือที่ให้คนทั่วไปเข้าใจผ้าคราม เอาให้อ่านสนุก มีภาพประกอบ มีเรื่องเล่าจากคนทำจริง ที่เอามาเล่าในบล็อกนี่แค่เรียกน้ำย่อยค่ะ
ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนครได้ตั้งศูนย์เรียนรู้และฝึกอบรมการทำผ้าย้อมครามคุณภาพสูง และยังได้มีการจัดประชุม จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเป็นระยะๆ เรียกว่าเผยแพร่ความรู้กันไม่ได้หยุดค่ะ
สำหรับเรื่องลิขสิทธ์ไม่แน่ใจว่าทำหรือยังสำหรับแบรนด์แม่ฑีตา
ร้านในกรุงเทพที่มีผ้าย้อมครามแม่ฑีตาขาย เท่าที่ทราบมีแห่งหนึ่งที่สยามพารากอน เป็นร้านที่เขารับตัดเสื้อผ้าด้วยค่ะ เจ้าของเป็นคนญี่ปุ่นอยู่เมืองไทยมานานจนพูดไทยได้คล่องมาก ชื่อร้าน The Golden Triangle
ขอโทษค่ะคุณพี่ศศินันท์ ยังตอบไม่เสร็จมือไปโดนปุ่มซะก่อน
ผ้าที่ขึ้นห้างย่อมแพงกว่าปกติมากนักแน่นอนนะคะ แนะนำว่าจิ๋วมักนำผ้ามาขายในงานที่กรุงเทพเวลาเขาจัดงานใหญ่ๆอย่างที่เมืองทอง อิมแพ็ค รู้ข่าวเมื่อไหร่จะรีบบอกค่ะ เผื่อได้นัดพบกันด้วย จิ๋วจะลดราคาให้พิเศษกับผู้สนใจธรรมะ ปฏิบัติธรรมด้วยค่ะ น่ารักมาก
ภาพตัวเองนุ่งผ้าครามไม่ได้ถ่ายไว้เลยค่ะ นุ่งผ้าไทยทุกวันจนคนชินไม่เห็นว่าแปลกหรืองามพิเศษ เอาไว้จะหาโอกาสเก็บภาพไว้บ้างค่ะ
จิ๋วเขามีโบรชัวร์แจกเป็นภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น แต่ทำไว้ยังไม่ค่อยสมบูรณ์สวยงาม นี่ปวารณาตัวว่าจะช่วยเขาคิดทั้งการทำข้อความและการออกแบบใหม่ค่ะ รู้สึกผูกพันกับเขามากเพราะการได้รู้จักการทำผ้าย้อมครามแม่ฑีตาได้ทำให้ชีวิตตนเองเปลี่ยนไปจริงๆค่ะ
สวัสดีค่ะคุณLittle Jazz
ผ้าย้อมครามจริงๆทำยากมากๆๆ เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความประณีต อดทน มีคุณธรรม เหมือนปฏิบัติธรรมเลยค่ะ
ฝ้ายย้อมครามติดดีกว่าไหมและมีบุคลิกคนละอย่างกับไหมย้อมคราม ไหมย้อมครามดิฉันรู้จักผู้ที่บุกเบิกเรื่องนี้ก่อนใครและมีความรักใคร่ชอบพอกันเป็นอย่างยิ่งคือพี่นิศาชล แม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้ติดต่อหรือพบกันบ่อยนักค่ะ มีผ้าไหมย้อมครามชิ้นงามๆอยู่สองสามผืนเอาไว้จะนำภาพมาลงบล็อกบ้างค่ะ
ดีใจจังมีคนสนใจผ้าย้อมครามอย่างจริงจัง ช่วยกันเป็นแนวร่วมทะนุบำรุงภูมิปัญญานี้ให้คงอยู่สืบไปกันนะคะ
ชอบที่มีคนสนใจในภูมิปัญญาชาวบ้าน
