ดังที่ผมได้เล่าไว้ใน ไปเรียน Humanized Educare แล้วว่า ผมได้เข้าร่วมกิจกรรมเพียงบางช่วง คือ ในวันแรกเกือบจะพักรับประทานอาหารกลางวันและภาคบ่ายเต็มวัน วันที่สองได้เข้าร่วมเพียงช่วงบ่าย สิ่งที่ผมเห็นและถ่ายทอดในบันทึกนี้จึงเป็นส่วนที่ผมเห็น และรับรู้จากการบอกเล่าของทีมงานเท่านั้น จึงอาจทำให้ภาพอะไรเป็นอะไรในเวทีพูดคุยไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นัก

ประการที่สอง

อะไรเป็นอะไรในเวทีพูดคุย

    จากตอนที่แล้ว Humanized Educare : บทเรียนและความรู้ (๑) ผมกล่าวถึงการเตรียมงานของทีมงานฯ ตอนนี้ผมจะเล่าถึงสิ่งที่พบเห็นในเวทีครับ

    ดังที่ผมได้เล่าไว้ใน ไปเรียน Humanized Educare แล้วว่า ผมได้เข้าร่วมกิจกรรมเพียงบางช่วง คือ ในวันแรกเกือบจะพักรับประทานอาหารกลางวันและภาคบ่ายเต็มวัน วันที่สองได้เข้าร่วมเพียงช่วงบ่าย

   สิ่งที่ผมเห็นและถ่ายทอดในบันทึกนี้จึงเป็นส่วนที่ผมเห็น และรับรู้จากการบอกเล่าของทีมงานเท่านั้น จึงอาจทำให้ภาพอะไรเป็นอะไรในเวทีพูดคุยไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นัก

    การจัดเวทีพูดคุย ดำเนินการในห้องประชุมชนาดใหญ่ของโรงแรม มีเพดานสูงโล่ง บรรยากาศจึงโปร่งสบาย ไม่เหมือนอยู่ในห้องประชุมทั่วไป ที่มักทึบและอึดอัด ความกว้างขวางของห้องจึงทำให้การพูดคุยของทั้งสองวงไม่มีเสียงรบกวนกันมากนัก

    มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกค่อนข้างครบครัน ทั้ง คอมพิวเตอร์สำหรับการนำเสนอ เครื่องฉาย ฯลฯ

    หากจะถามว่ามีกิจกรรมอะไรบ้างในเวทีนี้ (มิได้เรียงตามลำดับ)

   

   ประการแรก การพูดคุยในกลุ่มย่อย 

    การตั้งวงพูดคุยน่าจะเป็นกิจกรรมหลักของเวทีนี้ มีอยู่ ๓ ช่วง คือ ช่วงเช้าและบ่ายวันแรก ช่วงเช้าวันที่สอง

    การพูดคุยเป็นการดำเนินการให้ผู้เข้าร่วมได้เล่าเรื่องที่เป็นความรู้จากการปฏิบัติจริงของตนเอง ทั้งจากมุมผู้บริหารและจากครูผู้ปฏิบัติ ซึ่งในเวทีดังกล่าวแยกเป็น ๒ วง วงแรกคุยกันเรื่องจิตอาสา การสร้างกระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม ส่วนวงที่สองคุยกันเรื่องบริหารจัดการ การแก้ไขปัญหาด้วยกิจกรรม นวัตกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียน

    ในการพูดคุยทั้งสองวง ผู้เข้าร่วมแต่ละวงราว ๑๐ คน ประกอบด้วยผู้บริหารและครูที่มาจากโรงเรียนเดียวกัน ราว ๓ - ๔ โรงเรียน ทั้งหมดนั่งล้อมเป็นวงกลม บนเก้าอี้ที่อยู่บนผ้าปูสีขาว มีหมอนวางอยู่บนตัก มีบรรยากาศที่เป็นกันเอง

   ทั้งสองวงมีการบันทึกภาพเคลื่อนไหว (VDO) ซึ่งให้ความกับการเสียงพูดคุยและเล่าเรื่องของแต่ละคนด้วย เมื่อใครจะเล่าเรื่องจึงต้องพูดผ่านลงในไมโครโฟน พร้อมทั้งแนะนำชื่อตนเองก่อนพูดทุกครั้ง

