ตอนที่ 1

บทสัมภาษณ์ต่อ...จากตอนที่ 1

5. กระบวนการในการขอทุนเป็นอย่างไรบ้าง

      มีโครงสร้าง 2 ส่วนนะคะ คือศูนย์วิจัย และแหล่งเรียนรู้ R2R เหมือนคนละทีมแต่อยู่ในกระบวนการบริหารจัดการเดียวกัน R2R เป็นเหมือนประตูที่นำไปสู่การนำกระบวนหรือแนวทางการวิจัยมาใช้ในการพัฒนางาน ส่วนทางศูนย์วิจัยจะดูในเรื่องของงบประมาณ การให้ทุนในการบริหารงานวิจัย ตรวจสอบจริยธรรมทางการวิจัยด้วย คือถ้าคนที่เรียนจบปริญญาโทหรือมีประสบการณ์ทางการวิจัยและอยากทำงานวิจัยที่มีความละเอียดลึกซึ้งทางด้าน Methodology ก็จะส่งเรื่องขอทุนไปที่ศูนย์วิจัยเลย หรือจะเข้ามาร่วมเรียนรู้ร่วมกันในทีม R2R ก็ได้ แต่ถ้าต้องการทำงานวิจัยเล็กๆ เพื่อพัฒนางานประจำของตนเองก็จะเป็น R2R ค่ะ โดยส่วนใหญ่ก็จะไม่ได้ใช้งบประมาณเท่าไรนักเพราะเป็นงานประจำที่ทำอยู่แล้ว และโดยทั่วไปคนหน้างานก็มักจะส่งเรื่องมาที่ศูนย์เรียนรู้ R2R  

  6. สวรส. มีบทบาทอย่างไรบ้างต่อโรงพยาบาลยโสธร

      มีบทบาทในเชิงความเป็นกัลยาณมิตร และในเรื่องเป้าหมายของการทำ R2R ว่าจะไปในทิศทางไหน บทบาทของ สวรส. ที่มีต่อผู้จัดการงานวิจัย คล้ายๆ ให้เรามีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น ได้เข้าไปแลกเปลี่ยนในเวทีที่ใหญ่ขึ้น ทำให้เรามองเห็นว่าคนอื่นเขาทำอะไรกันบ้าง แล้วเราก็ย้อนกลับมามองที่บริบทของเรา 

7. อยากให้อาจารย์เล่าให้ฟังว่ามีวิธีจัดการกับอุปสรรคปัญหาที่เข้ามาด้วยวิธีไหนบ้าง

      ต้องบอกก่อนเลยว่าอุปสรรคมีเยอะมาก แต่โดยลักษณะนิสัยของดิฉัน จะไม่ย่อท้ออะไรง่ายๆ จะต้องทำให้สำเร็จจนได้ แต่ยิ่งทำงานมากก็ยิ่งมีอุปสรรค อุปสรรคก่อให้เกิดการเรียนรู้ มุมมองของตนเองจะมองว่า “คนที่ไม่มีอุปสรรคคือคนที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย”

      การแก้ปัญหาของดิฉันเริ่มจากการจัดการคน คือ เราเริ่มจากชวนให้เขาเข้ามาเรียนรู้ด้วยกัน ส่วนตัวจะแบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ หนึ่ง คนที่มีใจ สบตากันแล้วมาเลย กลุ่มนี้จะไม่ค่อยยาก เขาจะเดินเข้ามาหาเราเอง กลุ่มที่สอง ดูท่าทีก่อนว่าเวิร์คไหมแล้วค่อยเข้ามา กลุ่มที่สาม ต้องชวนต้องลากเข้ามาต้องคอยเคี่ยวเข็ญ กลุ่มหลังเราจะวางเขาไว้ก่อน เราจะเริ่มที่สองกลุ่มแรก สองกลุ่มนี้แหละจะเป็นพลังให้เรา เพราะเราเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เขาจะช่วยขับเคลื่อนเชื่อมโยงต่อเนื่องจากเรา

