บทสัมภาษณ์...ลงในหนังสือ ที่นำแจกในงานมหกรรม R2R ครั้งที่ 2 วันที่ 16-17 กรกฎาคม 2552 ณ โรงแรมริชมอนด์
ทางผู้จัดทำหนังสือได้ส่งไฟล์ข้อมูลมาให้ข้าพเจ้า จึงนำมาตีพิมพ์ ณ ที่นี้ไว้ด้วย ถ้าเผื่อว่าท่านใดไม่ได้ไปร่วมงาน ก็จะได้มีโอกาสได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย...
ในบทสัมภาษณ์...มีว่า...
ที่ผ่านมาเราทราบว่างาน R2R ช่วยพัฒนาทำให้บุคลากรทางแพทย์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ทำให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงทีมากขึ้น ช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานได้เร็วขึ้น และลดระยะเวลาในการรักษาพยาบาลลงอย่างชัดเจน
แต่สำหรับงาน R2R ของโรงพยาบาลยโสธร เรามองเห็นได้ชัดว่าเป็นการทำงานที่ให้ความสำคัญกับมิติด้านอื่นของความเป็นมนุษย์ด้วย นั่นคือมิติด้านจิตวิญญาณ ซึ่งสะท้อนมุมมองที่ลึกซึ้งของผู้ขับเคลื่อนหรือผู้จัดการในการทำงานครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี
ดร.นิภาพร ลครวงศ์ หรือ ดร.กะปุ๋ม ผู้ขับเคลื่อนกระบวนการ R2R ของโรงพยาบาลยโสธร จบปริญญาตรีทางด้านการพยาบาล จบปริญญาโทสองสาขาคือ จิตวิทยาให้คำปรึกษา และการบริหารการพยาบาล และจบปริญญาเอกทางด้านจิตวิทยาให้คำปรึกษาที่เน้นการศึกษาทางด้านมิติจิตวิญญาณและการพัฒนาจิตใจ และกำลังทำปริญญาเอกอีกใบคือสาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาที่เน้นการวิจัยเกี่ยวกับการออกแบบสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการสร้างความรู้ของมนุษย์
มิใช่เพียงประวัติการศึกษาที่ยาวเหยียดของดร.กะปุ๋ม(นิภาพร ลครวงศ์) เท่านั้น แต่ในชีวิตการทำงานที่มุ่งสนใจงานวิจัย บ่งบอกได้ว่าเธอเป็นคนใฝ่รู้ใฝ่ศึกษาตัวยง
งาน R2R ของโรงพยาบาลแห่งนี้ประสบความสำเร็จได้ด้วยแนวคิดและวิธีการทำงานอย่างไร เชื่อว่า 13 คำถามต่อไปนี้ จะทำให้ท่านได้รับคำตอบที่น่าพอใจ
1. แรงบันดาลใจอะไรที่ผลักดันให้อาจารย์ทำงานด้าน R2R อย่างเข้มข้นจนประสบความสำเร็จ
แรงบันดาลใจ คือ อยากให้คนอื่นได้มีวิถีแห่งการงานอย่างมีความสุขและเบิกบานคล้ายกับเรา... ความจริงก่อนที่ดิฉันจะไปเรียนต่อ ที่นี่มีการทำศูนย์วิจัยอยู่แล้ว ตอนนั้นมาทำงานหลังจากที่เรียนจบปริญญาโทได้ 1 ปีประมาณเมื่อสิบปีก่อน ก็เข้ามามีส่วนร่วมในการทำวิจัยด้วย หลังจากนั้นก็ไปเรียนปริญญาเอกจบแล้วก็กลับมารับราชการใช้ทุนที่นี่
