จากที่ยึดเป็นหลักนำการเดินทางชีวิตว่า จะรู้อะไรก็ให้มันรู้แจ่ม รู้แจ้งและรู้จริง และวิธีเดียวคือลงมือลุยปฏิบัติก็จะจำได้แม่น และพลิกแพลงแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์ต่างๆ (ถ้ามี) ได้ วิธีนี้เอามาใช้กับครอบครัวด้วยค่ะ โดยเฉพาะการเลี้ยงลูกคนเดียวที่ไม่มีลูกคนใหม่มาให้แก้ตัว

        หมอดูดวงชะตาที่บอกเราว่าเขาถอดรหัสตามตำราพิชัยสงคราม (โลกนี้หรือโลกไหน (1)) ให้รายละเอียดไว้นานแล้วเรื่องลูก ที่ต้องปล่อยให้เขาเดิน เราทุกข์เรื่องลูก (ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้ว ถ้ามีครอบครัว ตอนนั้นหมอไม่รู้หรอกค่ะว่าเรามีลูก) แนะนำให้หาเด็กผู้ชายมาอุปถัมภ์ ประจวบเหมาะกับดวงนี้บอกว่าจะได้ลูกน้องเก่งๆ มาช่วยงาน ซึ่งมาจริงๆ ตามเวลาที่กำหนด และก็คิดว่า เช่นนี้ถือโอกาสรวมเรื่องสองเรื่องเป็นเรื่องเดียวกันคงได้ เพราะน้องเลี้ยงที่มาช่วยงานนั้น เทียบแล้วก็เท่ากับลูกหลานคนหนึ่ง และแสนจะเป็นที่ต้องชะตายิ่งนัก

          สำหรับสาวน้อยที่มีความจำเป็นไปยังที่ไกลตาเรา ก็ใช่ว่าจะไกลมาก และยังใกล้ใจเสมอมา ชีวิตลูกไม่ได้หนีรอยที่เราเคยผ่าน เมื่อลูกไปโน่นมานี่ เล่าให้ฟัง เราก็ปรับจูนคลื่นประสบการณ์ให้ตรงกันได้แม้จะต่างเวลา จากระยะหลังที่เรารู้สึกว่ามหานครแสนกว้างใหญ่ เวลานี้กลับแคบลง เมื่อรับฟังและรื้อฟื้นคืนความทรงจำในวันเก่า เคยคิดว่าตัวเราจะรับไหวไหมที่ปล่อยลูกไปในวิถีทางของเขา

        พาหุรัด สำเพ็ง สะพานหัน จตุจักร พื้นที่ที่เคยบูมในยุคหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นที่สนใจของเด็กวัยรุ่นยุคนี้ ฟังลูกเล่าแล้วเราค่อยเบาใจว่าลูกรู้จักแสวงหาประสบการณ์ในเมืองหลวง ไม่เพียงแค่ตามย่านศูนย์การค้าทันสมัย

       

ฟังดูรู้สึกเหมือนลูกแฮปปี้...แล้วเกิดอะไร

 

        ยิ้มรับเมื่อลูกรักปรับทุกข์กลางดึก ยิ้มรับกับภารกิจใหม่ที่ช่วยกันถอดสมการปัญหา มองหลายๆ ประเด็น และทำความตกลง ขอคำมั่นสัญญาว่าจะดูแลรักษาตัวเองให้ดี และประพฤติภายในกรอบทีควร

 

        ภารกิจผู้ปกครองขยับอีกครั้งแล้วค่ะ

 

        สาวน้อยกลับบ้านอาทิตย์เว้นอาทิตย์ เพราะชีวิตที่ยังไม่ลงตัวค่ะ ถามว่าเป็นปัญหาไหม คงไม่ใช่ ถามใหม่และได้คำตอบทันทีว่า เกิดจากระบบการจัดวางตัวเองยังไม่เข้าที่เข้าทาง ระเบียบวินัยยังมีไม่เพียงพอ และยังเป็นเวลาที่ต้องการผู้ปกป้องพยุง เมื่อบางสิ่งติดขัด เราก็ช่วยแก้ไขให้คลาย แม้ว่าจะอาจไม่ใช่คำตอบถูกต้องนัก

 

        ปัญหาปวดฟันคุดเพิ่งจะผ่านพ้นไป เราได้โจทย์ใหม่เกี่ยวกับสภาพจิตใจค่ะ จำได้ไหมคะ ชีวิตในกล่อง (ตกหอ ร้อนถึง(ญาติ)ผู้ใหญ่) และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นทั้งที่ไม่เคยอยู่ ที่ฉันเคยบอกลูกไว้ว่าหากไปไม่ไหว ให้กลับไปบ้าน ที่มีผู้ใหญ่ดูแลให้ความอบอุ่นคุ้มครองปลอดภัย ซึ่งลูกก็ตกลงตามนั้น และได้รับสิ่งนั้นตามที่เรารู้ว่ารออยู่

