นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว เขียนบทความเรื่อง การวิวัฒน์ของจักรวาลและชีวิต  ลง นิตยสารสารคดี  ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๒๐๓ เดือน มกราคม ๒๕๔๕ ไว้ความว่า
 

ดร.วีระ สมบูรณ์ ได้กล่าวไว้ในรัฐธรรมในอดีตว่า แม้โดยทั่วไป พุทธศาสนาจะไม่เน้นถึงการถกเถียงเรื่อง กำเนิดโลก กำเนิดมนุษย์ ฯลฯ แต่ในอัคคัญญสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรบทที่ ๔ ในพระไตรปิฎก พระบาลีสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ก็ได้มีการกล่าวถึงกำเนิดของจักรวาล กำเนิดของมนุษย์อย่างละเอียด อันแสดงให้เห็นว่า วิวัฒนาการของมนุษย์นั้น ได้เกิดขึ้นอย่างสัมพันธ์สอดคล้องกับวิวัฒนาการของจักรวาล ดังที่ว่า

     (๑๑๙) ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยเวลาล่วงเลยมาช้านานที่โลกนี้จะพินาศ เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ เหล่าสัตว์โดยมากย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม สัตว์เหล่านั้นสำเร็จกิจได้ดังใจนึก มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายของตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นนานแสนนาน

     ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยเวลาล่วงเลยมาช้านานที่โลกนี้จะกลับเจริญขึ้น เมื่อโลกกำลังเจริญขึ้น เหล่าสัตว์โดยมากพากันจุติจากขั้นอาภัสสรพรหม ลงมาเป็นอย่างนี้ และสัตว์เหล่านั้นสำเร็จกิจได้ดังใจนึก มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นนานแสนนาน

ว่าด้วยเรื่องความปรากฏแห่งง้วนดิน

     (๑๒๐) ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็แหละสมัยนั้นจักรวาลทั้งสิ้นนี้ แลเป็นน้ำทั้งนั้นมืดมนอันธการ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงดาวนักษัตรทั้งหลาย และกลางวันกลางคือยังไม่ปรากฏ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือน ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฏ เพศชายและเพศหญิงก็ยังไม่ปรากฏ สัตว์ทั้งหลายมีชื่อเพียงแต่เพียงว่าสัตว์เท่านั้น
 

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมา โดยเวลาล่วงเลยมาช้านาน เกิดง้วนดินลอยอยู่บนน้ำทั่วไป ได้ปรากฏแก่สัตว์เหล่านั้น เหมือนนมสดที่บุคคลเคี่ยวให้งวด แล้วตั้งไว้ให้เย็นจับเป็นฝาอยู่ข้างบนฉะนั้น ง้วนดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส มีสีคล้ายเนยใส หรือเนยข้นอย่างดีฉะนั้น มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็กอันหาโทษมิได้ฉะนั้น

     ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมามีสัตว์โลกผู้หนึ่งเป็นคนโลภพูดว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย สิ่งนี้จักเป็นอะไร แล้วเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดู เมื่อเขาเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดูอยู่ รสง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้ว เขาจึงเกิดความอยากขึ้น ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้สัตว์พวกอื่นก็พากันกระทำตามอย่างสัตว์นั้น เอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดู เมื่อสัตว์เหล่านั้นพากันเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดูอยู่ รสง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้ว สัตว์เหล่านั้นจึงเกิดความอยากขึ้น

     ว่าด้วยเรื่องความปรากฏแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์

     (๑๒๑) ต่อมาสัตว์เหล่านั้นพยายามเอามือปั้นง้วนดินให้เป็นคำๆ แล้วบริโภค ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ในคราวที่พวกสัตว์พยายามเอามือปั้นง้วนดินให้เป็นคำ ๆ แล้วบริโภคอยู่ รัศมีกายของสัตว์เหล่านั้นก็หายไปแล้ว ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ปรากฏ เมื่อดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นแล้ว ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ปรากฏ เมื่อดวงดาวนักษัตรปรากฏแล้ว กลางคืนกลางวันก็ปรากฏ เมื่อกลางคืนและกลางวันปรากฏแล้ว เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ปรากฏ เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนปรากฏอยู่ ฤดูและปีก็ปรากฏ ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล โลกนี้จึงได้กลับเจริญขึ้นอีก (พระไตรปิฎกฉบับสังคายนา ๒๕๓๐:๑๑: ๙๒-๙๓)  