โดยส่วนตัวชอบทำงานวิจัยอยู่แล้ว ตอนแรกรู้สึกว่างานวิจัยของโรงพยาบาลไม่เวิร์คในความรู้สึกของตัวเองนะคะเพราะเห็นคนทำแล้วเครียดจัง พอกลับมาก็เลยอยากทำให้ดีขึ้นในแง่ที่ว่าทำไปแบบมีความสุขไป และได้ไปรู้จักคำว่า R2R จากโรงพยาบาลศิริราช R2R ชอบคำนี้มาก ประจวบกับได้แนวคิดจากการศึกษาที่เรียนมาในหลายๆ สาขาไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ทางการพยาบาล การบริหาร ทางด้านจิตใจ หรือทางด้านการออกแบบสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่นำมาสู่การกระตุ้นให้มนุษย์ได้เกิดการสร้างความรู้ ก็เลยนำมาบูรณาการและเชื่อมโยงเข้าสู่การเรียนรู้แบบงาน R2R ด้วย
เป้าหมายก็เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในของบุคคล การจะพัฒนาอะไรก็ตามต้องเริ่มจากภายในบุคคล ถ้าเขาได้ทำงานประจำให้มีคุณค่าขึ้น งานก็จะไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่มีคุณค่าสำหรับเขาเอง ก็ทำมาเรื่อยๆ ล้มลุกคลุกคลานมาบ้างจนถึงปัจจุบันนี้ทำมาเกือบ 4 ปี ได้ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีมาก เป็นการพิสูจน์ความคิดความเชื่อของเรานะคะว่าเราจะทำได้ไหม ผลักดันได้ไหม
จริงๆ แล้วก็ทำร่วมกับผู้ที่มีความสนใจเหมือนกัน เราจะเน้นว่าไม่ทำในเรื่องที่ใหญ่แต่เราจะทำในกลุ่มเล็กๆ ที่มีใจรักในงานวิจัยเหมือนกัน แล้วก็ได้รับการสนับสนุนจากท่านผู้บริหารในยุคนั้นที่เปิดโอกาสให้ทำและก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เลยไม่ค่อยกดดัน
2. จุดเริ่มต้นงาน R2R ของโรงพยาบาลยโสธรมีความเป็นมาอย่างไร
งานวิจัยเมื่อก่อนก็ได้มีการผลักดันให้ทำ น่าจะมากกว่า 10 ปีมาแล้ว แต่ทำยังไงก็ไม่เกิด ความหมายของการเกิดในที่นี้หมายถึง เกิดการทำอย่างต่อเนื่อง เป็นรูปธรรม และทำด้วยใจ ถึงขนาดที่ให้งบประมาณก็แล้ว เพราะคนทำรู้สึกเหมือนถูกบังคับ จึงเกิดความเครียด กังวล นั่นคือบทเรียนที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นการวิจัยแบบ R2R โดยเราได้ใช้กระบวนการ KM เข้ามาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน อันเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงาน R2R เราจะไม่เน้นการทำให้เกิดความรู้สึกว่าต้องทำงานวิชาการ ไม่ผลักดันว่า “คุณต้องทำวิจัย” เหมือนสมัยก่อน แต่จะเรียกแทนว่าR2R ซึ่งเป็นกระบวนการนำปัญหาหน้างานมาพัฒนาแก้ไขด้วยกระบวนการวิจัย โดยการให้คนทำงานเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันผ่านเรื่องเล่าที่มีการเรียนรู้จากปัญหาในการทำงาน มีประเด็นไหนบ้างที่นำมาต่อยอดการพัฒนาด้วยการทำวิจัยได้ เมื่อได้ประเด็นแล้วก็ใช้วิธีการของ R2R เข้ามาช่วย
3. บทบาทของผู้จัดการ R2R มีส่วนช่วยในการผลักดันอย่างไรบ้าง