กระบวนการย้อมและกรรมวิธีในการทำผ้าย้อมครามนี่ไม่ใช่จะทำกันได้ง่าย ๆ เลยนะคะ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณมากค่ะที่อุตส่าห์ตอบคนช่างซักค่ะ
นิสัยนี้แก้ไม่ค่อยหาย เป็นมาแต่เกิด คือ ชอบอยากรู้อยากเห็นไปทุกอย่าง ยกเว้น เรื่องส่วนตัวชาวบ้าน ไม่อยากรู้ ค่ะ ขนาดรู้แล้วยังลืม
ขออวดนิดนึงค่ะ ขนาดลูกโตขนาดนี้ ถ้าการตัดสินใจอะไรสำคัญๆในชีวิต ต้องถามแม่ก่อน ถ้าแม่ไม่เห็นด้วย เขาไม่อยากทำ เพราะ น่าจะเป็นความเสี่ยงสูงค่ะ ประเภทที่กันแม่ออกห่าง บอกว่าตัดสินใจเองได้ทุกอย่าง แม่ไม่ต้องยุ่ง ไม่เคยประสบเลยค่ะ
ไทยย้อหรือญ้อ คงเป็นกลุ่มที่อยู่ทางหนองคาย พูดภาษาลาว จะมีอีกพวกหนึ่ง เรียกว่า ไทยโย้ย อยู่ทางสกลนคร ไม่ทราบจริงๆว่า พวกเดียวกันหรือเปล่า ที่ทราบงูๆปลาๆ เพราะเรียนอักษรศาสตร์ค่ะ
แต่สรุปก็เป็นไทยที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ถ้าท่านผ.ศ. อนุรัตน์ สายทอง จะเขียนหนังสือให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นความรู้ ก็ยิ่งดีค่ะ เพราะคนไทยเดี๋ยวนี้ ไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมเก่าแก่ของเราสักเท่าไรค่ะ แต่ให้มีภาพด้วยนะคะ เพราะรูปจะเป็นการอธิบายที่ดีขึ้นค่ะ
ขนาดแบงค์ชาติก็ทำการ์ตูนออกมาเรื่องเศรษฐศาสตร์ง่ายนิดเดียวค่ะ ต้องทำให้เรื่องยากเป็นง่าย คนจึงจะอ่านค่ะ
ขอบคุณข้อมูลร้าน the golden triangleค่ะ
ขอเน้นเรื่องลิขสิทธิ์ค่ะ คิดว่าต้องจดนะคะ
สวัสดีอีกทีค่ะ
จิ๋วมักนำผ้ามาขายในงานที่กรุงเทพเวลาเขาจัดงานใหญ่ๆอย่างที่เมืองทอง อิมแพ็ค
ขอบคุณอาจารย์มากที่เอื้อเฟื้อค่ะ บอกคุณจิ๋วด้วยค่ะ ว่าจะมีคนสนใจมาก จะมาแล้วต้องบอกนะคะ
และจะขอนัดอาจารย์ด้วย อยากพบตัวและคุยด้วยค่ะ
ภูมิปัญญาการทำผ้าย้อมครามนี้ จัดว่าเป็น เอกลักษณ์ (identity)ของจังหวัดสกลนครอย่างหนึ่งเลยนะคะ น่าภูมิใจค่ะสวัสดีค่ะ..พี่นุช
สวัสดีค่ะคุณเนปาลี
เรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่นต้องช่วยกันดูแลทำนุบำรุงด้วยความเข้าใจ มิฉะนั้นจะกลายเป็นทำร้าย แทนที่จะส่งเสริม
คุณค่าทางมิติจิตวิญญาณที่ทำให้มนุษย์มีความรักต่อสรรพสิ่ง อยู่อย่างเกื้อกูลและเคารพธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มีคู่มากับตัวความรู้ที่เป็นเทคนิค แยกพัฒนาแต่เฉพาะเทคนิคเมื่อไหร่ เสียหายยั่งยืน กว่าได้ประโยชน์ระยะสั้นค่ะ
ต้องขอบคุณคุณพี่ศศินันท์