    การพูดคุยทั้งสองวง จะมี Facilitator เป็นดำเนินการพูดคุยในวง        สำหรับผมซึ่งนั่งสังเกตุการณ์ในกลุ่มแรก ซึ่งมี คุณเอก-จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร เป็นผู้ดำเนินการ

    การดำเนินการของ Facilitator จะเป็นผู้ตั้งคำถามเชื้อเชิญให้เกิดการพูดคุย เล่าเรื่อง เริ่มจากการตั้งคำถามกว้าง ๆ ทั้งคำถามเชิงหลักการและคำถามรูปธรรม ซึ่งก่อนจะถามนั้น Facilitator จะเกริ่นนำพูดถึงประเด็นคำถามของแต่ละโรงเรียนก่อนให้ผู้บริหารและครูจากแต่ละโรงเรียนตอบ นั่นสะท้อนถึงการรู้จักและเข้าใจสภาพของโรงเรียนนั้น ๆ เป็นอย่างดี และทำให้คำถามนั้นมีความเฉพาะเจาะจงในแต่ละโรงเรียน

    ผมทราบภายหลังว่า คุณเอก-จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร ผู้เป็น Facilitator นั้น ได้ลงไปพบปะพูดคุยและเยี่ยมเยียนโรงเรียนที่มาเข้าร่วมเวทีพูดคุยนี้ทุกโรงเรียน เพราะเหตุนี้จึงทำให้สามารถาตั้งคำถามเจาะเอาความรู้และบทเรียนที่ลึกซึ้งได้

    นอกจากการตั้งคำถามเพื่อให้เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนแล้ว Facilitator จะเป็นผู้สรุปประเด็นเรื่องเล่าจากแต่ละคน แล้วเชื่อมโยงไปยังคำถามต่อไปอย่างลื่นไหล

    สำหรับการสร้างบรรยากาศการพูดคุยให้เป็นกันเอง ไม่เคร่งเครียด Facilitator ได้กระทำโดยการพูดคุยโดยสอดแทรกเรื่องราวขำขันและสนุกสนาน เรียกเสียงหัวเราจากวงได้เป็นระยะ

    อย่างไรก็ตามผมสังเกตุว่าในการพูดคุยหลายช่วงหลายตอน ผู้เล่ามิได้เล่าตอบตามคำถามที่ Facilitator ตั้งคำถามไว้ แต่เรื่องเล่าที่ออกมาล้วนน่าสนใจทั้งสิ้น

    ในการพูดคุยในวง ผมเห็นบางคราวผู้จดบันทึก (ดร.ขจิต ฝอยทอง) ก็ช่วยตั้งคำถามเพิ่มเติม ทำให้ประเด็นพูดคุยมีเรื่องราวที่มีรายละเอียดชัดเจนมากขึ้น

    ในวงพูดคุยมิได้มีคำถามจาก Facilitator เท่านั้น แต่ยังมีคำถามจากเพื่อนร่วมวงด้วย และในบางช่วง เพื่อนร่วมวงก็ยังได้แชร์เรื่องเล่าของตนเองเมื่อพบว่าประสบการณ์ของตนเองใกล้เคียงกัน

    การพูดคุยในวง เรื่องเล่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล่าที่เป็นประสบการณ์จริงของแต่ละคนโดยเฉพาะครูผู้ปฏิบัติงาน สำหรับผู้อำนวยการนั้น เรื่องเล่าส่วนหนึ่งจะเป็นหลักการนามธรรมที่ยกระดับจากความรู้จากการปฏิบัติงานของตนเอง และบางท่านก็จะเล่าความรู้ที่เป็นหลักการที่ตนใช้ในการทำงานแล้วโยงมาสู่ประสบการณ์

 

   ประการที่สอง การพูดคุยนอกวงอย่างไม่เป็นทางการ 

    สิ่งที่ผมเห็นในข้อนี้มิได้อยู่ในกำหนดการของเวที แต่เป็นสิ่งที่น่าจะมีความสำคัญไม่น้อย หากการพบปะเจอะเจอคือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

    ผมเห็นการแบ่งปัน/แลกเปลี่ยนระหว่างผู้เข้าร่วมนอกวงในหลายพื้นที่ หลายโอกาส

    ทั้งในวงรับประทานอาหารกลางวัน (และเข้าใจว่ามื้อเช้าและเย็นด้วย...)

