ใครใครก็เขียนเรื่องความเหลื่อมล้ำ

        ฟังบล็อกเกอร์ใน Gotoknow.org คุยกันเรื่องความเหลื่อมล้ำทางความรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศ หลายบันทึก หลายท่านอธิบายความหมาย หลายท่านเล่าเรื่องในวิถีการทำงานประจำวันให้คนอ่านตีความหมายเอาเองสุดแท้ละแต่ละคนอ่านจะตั้งระดับของความเข้าใจความหมายคำว่า Digital Divide แค่ไหน

        ฉันเอง ไม่เข้าใจหรอกค่ะความหมายโดยรวมที่ไม่ใช่การแปลตรงตัว สงสัยอยู่ตั้งนานระหว่างคำว่า Knowledge, Digital ที่มีต่อท้ายด้วยคำว่า Divide คำนี้โดยตัวของมันให้ความหมายถึงความแบ่ง แยก แบ่งสองส่วนให้แตกต่าง เหลื่อมล้ำ แล้วแต่สาระเรื่องราวที่นำไปประกอบต่อ แต่ผู้รู้ล้วนนิยามคำนี้โดยรวมแล้วให้เป็น ความเหลื่อมล้ำทางความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ

        จากหนึ่งคำถาม และคำถามที่ตามมาว่า แล้วจะลดความเหลื่อมล้ำเหล่านั้นลงได้อย่างไร?

        ฉันขอคุยบ้างเรื่องนี้ตามประสาคนรู้น้อยนิดนะคะ ฉันคิดว่าแค่มองภายในบ้านก็คงตอบแบบไม่ซับซ้อนแต่มันอาจไม่ใช่ก็ได้ ก็คือ เมื่อมีคนสองคน สองวัยในครอบครัว ได้พยายามเชื่อมสายสัมพันธ์ให้พูดคุยกันรู้เรื่อง จึงเกิดอาการ “คุณยาย(ย่า).คอม” ขึ้น เพราะความจำเป็นบังคับ ความจำเป็นเกิดขึ้นจากความต้องการ  เกิดเพราะฉันรักหลานของฉัน ฉันเลี้ยงเขามาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ฉันไม่ยอมให้ใครพรากหลาฉันไป เมื่อหลานฉันออกนอกบ้านไปเรียนหนังสือ ไปมีโลกส่วนตัวเป็นโลคยุคดิจิทัล ฉันจะคุยกับหลานฉันรู้เรื่อง ฉันต้องทำตัวให้ทันสมัย แต่แค่มือถือคงไม่พอแล้วที่จะติดต่อกับหลาน มันต้องยอมรับมุมมองปัจจัยสำคัญที่ห้า หก เจ็ดที่หลานฉันจัดลำดับ แน่นอนมันไม่พ้นเรื่องเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต การติดต่อสื่อสารต่างๆ

 

        นอกจากการอ่านบันทึกมากกว่าสิบ ยี่สิบบันทึกในพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้แห่งนี้แล้ว ฉันได้ใช้บริการสืบค้นข้อมูลผ่านเว็บไซต์ Search Engine ทั้งหลาย ที่มี Google.co.th หรือ Google.com และ Youtube.com เป็นหลัก ซึ่งอาจเป็นเพราะเคยชินในความพยายามส่วนตัวที่จะลดช่องว่างความไม่รู้เรื่องความรู้และเรื่องเทคโนโลยีของฉันเอง มาดูสิคะว่าฉันพบอะไรน่าสนใจ

 

        หลังจากได้รู้เพิ่มมากขึ้น ตามการอธิบายเรื่องราวในชีวิตประจำวันของบล็อกเกอร์หลายๆ ท่าน และจากสื่อต่างๆ ที่มีผู้ชื่นชอบหรือถนัดนำเสนอโดยการผลิตออกมาในรูปคลิปวิดีโอ ผ่านคำค้นว่า “Digital Divide”  ฉันพบว่า การอธิบายความหมายของเรื่องนี้ผ่านสื่อภาพยนตร์ หรือสื่อแอนิเมชั่นนั้นเร้าใจ และเปรียบเทียบเห็นความแตกต่างชัดเจนของสองวัตถุทั้งมีและไร้ชีวิตหรือสองช่วงระยะเวลา ฉันค้นเจอช่องว่างตรงกลางระหว่างการมีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เล็กลงจากที่เทอะทะ และเห็นสองคนสองเจอเนอเรชั่นที่เห็นต่าง คิดต่าง ทำต่าง เข้าใจต่างกันไป (อ๊ะ...ตรงใจ)