มากกว่า ที่กรุณาให้ความสนใจจริงจัง มีคำถามที่น่ารู้คำตอบมาให้ได้ต่อความคิดกันไปอีกค่ะ เขียนแล้วมีคนถามและแสดงความคิดเห็นสนุกออกค่ะ
เรื่องไทญ้อต้องถามอาจารย์อนุรัตน์อีกครั้ง ทราบคำตอบแล้วจะมารายงานค่ะ
ภูมิใจแทนคุณลูกที่มีคุณแม่ที่เป็นที่พึ่งในทุกด้านอบอุ่นดีจริงๆค่ะ
จะชวนอาจารย์อนุรัตน์และคุณจิ๋วช่วยกันเขียน โดยตัวเองจะเป็นคนลงมือเขียนหลักให้ค่ะ นึกสนุกและเห็นประโยชน์ที่จะเกิด ฝากไว้กับแผ่นดิน
สวัสดีค่ะน้องแจ๋วแหวว จะอ่านเรื่องผ้าย้อมครามต้องใจเย็นๆ มีเวลาซึมซับ เป็นเรื่องละเอียดมากเลยค่ะ จะเขียนสั้นกว่านี้ก็จะผิวเผินไป ก็ทนอ่านเรื่องยาวๆหน่อยแล้วกันค่ะ
วันหลังมีโอกาสสอนโยคะ ให้พี่บ้างได้มั้ยคะ จะตามไปเรียน เราอยู่ไกลกันแค่ไหนนะเนี่ย ปากแพรก กับปากท่า วันหลังหากเฉียดมาใกล้กันกริ๊งกร๊างบอกกันบ้างนะคะ โทรสัพท์พี่ 085 909 5955 ค่ะ
ซาหวัดดีค่ะ..พี่นุช
สวัสดีค่ะคุณChetta, ดีใจทุกครั้งที่ได้ทราบว่าภูมิปัญญาไทยยังมีชีวิตอยู่ในมิติชีวิตประจำวัน ที่ไม่ใช่เพื่อการผลิตขายเท่านั้น
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านบันทึกค่ะ คุณแม่อยู่จังหวัดอะไรคะ
เมืองไทยเราผู้ทำและใช้ผ้าย้อมครามเป็นคนในชุมชนเอง ทำเองใช้เอง ไม่เหมือนประวัติในต่างประเทศ คนสูงศักดิ์ คนร่ำรวยเท่านั้นที่จะใช้ผ้านี้ได้ ชาวบ้านไทยเราโชคดีมากเลยนะคะ แต่กระแสทุน และโลกาภิวัตน์ทำให้เราดูถูก หรือแม้ไม่ดูถูก ก็ไม่ตระหนักในคุณค่า ต้องรอให้ต่างประเทศมาบอกว่าดีก่อน จึงจะนิยมตามเขา
เรามาช่วยกัน เริ่มที่ตัวเราผู้ตระหนักในคุณค่าของภูมิปัญญา ไม่ต้องไปว่าคนอื่น เราทำ เราใช้ใ ห้เห็นกันเป็นตัวอย่างนะคะ
เรียนคุณนายดอกเตอร์ครับ
(ขออนุญาตเรียกอาจารย์) ผมขอรบกวนอาจารย์ ช่วยแปลข้อความดังต่อไปนี้ให้เป็นภาษาอังกฤษ ผมต้องการเผยแพร่ออกไป ทางOversea ครับ
"สีน้ำเงินสดใสของสีครามเป็นหนึ่งในบรรดาสีเก่าแก่ของโลก มีอดีตยาวนานร่วม 6000 ปี ถือกันว่าเป็นราชาแห่งสีย้อม หรือ "The King of Dye" เป็นที่รู้จักกันตั้งแต่วัฒนธรรมโบราณในเมโสโปเตเมีย อียิปต์ กรีซ โรม อาฟริกา และเอเซีย ทว่าต้นกำเนิดของสีครามนั้นอยู่ในอินเดีย สังเกตได้จากคำว่า Indigo ซึ่งแปลว่าสีคราม
ในสมัยโบราณเนื่องจากสีครามเป็นสีหายากจึงใช้กันสำหรับเฉพาะราชวงศ์ และคนชั้นสูง ในบางแห่งเช่นคาเมรูน ถือว่าสีครามบ่งบอกความร่ำรวย ความอุดมสมบูรณ์และเจริญงอกงาม