      แรกๆ ก็มีคนบอกว่าเดี๋ยวก็คงต้องพับโครงการเก็บเหมือนโครงการอื่นๆ แต่เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า3 ปีและก้าวย่างเข้าปีที่ 4 นี้เราทำมาเรื่อยๆ จนตอนนี้เริ่มเป็นกระแสให้คนทำมากขึ้น ปัจจุบันเรามีแนวโน้มผลักดันให้ท่านผู้อำนวยการประกาศเป็นนโยบายไปเลย มีช่วงระยะเวลาหนึ่งสั้นๆ ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร ท่านมาใหม่ท่านก็จะไม่ค่อยเข้าใจในลักษณะการทำ R2R ตามบริบทของเรา ท่านคิดว่าไม่ใช่หน้าที่หลักของการทำงาน ก็รู้สึกเหมือนโดนบล็อคไว้หน่อยนึง แม้กระทั่งเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์กับ สวรส. ด้วย

      แต่ว่าเราก็คุยกันว่าที่นี่คือบ้านเกิดของเรา ถึงท่านผู้บริหารจะไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร เพราะท่านมาเดี๋ยวท่านก็ไป แต่เราต้องทำต่อไปในบางเรื่องที่เราทำได้ โดยที่เราไม่ได้ต่อต้านท่านนะคะ ท่านไม่เห็นด้วยที่เราจะรับทุนจากสวรส. เราก็ไม่รับทุน แต่เราก็ยังทำต่อไป หลังๆ ท่านก็เข้ามาสนับสนุนเรานะ แต่ก็ตามวิธีการของท่านค่ะ เราก็ได้เรียนรู้ว่าการแก้ปัญหาอย่างศานติ (อันเป็นศานติในใจเรา โดยที่เราก็ให้เกียรติท่านด้วย) จึงไม่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ภายหลังท่านก็มาให้การสนับสนุนอย่างดี 

8. ช่วงที่ท้อแท้อาจารย์จุดพลังทีมงานให้เดินหน้าต่อได้อย่างไร

      ถามว่าท้อไหม  ในชีวิตเป็นคนที่ไม่เคยย่อท้อต่อเรื่องใดๆ นะคะ มีแต่เวลาที่เจอปัญหาและอุปสรรค เราจะหยุดพิจารณาก่อน และในการขับเคลื่อน R2R นี้โดยส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่ทำจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่ได้เกี่ยวกับว่าผู้บริหารจะสนับสนุนหรือไม่ ถ้าเราทำต่อทีมก็เดินต่อกับเราด้วย ทีมงานเข้ามาคุยกับเรา เราก็ไม่ได้ขัดแย้งหรือวิพากษ์ท่านผู้บริหาร แต่เราพาทีมทำงานต่อไป ตามหน้าที่ที่พึงทำ ไม่ได้หมกมุ่นกับปัญหานั้น แต่นำปัญหานั้นมาเรียนรู้ดูให้ถ่องแท้กระจ่างทุกแง่ทุกด้านเพื่อนำไปสู่การแก้ไขและก้าวเดินต่อ ที่สำคัญมีความอดทนและตั้งใจ 