    ในการพักรับประทานอาหารว่าง ทั้งเช้าและบ่าย

    กระทั่งในห้องสุขา

    ผมเห็นการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการนี้อย่างออกรส เวลาในการรวมตัวกันเพื่อดำเนินการตามกำหนดการจึงล่าช้าออกไปเป็นเวลาไม่น้อย เนื่องจากการติดลมจากการพูดคุย ทั้งการพักรับประทานอาหารเช้า กลางวัน และอาหารว่าง

    ในประเด็นนี้ ผมคิดว่าผู้ดำเนินการเห็นความสำคัญของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในบรรยากาศแบบไม่เป็นทางการ จึงมิได้เร่งรัดเวลาให้ผู้เข้าร่วมต้องเข้าห้องประชุม ดังเช่นการประชุมอื่น ๆ ที่กำหนดการค่อนข้างชัดเจน

 

   ประการที่สาม การชม VCD

    ในเวทีมีการจัดเวลาในแต่ละช่วงของวันให้ผู้เข้าร่วมได้ชมเรื่องราวของบางโรงเรียนผ่านวิดิทัศน์ เช่น

    ภาคเช้าวันแรกก่อนการพูดคุย เป็นการชมวิดิทัศน์ “โรงเรียนไม่ใช้เงิน” ของโรงเรียน

    ภาคบ่ายวันแรก หลังกิจกรรมสันทนาการ ก่อนจะเข้าสู่วงพูดคุย ดูวิดิทัศน์ “จิตอาสา ร.ร.หนองตาบ่ง”

    เช้าวันที่สอง ชมวิดิทัศน์ “ชําฆ้อพอเพียง” ก่อนการพูดคุยแลกเปลี่ยนสิ้น

    และบ่ายวันที่สอง ชมวิดิทัศน์ “พ่อแม่อาสา” และ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์น่าน

    การชมวิดิทัศน์ในแต่ละช่วงใช้เวลาไม่นานนัก แต่ก็สะกดให้คนชมได้อย่างชะงักงัน เนื่องจากเรื่องเล่าแต่ละเรื่องที่นำมาเสนอ ล้วนน่าสนใจและมีพลังในตัว หลังจากการชมวิดิทัศน์ในแต่ละตอนแล้ว ผู้ดำเนินรายการยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมและสรุปประเด็นสำคัญ ๆ อีกด้วย

    การชมวิดิทัศน์ ไม่เพียงเป็นการขยายความรับรู้ความเข้าใจเรื่องเล่า ที่เล่าของจากปากในเวทีพูดคุย ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น รวมทั้งการสร้างความประทับใจเท่านั้น แต่การนำเสนอเรื่องราวของโรงเรียนตนเองก็ยังสร้างความปลาบปลื้มปิติยินดีได้เป็นอย่างดี เป็นกำลังใจที่ดีในการทำงานอย่างต่อเนื่อง

 

   ประการที่สี่ กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ 

    กิจกรรมนี้ดำเนินการโดย ดร.ขจิต ฝอยทอง ซึ่งผมทราบมาว่า มีการเตรียมการเรื่องนี้ค่อนข้างพิถีพิถัน

    ผมไม่ทันเห็นกิจกรรมนี้ในช่วงเช้าวันแรก เห็นเพียงกิจกรรมช่วงบ่ายวันแรกก่อนที่จะเข้ากลุ่มย่อยพูดคุยฯ

    กิจกรรมภาคบ่ายวันแรกที่เห็น เป็นกิจกรรมนวดคลายความเมื่อยล้า โดยให้ผู้เข้าร่วมทั้งหมดนั่งล้อมเป็นวงกลมแล้วหันข้างเข้าวงกลม ด้านหน้าตนเองคือเพื่อนที่อยู่ด้านข้างเมื่อสักครู่ ผู้ดำเนินรายการจะสาธิตวิธีการนวดหลัง ต้นคอ แขน แล้วให้ผู้เข้าร่วมทำตาม แม้คลายเมื่อยล้าได้ไม่มาก แต่ก็สร้างความตื่นตัวและสนุกสนาน กระทั่งความคุ้นเคยในกลุ่มได้มาก