สำหรับประเทศไทย ผ้าย้อมครามนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นผ้าในดวงใจนักอนุรักษ์ธรรมชาติ ประหยัดพลังงานโลก และรักษาสิ่งแวดล้อม
ในเมืองไทยของเราแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานบ่งบอกค่านิยมเช่นกล่าวข้างต้น แต่ชาวบ้านแถบอีสานใช้ผ้าย้อมครามก็เพราะเป็นสีที่ได้จากวัตถุดิบที่หาได้จากท้องถิ่น โดยใช้เพียงส่วนใบของต้นคราม ไม่ต้องไปถากเปลือกหรือขุดรากถอนโคนพืชมาทั้งต้น สีที่ได้ยังติดแน่นคงทนอยู่กับผ้าจนกว่าจะหมดอายุของผ้า ไม่ซีดจางไปง่ายๆ เหมือนสีย้อมธรรมชาติอื่นๆ การย้อมก็ประหยัดพลังงานอีกด้วย เพราะไม่ต้องใช้ถ่านใช้ฟืนต้ม เพราะสีครามได้จากกรรมวิธีการหมัก หรือย้อมเย็น ซึ่งมีกรรมวิธีซับซ้อน น่าทึ่งในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ได้สังเกตขั้นตอน ทดลองทำโดยไม่ได้มีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ใดๆมาช่วย จนความรู้ตกผลึกและส่งผ่านความรู้มาจนถึงรุ่นปัจจุบัน
ในภาคอีสานของเรา ซึ่งเป็นถิ่นผ้าย้อมคราม ใช้พืชที่เรียกว่าต้นคราม (indigofera tinctoria) ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน เป็นครามพันธุ์นี้ใช้กันมากที่สุดในเอเชีย และทางวิชาการถือว่าเป็นครามแท้ ยังมีพืชอีกหลายชนิดที่ให้สีน้าเงินเหมือนกัน แต่จะมีกระบวนการย้อมที่แตกต่างกันออกไป อย่างที่เราอาจคุ้นหู คุ้นตากันมากคือ สีนำเงินกับเสื้อม่อฮ่อม
ต้นครามชอบขึ้นในที่แห้งแบบถิ่นอีสาน ส่วนต้นฮ่อมนั้นชอบที่ชื้นและเย็นแบบทางเหนือ ในภาคใต้ก็มีพืชหายากที่ให้สีน้ำเงินเช่นกันชื่อ "ย่านคราม" ยังมีพืชอื่นๆอีกมาก เช่นญี่ปุ่นและเกาหลีสกัดสีครามจาก Polygonum tinctoria ส่วนชาวจีนและเวียดนามสกัดสีครามจาก Strobilanthes flaccidifolius
การใช้สีย้อมธรรมชาติเกือบทุกสี การสกัดสีจากธรรมชาติทุกชนิด ใช้วิธีต้มเคี่ยวให้ได้น้ำสีเข้มข้น และย้อมขณะน้ำสีร้อน มีเพียงสองสีธรรมชาติในโลก คือสีจากผลมะเกลือและใบคราม ที่ใช้วิธีการหมักและการย้อมเย็นซ้ำหลายๆครั้ง"
ขอบคุณครับ
สุพรรัตน์ แก่นท้าว
นักศึกษาปริญญาโท รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยาเขตจังหวัดนครพนม
สวัสดีค่ะคุณสุพรรัตน์ แก่นท้าว
ขอบคุณที่สนใจสิ่งที่เขียนและอยากนำไปเผยแพร่ต่อ(ต่างประเทศ) ไม่ทราบว่าจะไปทำในรูปแบบใด เผยแพร่ทางไหนคะ