     คติการสร้างโลกที่มีเนื้อหาสาระเช่นเดียวกันนี้ ยังปรากฏอยู่ใน "ลิลิตโองการแช่งน้ำ" ซึ่งใช้อ่านในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒนสัจจา หรือพระราชพิธีศรีสัจจปานกาล ตั้งแต่ครั้งสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา จุดมุ่งหมายของพิธีนี้ เพื่อให้ผู้เข้าพิธีดื่มน้ำชุบพระแสงสาบานทำสัตย์ว่า จะซื่อสัตย์จงรักภักดีไม่คิดคดทรยศ และองค์พระมหากษัตริย์ก็ทรงประทานสัจจะ ในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ในพระราชกรณียกิจต่อพศกนิกร

     เนื้อหาสาระว่าด้วยการสร้างโลก ที่ใช้อ่านประกอบส่วนของการสรรเสริญพระเป็นเจ้า และการสาปแช่งในโองการแช่น้ำ จึงเป็นการอ้างความชอบธรรมแห่งการเกิดขึ้น ของสถาบันกษัตริย์ ดังข้อความที่ว่า 

ตอนสร้างโลก (*โคลงห้า จัดผังโคลงตามข้อสันนิษฐานของ จิตร ภูมิศักดิ์)

     นานาอเนกน้าว                  เดอมกัลป์
จักร่ำจักราพาฬ                      เมื่อไหม้
กล่าวถึงตระวันเจ็ด                  อันพลุ่ง
อันพลุ่งน้ำแล้งไข้                    ขอดหาย

     เจ็ดปลามันพลุ่งหล้า            เปนไฟ
วาบจัตุราบาย                         แผ่นขว้ำ
แผ่นขว้ำชักไตรตรึงษ์              เปนเผ้า
เปนเผ้าแลบ่ล้ำ                        สีลอง 

     สามรรถญาณครอบเกล้า     ครองพรหม
ฝูงเทพนองบนปาน                 เบียดแป้ง
เบียดแป้งสรลมเต็ม                 พสุ ธาวาศ
แห่งหั้นฟ้าแจ้งจอด                 นิโรโธ

 

 ข้าพเจ้าถอดความ ลิลิตโองการแช่งน้ำ ไว้ตามความเข้าใจของข้าพเจ้าดังนี้

นานา อเนกน้าว เดิมกัลป์       :จะขอกล่าวถึงเรื่องต่างๆ นานา เมื่อครั้ง ปฐมกัป (เดิมกัลป์)
จักร่ำ จักราพาฬ เมื่อไหม้       : จะกล่าวร่ำร้อง บอกถึงคราวเมื่อ จักรวาล ถูกไฟไหม้
กล่าวถึง ตระวันเจ็ด อันพลุ่ง   :จะกล่าวถึง ดวงตะวัน อันลุกพลุ่ง มีเจ็ดดวง
น้ำแล้งไข้ ขอดหาย ฯ            : น้ำแห้งแล้ง แห้งขอด เหือดหายไปจากโลก 
เจ็ดปลา มันพุ่งหล้า เป็นไฟ     : ปลาใหญ่เจ็ดตัวต้องตาย ไขมันของปลาลุกเป็นไฟ
วะวาบ จัตุราบาย แผ่นขว้ำ     : ไฟไหม้ลุกวาบๆ ไปถึง จตุระ+อบาย (อบายภูมิทั้งสี่)
ชักไตรตรึงษ์ เป็นเผ้า             : ไฟทำลายสวรรค์ชั้น ไตรตรึงษ์/ดาวดึงส์ เป็นผงเผ้า
แลบ่ล้ำ สีลอง ฯ                     : แสงแห่งไฟนั้นเรืองลอง บ่มีแสงไฟใด สีสว่างล้ำกว่าแสงนี้
สามรรถญาณ                       : ผู้มีญาณอันสามารถ (พระพรหม)
ครอบเกล้าครองพรหม           : ผู้คุ้ม(ครอบ-คลุม)เกล้า(ชาวเทวดา)ครองสวรรค์ชั้นพรหม 
ฝูงเทพนองบนปานเบียดแป้ง  : เทวดาจากสวรรค์ชั้นล่างๆ หนีตาย ขึ้นมาอาศัย บนพรหมโลก
สรลมเต็มพระสุธาวาสแห่งหั้น : เทวดาเบียดเสียดเหมือนผงแป้งสระหลมสลอนเต็มพรหมชั้นสุธาวาส
ฟ้าแจ้งจอดนิโรโธ ฯ             : ฟ้าเริ่มสว่างแจ้ง(ไม่มีควันไฟแล้วไฟที่เคยไหม้) ดับ (นิโรธ) ลง


โปรดอ่านบทความ สวรรค์ชั้นเจ็ด ที่ข้าพเจ้าเคยเขียนประกอบ   และหลังจากอ่านบทความการวิวัฒน์ของจักรวาลและชีวิต ของคุณนิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ท่อนที่ว่า