        สำหรับเรื่อง เทคโนโลยี หรือเรียก Digital ที่ว่าเหลื่อมล้ำ ก็พอเข้าใจเพิ่ม ส่วนที่ติดตามมาคือ ไปหาทางลดความไม่รู้ ตามไม่ทันความแตกต่างของสิ่งเหล่านั้น (มองตัวเองเป็นผู้ไม่รู้) หรือทางกลับกัน มีคำตอบแล้วก็ช่วยกันเผยแพร่แนะนำวิธีการให้ผู้อื่นทราบด้วย(ก็จะเป็นการทำความดี)

 

        ส่วนเรื่อง...ความรู้ หรือเรียก  Knowledge ที่เข้าใจก็...เข้าใจเพิ่มเติมจาก “ความรู้คืออะไร” (KM (แนวปฏิบัติ) วันละคำ : ๖๗๒. ความรู้คืออะไร)จึงไม่ค่อยจะกังวลกับการนิยามคำนี้อีกต่อไป (หลงปวดหัวมานานเมื่อได้ชมคลิปวิดีโอที่เด็กนักเรียนตั้งคำถามถามว่า ความรู้คืออะไร...เพราะกลัวได้เป็นคนตอบ ^^อยากรู้ต้องเรียนถามท่านอาจารย์ JJ)

        ฉันคิดเรื่องใกล้ตัวเราเอง(อีกแล้ว) การกระทำเพื่อลดช่องว่างทางความรู้และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เริ่มแรกฉันได้ลองมองย้อนกลับไปในความไม่รู้เรื่องบางเรื่องของตัวเอง จากนั้นฉันใช้การมองภาพปัจจุบัน ความรู้ที่ได้รับ เพราะความจำเป็นบังคับบวกความต้องการและแสวงหา ก็พอเข้าใจ การปรับตัวเองจากความไม่รู้เรื่อง ให้ไม่เหลื่อมล้ำมากมายนักจากผู้รู้รอบด้าน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ทำให้รู้ได้ไม่ละเอียดลึกมากนัก เพราะว่าตัวเราเองเป็นผู้กำหนด รวมถึงพื้นฐานการศึกษาและประสบการณ์ก็เป็นเรื่องสำคัญ ฉันก็เพียงรู้แค่พอให้รักษาตัวรอด พอฟังผู้คนคุยกันได้รู้เรื่องบ้าง

 

        เรื่องที่คิดย้อนแล้วนึกขำตัวเองเห็นจะเป็นเรื่อง “ความไม่รู้” ในเรื่องพื้นๆ ของวิถีชีวิตแม่บ้านธรรมดาๆ หนึ่งคน ที่ช่างไม่รู้อะไรเสียเลยในวัยเด็ก วัยรุ่นและวัยทำงาน กว่าจะรู้ก็เป็นเวลาที่สังคมเปลี่ยนแปลงไป ที่วิเคราะห์ได้ ก็เพราะเกิดประสบการณ์ จึงพบว่าคนที่เคยทำงานต่างๆ ให้ “เรา” “เขา” ได้ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางความรู้ให้กับตัวเขาเอง “เขา” สามารถเขยิบสถานภาพจาก “ผู้รู้น้อย” คือไม่ต้องใช้ความรู้พื้นฐานมากมายอะไร ให้เป็น “ผู้รู้มากขึ้น” จึงมีโอกาสเลือกงานได้มากขึ้น ขยับสถานภาพทางสังคมได้สูงขึ้น เป็นผลเนื่องจากการพัฒนาการศึกษา สังคม เศรษฐกิจประเทศโดยรวม  นั่นคือ “การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม” ด้วย “การลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้” อันเป็นนโยบายระดับประเทศของหลายๆ ประเทศส่วนใหญ่