        นึกว่าจะลงตัวเข้าที่เข้าทางแล้ว นึกว่าถึงเวลาที่ลูกจะจัดระบบการใช้ชีวิตให้ไปตามกฎเกณฑ์อย่างลงตัว เมื่อสาวน้อยถอยออกจากกล่องไปตั้งหลักใน บ้าน ที่ให้ความรู้สึกอิสระ มีเด็กคอยวิ่งรับใช้ดูแล ปรากฏว่าเธอไม่คุ้นชินและรู้สึก “Home Alone” ไม่ต่างกับเมื่อเข้าไปอยู่ในกล่องใหม่ๆ แต่คราวนี้เป็นหนักกว่าเดิมเพราะมีความอบอุ่นเต็มร้อย ก็เลย คิดถึงแม่ อยากกลับบ้าน หนูจะกลับไปเรียนที่เชียงใหม่แล้วจะได้กอดแม่...

       แม่ว่าอีกเดี๋ยวก็ชินนะ

        หนูกลัวกรอบระเบียบและการเดินทางที่ลำบากกว่า

        แต่แม่ก็เคยอยู่มาแล้วนะจ๊ะ

        การเดินทางลำบากกว่าที่อยู่เดิม รถไฟฟ้าต้องต่อหลายทอด แม่ก็ไม่อยากให้หนูขึ้นรถแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซค์...บ้านคุณยายหญิงหลังใหญ่ หาใครก็ไม่เจอ

          ที่นี่เค้าใช้โทรศัพท์ติดต่อกันไง เดี๋ยวก็ชินเองนะ...

          คิดถึงแม่...อยากกลับบ้าน

 

...สนทนากลางดึกวกไปวนมาอยู่เท่านี้เองค่ะ แต่บังเอิญมีเพื่อนจะกลับเชียงใหม่ และรถว่าง สาวน้อยขอกลับบ้านด้วย เราก็เลยได้มาพูดคุยปัญหากันภายในครอบครัว เหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่ แต่มันก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร...แต่กลับร้อนถึงไปถึงญาติผู้ใหญ่ด้วย ก็เลยมีวงประชุมปรึกษาหารือกัน จะทำอย่างไร และสุดท้ายก็ย้อนกลับไปที่ต้นเหตุของปัญหาว่าทำไมยายหนูถึงอยู่กล่องไม่ได้ เพราะอยู่ร่วมกันกับเพื่อนซึ่งมีตารางการเรียนหนังสือแตกต่างกัน เวลาพักผ่อนจึงไม่ตรงกัน จึงขาดความรู้สึกเป็นส่วนตัว และความสงบ สมาธิ ฯลฯ

        -อ่านหนังสือไม่ได้เนื่องจากมีสิ่งรบกวน แล้วทำไมต้องอยู่กันดึกดื่น

        -นอนหลับพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวสู่วันใหม่ให้สดชื่นไม่ได้เพราะอีกคนหนึ่งยังไม่นอน

        -เมื่อคนหนึ่งทำ อีกคนก็ทำบ้าง

        -ถามว่าแล้วไม่คุยกันหรือ

        สุดท้ายก็คือผิดทั้งคู่ ผิดที่ขาดวินัยและการเคารพกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันในสังคม

        เช่นนั้น จะทำอย่างไร และจะต้องปรับตัวใหม่ให้ได้ (ต้องได้) โดยตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่อีกครั้งใหญ่ และนี่ก็เป็นต้นเหตุของการไปปฏิบัติภารกิจใหม่อีกครั้งหนึ่งของฉันค่ะ

        เริ่มต้นจาก การเดินทางโดยสารรถทัวร์ปรับอากาศสายเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ซึ่งประสบการณ์เดินทางนี้ ฉันเคยใช้บริการสม่ำเสมอในสมัยเรียนหนังสือที่กรุงเทพ แต่นี่มันผ่านมาเกินยี่สิบปีแล้ว...ประสบการณ์สองครั้ง และสองคนแม่ลูกกำลังจะเหลื่อมซ้อนกันค่ะ (ฉันวันนี้คงต้องใช้ความอดทนน่าดู)

       ภารกิจใหม่กำลังจะเริ่มต้นแล้วค่ะ ติดตามตอนต่อไปนะคะ