ค่ำคืนนี้...เป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่ข้าพเจ้านั่งทำงานดึก
สภาวะทุกวันนี้รู้สึกว่าตนเองเหลือเวลาน้อยเหลือเกิน...แม้ว่าจะมีภาระงานที่กระชั้นเข้ามาอย่างมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยละเลยคือ...การดูแลตนเองให้อยู่ภายใต้ความพอดี... ทั้งเรื่องการอยู่ กิน ทำงาน และหลับนอน... แม้ว่า ณ ขณะที่กำลังบันทึกเรื่องราวอยู่นี้จะดึกมากพอ แต่ก็ยังพอดีอยู่ที่จะนั่งทำงาน และยิ่งทำงานไปด้วยความรู้สึกที่เกิดเป็นปิติต่อเรื่องราวที่ได้รับรู้และรับทราบ...
ทันทีที่เข้าบ้านและได้เช็คเมล์...
มีเภสัชกรท่านหนึ่งที่ให้ช่วยดูงานในแนวที่เน้นมาทางด้านมนุษย์ศาสตร์และขอรับคำปรึกษามาได้ระยะหนึ่ง วันนี้มีความก้าวหน้าในเรื่องราวที่ได้คุยและแลกเปลี่ยนกัน... เห็นงานที่ออกมาในเชิงเป็นรูปธรรมมากขึ้น เห็นเป็นความพยายามที่อยากจะทำในเรื่อง...ความงาม ความดี...อันเต็มเปี่ยมไปด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์
มีความสนใจในมิติของการพัฒนาวิชาชีพและองค์กรที่เน้นในความเป็นมนุษย์... ภายใต้แนวคิดองค์กรมีชีวิต (Living Organization) >>> ขณะที่ข้าพเจ้านั่งอ่านงานที่เภสัชกรท่านนี้ส่งรายละเอียดมาให้ ทำให้รู้สึกปิติสุขอย่างยิ่ง ที่ถึงแม้เป็นเพียงคนเล็กๆ...ในท่ามกลางกลุ่มคนอันมากมาย แต่มีความสนใจในเรื่องที่คนส่วนใหญ่ต่างมองข้าม ... ซึ่งในทัศนะของข้าพเจ้ากลับมองว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ แม้ว่าอาจดูเหมือนเป็นการสวนกระแสในท่ามกลางที่ต่างคนต่างมุ่งมั่นพัฒนาทางวิชาชีพของตนเองให้มีความเป็นวิชาการที่ยิ่งใหญ่...แต่บุคคลท่านนี้ทำเรื่องเล็กๆ ที่บางครั้งอาจโดนคำถามจากคนในแวดวงวิชาชีพเดียวกันถามว่า.. "ทำไปทำไม ... งานที่ทำอาจไม่ได้รับการตีพิมพ์ในระดับอินเตอร์ฯ"... (ซึ่งตามมาตราฐานในแวดวงวิชาชีพมักให้คุณค่าต่อเรื่องนี้?)แต่สำหรับเภสัชกรท่านนี้ก็ยังคงมีจุดยืนอันมุ่งมั่นของตนเอง ต่อการขับเคลื่อนงานของตนเองต่อไปอย่างเงียบๆ...
งานชิ้นนี้มีความตั้งใจมุ่งเน้นไปที่ทักษะและเครื่องมือการทำงาน Appreciative Inquiry and Narrative ซึ่งเภสัชกรท่านนี้มีฐานแห่งความเชื่อว่าจะนำไปสู่การเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงวัฒนธรรมต่อวิชาชีพที่เน้นมุมมองด้านบวก ไปสู่ความดี ความงามแห่งการทำงานเกิดขึ้น...
ซึ่งคนโดยทั่วๆ ไป จะมองข้ามผ่าน...ความดีงามภายใต้ความสัมพันธ์ของสิ่งละอันพันละน้อยที่แวดล้อมผู้คน วิชาชีพ และองค์กรอยู่...