เราผลักดันแบบไม่เป็นทางการค่ะ การทำแผนกับคนหน้างานเราใช้สัมพันธภาพ เน้นความมีปฏิสัมพันธ์อันดีงาม ใช้ความเป็นกัลยาณมิตร คือการเข้าไปทำความรู้จัก ไปดูว่าเขาทำอะไรกันบ้าง พยายามชี้และบอกเล่าให้เห็นหน้างานว่าเขามีสิ่งที่ดีอยู่แล้ว และนั่นคือคุณค่าในการทำงานของเขา แล้วเราก็คุยกับเขาว่าทำไมเขาถึงทำได้ดี สกัดหาความดีความงามอันเป็นความรู้จากงานของเขา เพื่อนำไปสู่การต่อยอดประเด็นในการทำวิจัย เราก็ไปเชียร์ไปแลกเปลี่ยนความคิดกับเขาอย่างไม่เป็นทางการนะ แต่โดยส่วนใหญ่เขาจะมองว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก แต่ก็มีคนที่อยากเข้ามาทำ เราโชคดีที่ได้ผู้บริหารที่เข้าใจในสมัยนั้นคือ คุณหมอพิสิฐ (ตอนนี้ท่านย้ายไปเป็นผู้อำนวยการที่ รพ.ศูนย์จังหวัดสุรินทร์) และท่านเคยเข้าแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องของ R2R สักประมาณเมื่อสามปีก่อน ซึ่งในวันนั้นมีอาจารย์หมอประเวศ วะสีเป็นประธานในที่ประชุม กลับมาท่านผู้บริหารก็ให้การสนับสนุน เป็นการสนับสนุนที่เอื้อให้เกิดการทำงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น ก่อนท่านย้ายไปท่านยังให้แนวคิดที่นำไปสู่การดำเนินงานต่อเนื่องสืบไป
4. สัมพันธภาพที่ไม่เป็นทางการช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้นมากน้อยแค่ไหน
ช่วยได้มากเลยค่ะ มันคือเรื่องความเชื่อมโยงระหว่าง “ใจต่อใจ” โดยเฉพาะการลงไปเยี่ยมที่วอร์ด ไปพูดคุยให้กำลังใจว่างานของเขาเป็นนวัตกรรมสามารถต่อยอดได้ ถ้านำมาทำงานวิจัยสิ่งที่เขาคิดค้นขึ้นมาจะมีคุณค่า และถ้าผ่านกระบวนการวิจัยด้วยแล้วจะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ทั้งทางด้านข้อมูลที่ได้และการสรุปข้อค้นพบนั้น
ช่วงแรกๆ ก็ไม่มีใครอยากทำเพราะคิดว่าเป็นงานที่ยาก เราก็บอกว่าไม่ได้ทำงานวิจัยแค่นำวิธีการหรือกระบวนการของการทำวิจัยมาใช้
เราเริ่มต้นจากการจับมือทำกันเลยค่ะ แรกๆ เราเป็นพี่เลี้ยงดูแลอย่างใกล้ชิดเลยแทบทุกขั้นตอน มีเวลาให้เขาตลอด ทั้งปลอบ ให้กำลังใจ ทำทุกอย่างให้เขาทำงานต่อ ใช้ทุกวิถีทางทุกอย่างที่เราเรียนมาผสมผสานกัน ถือว่าเป็นการฝึกการใช้ทั้งศาสตร์และศิลปะในการขับเคลื่อนเลยทีเดียว
ผมเรียนจิตวิยา กับดร.ทิพาวดี อยู่ครับ
ชอบทำวิจัย แม้ไม๋เคยขอทุนได้ 555
สนใจรายงานวิจัยไตวาย เมลมาได้ครับ
เภสัชเอก
ขอบคุณค่ะ ภก.เอก...
ที่แวะมาทักทายค่ะ เสียดายนะคะที่ไม่ได้ไปร่วมงานมหกรรม R2R ... นี่ก็เพิ่งเสร็จภาระกิจได้มานั่นทำงาน...ต่อค่ะ
อยากให้เภสัชเอกเขียนเล่าเรื่องในบันทึกของตัวเองค่ะ เพื่อว่าจะได้เป็นวิทยาทานแก่ท่านอื่นที่เข้ามาแวะเวียนอ่านเจอค่ะ
ขอบคุณค่ะ
(^__^)