    ผมเห็นกิจกรรมนี้อีกครั้งในบ่ายวันที่สอง กิจกรรมที่ ดร.ขจิต นำมาจัดคือการต่อแถวเดินบนกระดาษ หรือ “แม่น้ำพิษ” โดยจำลองสถานการณ์พื้นคือแม่ย้ำมีพิษ การเดินข้ามจะต้องมีสิ่งรองรับ ในที่นี้สิ่งรองรับการก้าวย่างคือกระดาษ

    แบ่งสมาชิกเป็นสองกลุ่ม แต่ละกลุ่มต่อแถวยืนและเกาะเอวกันอยู่ที่ต้นทาง แล้วหางแถวส่งกระดาษขนาดเอสี่ ส่งไปให้คนหัวแถว คนหัวแถวได้รับกระดาษแล้วก็วางด้านหน้าจากนั้นก้าวขาไปยืนเหยียบกระดาษ พอได้รับกระดาษแผ่นที่สองก็ทำเช่นเดิม วางกระดาษด้านหน้าแล้วก้าวขาไปเหยียบ คนที่อยู่ต่อไปที่เกาะเอวไว้ก็ขยับก้าวตาม โดยที่เท้าต้องเหยียบอยู่บนกระดาษ กระดาษแผ่นที่สาม แผ่นที่สี่ แผ่นที่ห้าและแผ่นที่หก ถูกส่งต่อไปด้านหน้า สมาชิกในแถวที่เกาะเอวกันเคลื่อนที่ไปข้างหน้าทีละก้าวโดยทุกคนเหยียบบนกระดาษ กระทั่งกระดาษหมดจากท้ายแถวก็พอดีกับที่สมาชิกเดินก้าวไปข้างหน้าจนพ้นกระดาษแผ่นแรกที่ถูกวางรองให้เท้าเหยียบ คนสุดท้ายพอเหยียบกระดาษแล้วก้าวตามไปข้างหน้า ก็หยิบกระดาษที่เหยียบส่งต่อไปยังคนข้างหน้า การเดินก้าวไปข้างหน้าก็ค่อยเยื้องย่างไปทีละก้าว ทีละก้าว

    หลังสิ้นสุดกิจกรรมมีการสรุปว่าได้เรียนรู้อะไรบ้าง (ทายสิครับ ว่าเขาสรุปกิจกรรมนี้อะไร อย่างไร?)

    กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์นี้ แม้จะมิใช่เป็นกิจกรรมหลัก แต่ก็มีความสำคัญไม่น้อยที่จะทำให้บรรยากาศของเวทีการพูดคุยมีสีสัน การออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเวทีทำได้ไม่ง่าย ผู้ดำเนินการต้องมีความเข้าใจวัตถุประสงค์เวทีอย่างปรุโปร่ง ซึ่ง ดร.ขจิต ได้ทำหน้าที่นี้อย่างสมบูรณ์และดีเยี่ยมครับ

    แม้มิได้เห็นกิจกรรมทั้งหมดที่ ดร.ขจิต ดำเนินการ แต่เท่าที่เห็น ผมคิดว่ากิจกรรมเสริมที่ดำเนินการนี้มีส่วนเสริมต่อยอด เติมเต็มกิจกรรมหลักได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลายจากความล้าทั้งความคิดและร่างกาย เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนรู้ในช่วงต่อไปและในหลายกิจกรรมยังแฝงไปด้วยข้อคิดและปรัชญาการใช้ชีวิตและการทำงาน รวมทั้งสามารถเชื่อมต่อกับเนื้อหาในการพูดคุยได้อย่างแยบคาย

    (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่ง ดร.ขจิต ฝอยทอง ได้บันทึกไว้ที่ โครงการ Humanized Educare(2):กิจกรรม (1) และ โครงการ Humanized Educare(3) : กิจกรรม (2))