สำหรับข้าพเจ้าเองในหลายๆ ครั้ง...เคยมีความรู้สึกขัดใจอยู่บ้าง...ที่เห็นแม้แต่คนใกล้ชิด หรือใครอีกหลายๆ คนที่ผ่านเข้ามาในวงแห่งความสัมพันธ์ต่างมุ่งมั่น และฟาดฟันเพื่อให้ได้มาแห่งเกียรติที่ว่าด้วยความยิ่งใหญ่ทางวิชาการ หากแต่ลืมความงดงามในมิติแห่งความรื่นรมย์และดีงามของความเป็นมนุษย์...
การได้นั่งอ่านงาน...ในค่ำคืนนี้
จากเภสัชกรผู้ที่ถือได้ว่าผ่านเข้ามาวงแห่งความสัมพันธ์ ถือว่าเป็นความโชคดีของตนเอง และรู้สึกขอบพระคุณในโอกาสที่เจ้าของงานนี้ได้ส่งงานมาให้ได้ร่วมรับรู้และเป็นส่วนหนึ่งในงานชิ้นนี้ด้วย...
เป็นความตั้งใจและความปรารถนาดี... ต่อคน องค์กร และวิชาชีพ
ที่จะให้การเคลื่อนตัวไปของการทำงานเป็นบรรยากาศของการทำงาน...ที่เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข มากกว่าการเป็นเสมือนหุ่นยนต์ที่ไร้ซึ่งอารมณ์แห่งความมีชีวิตชีวา ดั่งเช่นที่เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่ง...ที่มีความพยายามที่อยากจะให้เภสัชกรออกจากกระจกมาสัมผัสถึงวิถีแห่งการดำรงอยู่สู่การเยียวยามากขึ้นกว่าที่จะเป็นเพียงจัดยา แจกยา จ่ายยา...และผละออกจากกันไป ...
-----------------------------------
คำพูดคำจาของคุณ เป็นปรัชญาเชียวนะคะ
อ่านไป อายไป
อยากเขียนได้อย่างคุณจัง
บทความน่าสนใจค่ะ อาจเพราะดิฉันมีแนวคิดคล้ายก็ได้มั้งคะ
แต่ไม่รู้จะช่วยคุณได้ยังไง
ดิฉันก็มีพี่สะไภ้เป็นเภสัชฯ เหมือนกันค่ะ น่าจะเป็นมนุษย์อยู่นะคะ ไม่งั้นพี่ชายดิฉันคง good bye เธอไปแล้ว
แค่แซวเล่นนะคะ
คุณคงเป็นคนอารมณ์ดีใช่ไหมคะ เพราะคุณเป็นมนุษย์นี่นา
อรุณสวัสดิ์ กะปุ๋ม
ห่างหายไปนานจากจอ K2K ทั้งตัวผมเองและกะปุ๋มด้วย (แต่ผมรู้สึกจะห่างไปนานกว่าด้วยซ้ำ) ช่วงที่หายไป ก็กลับเมืองไทยไปเก็บข้อมูลวิจัย แปลกนะ.. เวลาอยู่เมืองไทยทีไร เป็นต้องหายไปจากการติดต่อผู้คนในโลกไซเบอร์ทุกที คิดเองเองว่า เน็ตในเมืองไทยไม่ค่อยได้ดั่งใจเท่าไหร่ เลยได้แค่เข้ามาเช็คเมลเท่านั้น
เรืองการทำ เรื่องเล็กๆ ที่หลายคนมองข้าม อันนี้ผมก็เจอมาเหมือนกัน วันหนึ่ง ..เพื่อนที่หมอฟัน มาปรึกษาเรืองทำวิจัย บอกว่า ทำเรืองเล็กๆ ในระเบียบวิจัยง่าย หรือใช้สถิติง่ายๆ มักไม่ค่อยได้รับการสนับสนุน (คนทำวิจัยเองก็ออกจะอายๆ ซะด้วยซ้ำที่ต้องนำเสนองานวิจัยเล็กๆ ง่ายๆ)