ที่จริงข้อความนี้ดิฉันได้เคยนำเสนอในงานประชุมนานาชาติแล้วเมื่อเสนอเรื่องของผ้าย้อมครามแม่ฑีตา จนเรื่องได้รับการคัดเลือกให้เป็นเรื่องดีเด่นหนึ่งใน ๑๕ เรื่องที่เขาคัดจากผู้เสนองาน แล้วตีพิมพ์ในหนังสือชื่อ At the Human Scale เพื่อแจกในงานประชุมนานาชาติด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่กรุงโซล
หากต้องการจริงๆ กรุณาเข้าไปคัดลอกจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่ดิฉันนำลงไว้ในบล็อกนี้แล้วนะคะ ลองดูเรื่องที่อยู่ในหน้าแรกๆค่ะ
อาจารย์ครับผมหาตามที่แนะนำไม่เจอครับ อาจารย์ช่วยทำweblinkให้ได้ไหมครับ ถ้าไม่ได้ก็ไมเป็นไร
ตอบคำถาม (
ขอบคุณที่สนใจสิ่งที่เขียนและอยากนำไปเผยแพร่ต่อ(ต่างประเทศ) ไม่ทราบว่าจะไปทำในรูปแบบใด เผยแพร่ทางไหนคะ)
ผมมีเพื่อนทำweb ตอนนี้เขาเป็นwebmaster กำลังจะทำเป็น2ภาษา คือไทย/อังกฤษ ผมเลยได้โอกาส อาศัยความเป็นเพื่อนได้ฟรีบางเนื้อที่ ก็เลยอยากทำธุระกิจตามที่เรียนมา (จริงๆแล้วผมศิษย์เก่าราชภัฏสกลนคร สาขาเทคโนโลยีการผลิตจบ2546ต่อMBAเกษตรศาสตร์บ้านเชียงเครือจบ2548มาต่อนิติศาสตร์ราชภัฏสกลได้เทอมเดียวออกไปต่อรามคำแหงศูนย์สกลของอาจารย์เสรี พงษ์พิศ ป.โท สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ได้เทอมเดียว ไม่สะใจ ออกไปต่อรามนาแก ป.โทรัฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง น่าจะจบเมษา2551) (เข้าgoogle พิมพ์ สุพรรัตน์ แก่นท้าว) ได้มีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศ พบเห็นหลายอย่าง ชอบเดินดูสินค้าหัถกรรมของเขา ซึ่งก็ไม่ได้เหนือกว่าเรา แต่การตลาดเขาเหนือกว่าเรา เพราะเขาสามารถนำสินค้าธรรมดาๆ ให้ติดตลาดราคาแพงๆได้ เลยมาคิดดู ทำไมเราไม่ทำบ้าง คุณแม่ผมเป็นคนภูไท วาริชภูมิ ผมเกิดมาตั้งแต่จำความได้ก็เห็นคุณแม่มือเปื้อนคราม มีไหบรรจุน้ำครามใต้ถุนบ้าน คุณแม่ปลูกฝ้ายเอง ผมช่วยเก็บ(โดยไม่เต็มใจนัก) แม่เอามาตากแดดแล้วอิ้ว ก่อนนำไปดีดฝ้าย เอาไปเข็น จนเป็นด้าย(ฝ้าย) แล้วเอาฝ้าย(ด้าย)ไปย้อมคราม เอาไปสืบหูก ต่ำหูก จนเป็นผ้าหนาๆ เห็นคุณแม่ทำจนผมโตเป็นหนุ่ม แม่จะเอาไปตัดเสื้อ เพื่อไปฝาก เจ้านาย หรือข้าราชการผู้ใหญ่ ผมไม่เคยเห็นแม่ขายได้ราคาซักที ทั้งๆที่ทำมากับมือ ปรานีตที่สุด คนในหมู่บ้านห้วยบาง ตำบลวาริชภูมิ ต่างก็รู้กิตติศัพท์ถึงฝีมือของแม่ดี อย่างมากก็มาเรียนเอาความรู้กับแม่ แต่พี่สาวก็ไม่ได้สืบถอดการย้อมครามจากแม่ ด้วยมุมมองที่ว่าทำแล้วไม่คุ้มค่าแรง ไปปลูกยางพาราดีกว่า ทั้งๆที่มันคือภูมปัญญา มันคือสายใยแห่งความรัก(Value) ที่ไม่สามารถตีเป็นราคาได้(Price) จนในที่สุดคุณแม่ก็จากโลกนี้ไป นี่ยังไมรวมแม่ของคนอื่นๆ ที่มีความรัก ความศรัทธากับผ้าย้อมคราม ที่ทั้งแม่ และผ้าย้อมครามเหล่านั้นกำลังจากโลกนี้ไป ทีละคน