 

   ประการที่สี่ การแสดงบทบาทสมมุติจากเรื่องเล่าที่ประทับใจ 

    ในช่วงท้ายของวันแรก ผู้เข้ารวมทั้งสองกลุ่มได้รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ แล้วทางทีมงานได้แบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม แล้วแจกโจทย์ให้แต่ละกลุ่มเลือกประเด็นสำหรับการแสดงบทบาทสมมุติจากเรื่องเล่าที่ประทับใจ โดยให้ใช้เวลาหลังจากเลิกเวทีเย็นนี้พูดคุย ปรึกษากัน ว่าจะดำเนินการอย่างไร

    การเตรียมการเริ่มต้นหลังจากการรับโจทย์จากทีมงาน และหลังจากรับประทานอาหรเย็นแล้วหลายกลุ่มก็นัดแนะเพื่อซักซ้อมการแสดง บางกลุ่มยังใช้เวลาต่อในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น

    ทีมงานได้จัดให้มีการแสดงในช่วงเช้าสองกลุ่ม และในช่วงบ่ายสองกลุ่ม

    ผมทันดูการแสดงบทบาทสมมุติของนักแสดงอาวุโสสองกลุ่มในช่วงบ่ายครับ ฮาครับ ฮากลิ้ง...

    กิจกรรมนี้น่าสนใจ ไม่เพียงเป็นการนำเรื่องเล่าจากการเล่าในวงไปดัดแปลงแล้วเล่าใหม่ด้วยการแสดงบทบาทสมมุติ ทำให้เรื่องราวที่น่าสนใจนั้นมีสีสันมากขึ้นเท่านั้น ยังเป็นกุศโลบายให้สมาชิกกลุ่มได้ทบทวน พูดคุย แลกเปลี่ยน และทำงานร่วมกันอีกด้วย ผมคาดว่าทางทีมงานคงใช้ประเด็นนี้ให้ผู้เข้าร่วมได้พูดคุยแบ่งปันกัน โดยไม่เน้นที่ปลายทางมากนัก

 

   ประการที่ห้า การสรุปบทเรียนร่วมกัน 

    ในช่วงท้ายของเวทีพูดคุย เป็นการพูดคุยเพื่อสรุปบทเรียนร่วมกันของผู้เข้าร่วม ซึ่งผู้เข้าร่วมได้แสดงความคิดเห็นผ่านการบอกเล่าและการเขียนสรุปลงกระดาษตามโจทย์ที่ทีมงานตั้งไว้

    ประเด็นที่ให้ผู้เข้าร่วมบันทึกลงในกระดาษ ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะมีราว ๔ ประเด็น ได้แก่ (๑) การเข้าร่วมเวทีพูดคุยครั้งนี้บรรลุความคาดหวังหรือไม่ (๒) มีสิ่งใดที่ได้น้อยกว่าความคาดหวัง เพราะเหตุใด (๓) มีสิ่งใดที่ได้มากกว่าความคาดหวัง เพราะเหตุใด และ (๔) ข้อเสนอแนะอื่น ๆ

    สำหรับการพูดคุย ผู้เข้าร่วมนั่งล้อมเป็นวง แล้วให้แต่ละคนแสดงความคิดเห็นและสะท้อนบทเรียนที่ได้รับจากเวทีทั้งสองวัน เนื่องจากเวลาเหลือน้อย จึงจำกัดให้มีการนำเสนอโรงเรียนละ ๑ คน

    หลังจากผู้บริหารและครูได้สะท้อนแล้ว ทีมงานที่เข้าร่วมทั้งหมดได้กล่าวแสดงความรู้สึกเช่นกัน

    เนื่องจากเวลามีจำกัด หลายท่านจะต้องรีบเดินทาง จึงไม่สามารถยืดเวลาส่วนนี้ออกไปได้ หากมีเวลาในช่วงนี้มากขึ้น การพูดคุยแลกเปลี่ยนในช่วงนี้ก็จะสามารถสรุปบทเรียนได้อย่างเข้มข้น

 

   อ่านต่อตอนหน้านะครับ

   ผมจะเขียนถึง “ผลที่เกิดจากการเวที” ครับ