ผมเลยบอกว่า อย่าไปดูถูกการวิจัยที่เราทำดิ คุณค่าของงานวิจัยไม่ได้อยู่ที่ว่า มันจะเล็กหรือใหญ่ จะซับซ้อนหรือง่าย แต่มันอยู่ที่คุณภาพของการอภิปรายผลที่ได้ เพื่อต่อยอดเป็้นองค์ความรู้หรือข้อสรุปในการทำงาน บวกกับคุณภาพของหลักฐานเชิงประจักษ์ที่นำมาสนับสนุนแนวคิดของผู้วิจัย
เป็นเพราะว่า เรามองว่า งานวิัจัยต้องทำอะไรที่ใหญ่ อลังการงานสร้าง เลยพบว่า ในเมืองไทยขาดหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างมาก องค์ความรู้ในเมืองไทยก็กลวงๆ ขาดๆ
สังเกตได้จากเวลาทำรายงาน หรือ เขียนเอกสารวิชาการ มักจะติดๆ ขัดๆ หาข้อมุลมาสนับสนุนไม่ได้ มีช่องว่างเต็มไปหมด รู้ทั้งรู้ แต่เขียนออกมาไมไ่ด้ เพราะไม่มีข้อมูลมาเติมเต็มในส่วนขาด
ฝากเป็นกำลั งใจให้พี่เภสัชกร ท่านนี้ด้วยว่า เขาได้ทำประโยชน์ในสิ่งที่หลายคนมองข้าม ภาษาประกิต เปิ้นว่า " Less is more " ครับ
สวัสดีค่ะ.... kruyoo
ดีใจค่ะ เพียงแค่ครูเข้ามาอ่านนี่ก็ดีใจหลายแล้วค่ะ
สิ่งละอันพันละน้อย...หากแต่ว่าเป็นความยิ่งใหญ่ในใจเรา
คนทั่วไปมักวิ่งไปไขว้คว้า...ความยิ่งใหญ่จากภายนอกเพื่อมาเสริมตนเองให้ยิ่งใหญ่..."ภายใน"?...
ขอบพระคุณนะคะที่เข้ามาแลกเปลี่ยน...เป็นไปดั่งเช่นเป็นไป และเป็นไปอย่างตั้งใจที่สุดนะคะ
(^___^)
กะปุ๋ม
สวัสดีค่ะพี่... recovery
ดีใจมากเลยค่ะ ที่มีข้อความคิดเห็นดีดีมาแปะ...ไว้ ณ เรื่องราวนี้
การทำวิจัย...ไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนและยิ่งใหญ่เสมอไป บางครั้งงานเล็กๆ...แต่ให้คุณค่าต่อข้อค้นพบและนำไปสู่ความยิ่งใหญ่...แห่งการค้นหาต่อไปได้เช่นเดียวกัน...
-----
บางครั้งกะปุ๋มก็เคยครุ่นคิดเหมือนกันนะคะ...และมักจะแลกเปลี่ยนกับผู้คนที่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้...แต่ก็พบนักวิชาการที่มากมายที่พยายามครอบงำกันทางแนวคิดที่มุ่งเน้นไปสู่ความยิ่งใหญ่ทางวิชาการที่เขาเหล่านั้นมักคิดว่า...นี่แหละคือ ที่สุดแล้วของชีวิต...
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นกะปุ๋มเองก็บอกต่อตนเองว่า...แต่ละอย่างแต่ละแนวคิดที่ปรากฏขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับการให้ค่า-ราคาต่อสิ่งที่ตนเองคิดและทำ สำหรับในทัศนะของกะปุ๋มเอง...มุ่งไปเพียงก่อเกิดสิ่งที่พึงเกิดไม่ได้ตั้งต้นเพียงแค่ทำเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก ไม่ได้เอาขนาดของตัวเรื่องมาเป็นที่ตั้ง เพราะบางครั้งเรื่องเล็กๆ...ก็ทรงอานุภาพอย่างที่พี่ว่าได้เหมือนกันนะคะ...
ดีใจนะคะที่ได้เจอกันและพูดคุยกันอีกครั้ง
(^___^)
กะปุ๋ม