งานมหกรรม R2R ครั้งที่ 3 ที่จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 14-16 กรกฏาคม พ.ศ.2553 ที่จะถึงนี้ (http://www.hsri.or.th/) ความต่างออกไปของการเตรียมงานในครั้งนี้คือ มีการวางแผนในการเตรียมคนทำงานที่จะทำหน้าที่เป็น note taker

ในทัศนะของข้าพเจ้ามองว่า note taker นี้เป็นอะไรที่มากกว่าเป็นผู้จดบันทึก นอกจากการจดบันทึกเรื่องราวตามคำบอก คำพูดแล้ว รายละเอียดในเชิงแวดล้อมเป็นสิ่งจำเป็น เสมือนเป็นผู้ที่กำลังเก็บข้อมูลผ่านผัสสะตนเอง อันประกอบด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ..ซึ่งอันหลังนี้สำคัญ คือ ต้องเป็นใจอันเที่ยงแท้ปราศจากอคติที่หลุดออกจากความชอบไม่ชอบ แต่เป็นการก้าวเข้าไปค้นหา "แง่มุม ความดี ความงาม ของสิ่งที่ปรากฏ" หรืออาจไปพบแง่มุมในเชิงลบก็สามารถที่จะแปรเปลี่ยนสิ่งที่มองเห็นมาเป็นพลังด้านบวก เชิงสร้างสรรค์ได้

ดูไปแล้วก็เหมือนเป็นเครื่องมือที่เป็นบุคคลที่มีชีวิตจิตใจคอยเชื่อมโยง...สิ่งที่ตนเองได้สัมผัสบอกกล่าวหรือบอกเล่าต่อเรื่องราวให้สาธารณชน...คนอื่นๆ ได้ร่วมเรียนรู้ไปด้วย

 Impact สุดท้ายที่เกิดขึ้นหลังจากที่ note taker เหล่านี้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกันใน Work Shop และได้ก้าวไปสู่การทำงานในงานมหกรรม R2R
เขาเหล่านี้จะมาร่วมต่อภาพจิ๊กซอว์ของงานมหกรรม R2R ครั้งที่ 3 หลังจากที่ได้ capture(สกัดความรู้) ผ่านแว่นกระจกที่ตัวเองใช้ส่องและเกิดเป็นภาพผืนความรู้ที่ปรากฏขึ้น
 
มันน่าจะเป็นความงดงามแห่งโลกของการจัดการความรู้ในเรื่อง R2R นะคะ หากว่าเราร่างเงาของภาพและการเชื่อมต่อโยงใยกิจกรรมไว้ ซึ่งในความเป็นจริงอาจไหลเลื่อนไปตามภาพที่เราร่างไว้ หรืออาจไม่ใช่ตามภาพที่เราร่างก็ตามแต่จะทำให้เราได้รับคุณค่า...จากการเรียนรู้ครั้งนี้อย่างเยี่ยมเลยค่ะ

ข้างต้นเป็นข้อเสนอของข้าพเจ้าต่อมุมมองของการจัด work shop ให้สำหรับ note taker ในงานมหกรรม R2R ครั้งที่ 3 และเมื่อคืนนี้ (10 มิ.ย.2553) ในคณะกรรมการเตรียมงานได้แลกเปลี่ยนกันในเรื่องนี้อีกครั้ง มีคำถามของ อ.หมอพงศ์พิสุทธิ์ ที่ว่า "เมื่อข้อมูลที่ได้มาจาก Note taker แล้วนั้นจะไปทำอะไรต่อ"...เป็นคำถามที่ทำให้ข้าพเจ้าได้เกิดการเรียนรู้ว่า... โดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อเราทำกระบวนการสักอย่างผ่านพ้นไป เราก็เพียงเสร็จสิ้นกระบวนการนั้น แต่เรายังขาดในกิจกรรมที่เป็นการใคร่ครวญ...(วิมังสา) ดังนั้นข้อมูลที่เราได้จาก Note taker นี้จะเป็นเสมือนคลังความรู้อันเป็นประโยชน์ที่จะทำให้เราเกิดประเด็นแตกยอดเส้นสายโยงใยแห่งความรู้ให้เกิดการขยายวงที่กว้างออกไปได้อีกผ่านการใคร่ครวญอันเป็นระบบ

การจดบันทึกนี้...ทำให้ "ข้อมูล" ที่เราได้รับเข้ามาได้เกิดการจัดกระบวนการใหม่ในปัญญา และตีความออกมาตามเงื่อนไขของเวลาสะท้อนเป็นความรู้ความเข้าใจของบุคคล ณ ห้วงเวลานั้นๆ...หรืออาจพูดง่ายได้ว่า เหมือนเป็น "การสะท้อน" ให้เราได้เห็นภาพอะไรบางอย่าง และอาจเป็นสิ่งที่เราคาดไม่ถึงด้วยก็ได้...

280120103427re

 

๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓

จากห้องประชุม สวรส.