9. เพื่อนร่วมงานมีส่วนช่วยบ้างไหม

      ตลอดสามสี่ปีที่มานั่งทำงานที่นี่  ที่โรงพยาบาลยโสธรแห่งนี้ น้องๆ บุคลากร ที่กลุ่มงานจิตเวชคือผู้อยู่เบื้องหลังเลยนะคะ เพราะว่าขณะที่เราขับเคลื่อนกระบวนการ R2R เราก็ไม่ได้มีเวลาที่จะช่วยทางคลินิกเขารับเคสผู้ป่วยสักเท่าไร นอกจากนี้ถือเป็นความโชคดีที่มีผู้บริหารส่วนอื่นๆ หรือหัวหน้าต่างๆ ที่มีความเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน มีหลายท่านให้การสนับสนุนและผลักดันเราตลอดทั้งแบบทางตรงและทางอ้อม ทั้งเรื่องคุยกับผู้บริหารแล้วก็ส่งน้องๆ มาช่วยงานเรา ต้องบอกว่าด้านบริหารจัดการ วัฒนธรรมของที่นี่เป็นแบบพี่น้องค่ะ เลยทำให้การคุยกันอย่างไม่เป็นทางการลื่นไหลไปได้ด้วยดี 

10. ตอนนี้อาจารย์คิดว่างานที่ทำประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง

      โดยส่วนตัวมองว่าสำเร็จแล้ว  ณ วันนี้ ทุกอย่างที่เราได้ลงมือทำนั่นน่ะมีความสำเร็จปรากฏขึ้นอยู่เสมอ ที่สำคัญคนที่เข้ามาทำงานร่วมกันกับเรามีความสุข เขามาด้วยใจ ไม่มีใครบังคับ ไม่มีคำสั่ง แต่เขาเดินเข้ามาหาเรา มาเรียนรู้ร่วมกันกับเรา คนหน้างานน่ะเขามีความทุกข์มาก โดยเฉพาะความทุกข์จากการทำงาน เพราะต้องอดหลับอดนอนกันทำงานนะ เวลาพักนั้นน้อยกว่าเวลาทำงานเสียอีก บางคนขึ้นเวรทำงาน 16 ชั่วโมงต่อวันก็มีเยอะ เวลาที่เขาเดินเข้ามาในห้องแห่งการเรียนรู้ของเรา เราจะพยายามทำให้ทีมงานไม่รู้สึกเบื่อ เราจะคุยกันตลอดว่าทำอะไรถึงไหน ยังไง สร้างบรรยากาศแห่งความเกื้อหนุนกันและกันอย่างเอื้ออาทร

      เราจะถือว่าช่วงวันที่เรามาคุย มาเรียนรู้ร่วมกัน จะถือเอาว่าวันนั้นเป็นช่วงพักจิตใจของคนหน้างานในทีม R2R ด้วยค่ะ คุยกันเรื่องวิจัยแต่เป็นการคุยกันด้วยใจเบาๆ ตอนนี้ก็มีความสำเร็จนะคะ เหมือนมีการส่งไม้ต่อกันจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง จากวอร์ดหนึ่งไปอีกวอร์ดหนึ่ง คนที่ทำสำเร็จก็จะเกิดปีติสุข เราจะบอกน้องๆ ว่าเป้าหมายของเราไม่ใช่งานวิจัยนะ แต่คือการที่เราทำให้งานที่เราทำอยู่นั้นดีขึ้น ทำงานแล้วมีความสุขไม่เบื่อหน่ายก็พอ กระบวนการนี้ทำให้เขามีชีวิตชีวาในการทำงานมากขึ้น ไม่ใช่ทำอย่างเลื่อนลอย 