        แต่เมื่อหันกลับมาดูตัว “เรา” เองที่มีโอกาสดีกว่าเขาเหล่านั้น แต่ไม่ได้ฉวยโอกาสรับ “รู้” ในบางเรื่องเล็กๆ ที่ใครๆ  “เขา” ก็รู้กัน(ทั้งนั้น)  ความจำเป็นทำให้ต้องหยุดทบทวนว่า ตัวเรา “ขาด” ความรู้อะไรที่เขาเหล่านั้น “มี”  เป็นความเหลื่อมล้ำทางความรู้ ที่มีช่องว่างกว้างพอสมควร ทิ้งไว้ไม่ได้การเป็นแน่

        แล้ว ฉันทำอย่างไรเพื่อการลดช่องว่างเหล่านั้น...

 

        อยากรู้ต่อไปไหมคะ...เรื่องเชยๆ เปิ่นๆ นะค่ะ!

 

        ความรู้มีอยู่มากมายบนโลกใบนี้ เดิมๆ ความรู้ปรากฏในหนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ และต่อมาความรู้ถูกบรรจุลงในสื่อกระจายเสียง สื่อโสตทัศน์ นับตั้งแต่คาสเซทเทป วีดิทัศน์ ซีดีรอม ซีดีรอมมัลติมีเดีย วิดีโอซีดี ดีวีดี...จนกระทั่งความรู้มีทั่วไปในระบบออนไลน์ ไร้สาย ความรู้ที่เราไม่รู้ แต่หากรู้จักการแสวงหาความรู้ก็จะกลายเป็นผู้รู้ และจะได้รับโอกาสมากมาย โดยเฉพาะเมื่อความรู้ต้องอาศัยเทคโนโลยีและอุปกรณ์การติดต่อสื่อสารเข้ามาผสมผสานด้วย โอกาสที่ได้รับจะเพิ่มมากขึ้นทวีคูณ ช่องว่างของความรู้สึกว่าแปลกแยกจากผู้รู้ทั้งหลายในระบบสังคมที่เราเลือกเข้าไปอยู่ร่วมด้วยก็จะลดลง

 

        ถ้ามองแบบที่ฉันถนัด คือมองทุกอย่างเหมือนฉากละคร แล้วจัดวางตัวนักแสดงลงในฉาก จะวางตัวเองและใครๆ ตรงจุดไหน สำหรับเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ลองมองเป็นเส้นตรงหนึ่งเส้น แล้วเรายืนอยู่ตรงจุดไหน ใครยืนที่จุดไหน แล้วเราจะขยับซ้าย-ขวา เข้าไปหาใคร หรือให้ใครขยับเข้ามาหาเราได้อย่างไร?

        ทุกสิ่งทุกอย่างลดช่องว่างลงได้ด้วยความรู้ที่ตัวเราเอง หาให้ได้ก่อนว่ามันอยู่ที่ไหน  จากนั้นใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา เปิดใจกว้างรับความรู้ และเรียนรู้จากผู้ที่รู้มาก่อน แม้ว่าจะมีความแตกต่างในด้าน “ความอาวุโส” เราพบบ่อยๆ ว่าเด็กตัวเล็กๆ จะช่วยผู้ใหญ่แก้ไขปัญหาการใช้งานโทรศัพท์มือถือได้ หรือเรื่องการลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกกิจกรรมต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์ เราจะกลัวๆ กล้า ๆ แต่เด็กวัยเรียนจะมีความคุ้นเคยมากกว่าเรา เพราะเด็กยุคนี้ถูกฝึกให้ทำการบ้านส่งครูทางอินเทอร์เน็ต หรือสมัครเรียนกวดวิชา สมัครสอบเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ต้องลงทะเบียนออนไลน์เท่านั้น ถ้าเราอยากรู้เรื่องอะไร ก็ลองยอมให้เด็กเป็นผู้สอนเรา...

        เพียงแค่เปิดใจยอมรับก็จะลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้ของเราลงได้

 

(หมายเหตุ

1. เรื่องนี้เป็นความเข้าใจส่วนบุคคลที่อาจไม่ใช่ก็ได้ จึงพึงฟังความหลายๆ ข้างนะคะ

2. คำสำคัญที่ใช้ digital และ  knowledge ยังไม่(แน่ใจ) divide ^^)