สัตว์โดยมากย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม สัตว์เหล่านั้นสำเร็จกิจได้ดังใจนึก มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายของตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ


ผู้เขียนอนุมานว่า สัตว์ ในพระไตรปิฏก ที่พุทธองค์ตรัสถึงนั้นคงหมายถึงเชื้อจุลินชีพในชั้นบรรยาศซึ่งอยู่สูงมากๆ  นั่นเอง สำหรับในส่วนของ ลิลิตโองการแช่งน้ำ ที่ข้าพเจ้าจะนำมาวิเคราะห์ในวันนี้ก็คือ โคลงห้าวรรคที่ว่า "ฝูงเทพ นองบนปาน เบียดแป้ง"

ฝูงเทพ เป็น คำ ที่ควรสังเกต เป็นอย่างมาก  เพราะคนโบราณท่านใช้  คำว่าฝูง แสดงความมีมากกว่าหนึ่ง (พหูพจน์) สมัยนี้เราใช้ คำว่า ฝูง กับสัตว์ เช่นเรียก ฝูงลิง ฝูงหมา ซะเป็นส่วนมากหรือใช้กับคนบ้างเช่น ฝูงชน

คำว่าฝูง ในสมัยปัจจุบันหากใช้กับเทพยดา ดูไม่เหมาะเลย อาจเป็นเพราะในสมัยที่แต่งโองการแช่งน้ำ  ลัทธิเทวสิทธิ์ (Devine Right)  (ลัทธิที่ถือว่ากษัตริย์เป็นสมมติเทพ)  จากอินเดียพึ่งเริ่ม แพร่เข้าสู่สังคมไทย ทำให้ภาษายังไม่มี การแบ่งศักดิ์แห่งคำ  (คำราชาศัพท์)  จึงไม่แปลกที่โบราณท่าน ใช้คำว่า ฝูงเทพ  (อันฟังดูเป็นคำต่างศักดิ์ในปัจจุบัน) ซึ่งถ้าเป็นสมัยนี้ก็ต้องใช้ให้สละสลวยว่า  ทวยเทพ คณะเทพ เป็นต้น


"ฝูงเทพ นองบนปาน เบียดแป้ง" ที่ถอดความได้ว่า

 

เหล่าเทพ(จึง)เนืองนอง บนสวรรค์ (ชั้นสุธาวาส) ปาน (ประหนึ่ง) ผงแป้ง อันเบียดเสียด (อณู)

เป็นที่น่าสังเกตว่า กวีโบราณท่านใช้โวหารอุปมาอุปไมยถึง เทพยดาที่หนีตายขึ้นมาอยู่บนสวรรค์ชั้นสุธาวาส(เพราะโลกและสวรรค์ชั้นล่างๆ ถูกไฟประลัยกัลป์ไหม้) เทพยดาจึงมาชุมนุมกันหน้า สลม/สร(ะ)หลม /สลอน และแออัดยิ่งนัก โบราณราชกวีท่านใช้โวหารอุปมาอุปไมย ว่า เทพยดานั้นมีมีจำนวนมากมาย เหมือนอณูของแป้งที่เบียดเสียดกันอยู่

ทำให้ผู้เขียนนึกถึงเวลายกแป้งเทออกจากกระป๋อง จะเห็นผงแป้งเป็นสีขาวๆ พอใช้ปากเป่าแป้งนั้นก็จะคลุ้งเป็นฝุ่นตลบไปในอากาศ ทว่าเทพยาดาท่านมีกายละเอียดมากกว่าผงแป้งมากนัก  อรรถกถาจารย์ท่าน พยามที่จะอรรถาธิบายถึงขนาดของเทพยดา โดยเทียบกับศีรษะของตัวเหา ไว้ดังนี้

ขนาด  ๑ ปรมาณู เทียบส่วนกับศีรษะของตัว เหา โดย อนุมานัย ได้ว่า

๑ ศีรษะเหา เท่ากับ ๗ ลิกขาณู
๑ ลิกขาณู เท่ากับ ๓๖ รถาเรณู
๑ รถาเรณู เท่ากับ ๓๖ ตัชชารี
๑ ตัชชารี เท่ากับ ๓๖ อณู
๑ อณู เท่ากับ ๓๖ ปรมาณู
๑ ปรมาณู เท่ากับ ๑ กลาป

อรรถกถาจารย์ ได้ อรรถาธิบายไว้ว่า พื้นที่ ๑ ปรมณู นี้ เทวดา หรือ พรหม สามารถย่อขนาดร่างกายเข้าไปอยู่ได้อย่างพอดีถึง ๘ องค์