11. ปัจจัยที่ทำให้งานสำเร็จคืออะไรบ้าง

      น่าจะเป็นการกัดไม่ปล่อยค่ะ พูดสุภาพหน่อยก็คือ มีความมุ่งมั่น ส่วนตัวสนใจเรื่องของความยั่งยืนของความสัมพันธ์ระหว่างคน ก็ใช้ชีวิตของตัวเองถอดบทเรียน และเรียนรู้ว่าเพราะอะไรเราถึงผ่านมาได้จนถึงทุกวันนี้ เป้าหมายของการดำเนินชีวิตตามมรรคแปดดั่งคำสอนของพระพุทธองค์ และประกอบการงานด้วยความมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา (อิทธิบาท 4) นอกจากนี้วิถีแห่งการงานอันเชื่อมโยงและเกี่ยวเนื่องด้วยการน้อมนำแนวทางแห่งพรหมวิหาร 4 อันเปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตา มีความกรุณาที่อยากจะให้คนหน้างานเรียนรู้ทุกข์จากการทำงานไปสู่การแปรเปลี่ยนเป็นการพัฒนางานเกิดขึ้น เมื่อเขาทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ได้ก็ชื่นชมกัน ชวนกันมานั่งล้อมวงแลกเปลี่ยนและชื่นชมกันอันเป็นการฝึกฝนใจในเรื่องมุทิตาจิต และแม้เรื่องบางเรื่องอาจไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังเราก็วางลงด้วยใจเบาเบา (อุเบกขา)  การร้อยเรียงพุทธธรรมมาเชื่อมโยงให้เกิดเป็นความต่อเนื่องในวิถีแห่งการงานในการผลักดัน R2R ตรงนี้ ผลักดันตั้งแต่ตัวคน โครงสร้างองค์กร โดยใช้พลังของศักยภาพในตัวคนรวมเป็นพลังขึ้นมา จนทำให้ 2 ปีหลังนี้มีโครงสร้าง R2R ชัดเจนขึ้น 

12. วางแผนการทำงานในอนาคตไว้อย่างไรบ้าง

      ต้องบอกว่าคนยโสธรมีความสามารถเยอะนะคะ แต่ขาดการร้อยเรียงและเชื่อมโยงเข้ามาร่วมมือกัน ถ้าเมื่อไรได้ร่วมมือกัน ก็จะเกิดการพัฒนาที่มีรากฐานอันมั่นคงและนำไปสู่ความยั่งยืน แล้วก็เชื่อว่า ถึงเราจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว งานนี้ก็จะดำเนินต่อไปได้ หากมองว่านี่คือ การบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการทำ R2R ให้เกิดขึ้นในความคิดความเชื่อก่อเกิดเป็นความศรัทธาในคนหน้างาน เราก็เชื่อว่าถ้าเกิดจิตวิญญาณตรงนี้แล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นงานนี้ก็จะไม่สูญหายไปค่ะ 

13. อยากให้อาจารย์ให้กำลังใจคนที่กำลังทำงาน R2R อยู่ตอนนี้

      ดิฉันอยากให้กำลังใจคนหน้างานทุกคน ในทุกแวดวงนะคะ ถ้าเราทำให้งานของเรามีความหมาย มีคุณค่า สิ่งนี้จะทำให้ชีวิตที่เราดำรงอยู่ทุกๆ วันเป็นชีวิตที่ไม่สูญเปล่า

        เราควรทำอะไรก็ตามที่ทำให้เกิดการพัฒนามาจากข้างในของตัวเราเอง เมื่อเราพัฒนาตัวเองได้แล้ว บริบทที่แวดล้อมเราอยู่ก็จะพัฒนาตามเราไปด้วยค่ะ การที่เราทำนั้น ไม่ได้ทำเพื่อต้องการให้ใครมารับรองเรา แต่เราทำเพื่อพัฒนาจริงๆ พัฒนาจิตวิญญาณจิตใจของคนทำออกมาสู่การกระทำข้างนอก 

      คำตอบของดร.กะปุ๋มช่วยให้เราเข้าใจอย่างกระจ่างว่า การทำงานด้วยจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ จะช่วยทำให้เราทำงานด้วยจิตใจที่ละเอียดลึกซึ้ง มองเห็นถึงความมีชีวิตจิตใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

      ที่สำคัญทำให้การทำงานทุกวินาที  กลายเป็นเวลาอันมีคุณค่า  ที่ช่วยให้จิตใจมีแต่ความสุขความเบิกบานเพราะได้พัฒนาตนเองให้มีประโยชน์ต่อคนหมู่มากนั่นเอง  
 

จบบทสัมภาษณ์

และมีอีกเรื่องราวมากมายในหนังสือ