แต่ถ้าใครสักคน หรือเราสักคน สักหลายๆคน ช่วยกันหาออกอย่างจริงจัง(ไม่ใช่ทำเพื่อได้คะแนนเสียง)หาทางทำการตลาด เพื่อให้คนย้อมครามอยู่ได้ มันน่าจะดีกว่านี้ ซึ่งอันที่จริงผ้าย้อมครามมีต้นทุนสูงมาก คนไทยจนๆไม่มีปัญญาซื้อแน่ๆ คนรวยๆก็ไม่ซื้อ(ภริยานายกคนก่อนก็ไม่เคยใส่ออกงานให้เห็นนะ) เราช่วยกันออกแบบดีๆ ให้มันทันสมัยขึ้น คนที่ชอบผ้าย้อมสีธรรมชาติที่มีปัญญาซื้อต้องมีอยู่มากในโลกนี้ แต่ปัญหาคือเราจะเจอเขายังไง
ถ้าเราแปลงจากเสื้อผ้า ไปเป็นอย่างอื่นล่ะ มันจะเพิ่มมูลค่ามั้ย
ขอบคุณที่ท่านอ่านจนจบ
สุพรรัตน์
081-7683867
สวัสดีค่ะคุณสุพรรัตน์ ขอบคุณมากเลยค่ะที่เล่าเรื่องคุณแม่ให้ทราบ น่าภูมิใจอย่างยิ่งในความรู้และฝีมือของท่าน
ดีใจที่คุณมีความคิดและความพยายามที่จะช่วยผู้ทำผ้าย้อมครามให้อยู่รอด คุณน่าจะได้คุยกับอาจารย์อนุรัตน์ สายทองซึ่งได้ทำงานวิจัยอย่างละเอียด มองเห็นแง่มุมของปัญหาและทางออก
การตลาดอย่างสมัยใหม่กระแสหลักไม่น่าจะใช่คำตอบของการฟื้นฟู ส่งเสริมผ้าย้อมครามและหัตถกรรมชั้นสูงอื่นๆของไทย เราต้องคิดนอกกรอบ (โอทอป) การออกแบบ รูปแบบ เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในหลายๆปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง
ดิฉันไม่ใช่นักธุรกิจ หรือ นักการตลาด แต่เป็นผู้ใช้หัตถกรรม มุมมองอาจประหลาด ฟังแล้วไม่จำเป็นต้องเชื่อนะคะ
กำลังจะเขียนเรื่องของหัตถกรรมเอเชียในสายตาของผู้ชำนาญเรื่องตลาดหัตถกรรมในยุโรป เพิ่งได้ฟังจากศิลปินนักทำเซรามิคจากเยอรมันในงานCraftsnet ที่เพิ่งจัดเมื่อเร็วๆนี้ เป็นมุมมองที่น่าสนใจมาก คนทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาหัตถกรรมอาจได้ข้อคิดจากเขา
วิทยานิพนธ์อยู่ที่
http://gotoknow.org/blog/k-creation/92695
ส่วนบทความในหนังสือ พยายามหาไฟล์ หาไม่เจอ มีแต่ในหนังสือ อาจารย์อนุรัตน์ก็มีอยู่เล่มหนึ่งค่ะ หากจะไปสนทนากับท่านอยู่แล้วก็ขอยืมดูได้ แต่ข้อมูลในวิทยานิพนธ์มีอยู่สมบูรณ์ค่ะ
ขอบคุณที่สนใจและมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะคะ