เป็นด้วยจับพลัดจับผลู หลุดเข้ามาอยู่ในสนามงานเบาหวาน-ความดันโลหิตสูงอย่างบังเอิญ เข้ามาแล้วควรเดินต่อ ทำอะไรก็ได้ในฐานะหมอลงมือช่วยคน
ในเมื่องานประจำที่ทำอยู่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดการระบบซะมากกว่า ความน่าจะเป็นของการเข้าไปเอี่ยวกับสนามการรักษาเบาหวาน ซึ่งมีอายุรแพทย์รับผิดชอบแล้ว จึงควรเป็นการจัดการระบบด้วยความรู้ร่วมกัน
สะกิดใจจากหลักคิด ทั้ง HA และ HNQA ใช้ evidence-based ถ้างั้นเราเอามั่งลองหา evidence-based อะไรมาดูหน่อยดีกว่า จากโจทย์ในภาพนี้ ฉันโยงไปสู่ประเด็นน้ำตาลในเลือดสูง-ต่ำระหว่างนอนในร.พ.ของคนตัวหวาน

โยงมาจากเหตุการณ์วันหนึ่ง ที่ไปเยี่ยมคนไข้แล้วเจอเรื่องนี้ เลยปิ๊งว่า ลองหา evidence-based การเจาะ DTX การให้ยาฉีด การกินอาหารที่เป็นอยู่ในระบบของหอผู้ป่วยใน ว่ามีอะไรบ้างไหมที่จะเพิ่มคุณภาพเพื่อส่งมอบค่าระดับน้ำตาลที่ดีให้คนตัวหวาน
ของเดิมไปพบว่าคนไข้ศัลยกรรมมักจะมีปัญหาการคุมเบาหวานในหอผู้ป่วย ทำให้เอะใจไปว่าแล้วคนไข้อายุรกรรมละจะมีบ้างไหม ตัดสินใจที่จะลงมือหา evidence-based ทันทีนั้นเอง
เดินไปที่ตึกอายุรกรรมหญิง ถามหาพยาบาลที่ซี้กันคนหนึ่ง เจอแล้วก็คุยด้วย
"ป้อมๆ เธอช่วยหน่อยได้ไหม ขอช่วยบันทึกเวลาจริงของการกินข้าว-อาหาร เวลาให้ยาอินซูลิน และเวลาเจาะ DTX ให้หน่อย พรุ่งนี้หมอจะแวะมา น่าจะมีอะไรน่าสนใจ แล้วค่อยมาดูด้วยกัน"
น้องป้อมตอบมาว่า "หมอจะเอาทุกคนที่เป็นเบาหวานเลยเหรอ" (ทำหน้าตาหนักใจ)
"เปล่าๆ เอาแค่คนที่กำลังนอนอยู่ในตึกตอนนี้เท่านั้นแหละ มีหลายคนเหรอ"
"ตอนนี้มีคนเดียว เพิ่งรับเข้ามานอนได้วันหนึ่ง กำลังให้อินซูลินอยู่ค่ะ"

"งั้นดี เอาคนนี้แหละ ลงมือเลยนะน้อง เวรบ่ายเริ่มเลยก็ได้ หรือเวรไหนก็ได้"
"พอดีเลย ป้อมอยู่เวรบ่าย เดี๋ยวป้อมจะทำให้นะหมอ"
เช้าวันต่อมา ฉันก็แวะไปหาน้องป้อมอีกครั้ง "ป้อมๆ ได้หรือยัง ไหนดูหน่อยซิ"
"ป้อมยุ่งๆ เมื่อวานเลยไม่ได้ทำ เวรดึกก็ไม่ได้ทำ...." (พูดด้วยน้ำเสียงเกรงใจ หน้าตาไม่สบายใจ)
"อืม ไม่เป็นไรๆ ว่างแล้วทำให้ก็ได้ ว่าแต่นี่ดูนี่ มาดูตรงนี้กันหน่อยเห็นอะไรไหม พอหมอนำเอาข้อมูลการให้ยา การเจาะเลือดที่ทำไปแล้วมาใส่ดู ตรงนี้ๆ ไม่มีคำอธิบายนะว่า ทำไมคนไข้ถึงมีน้ำตาลต่ำเร็วขนาดนี้ แล้วนี่ก็ประกันไม่ได้ด้วยว่าคนไข้คนนี้ได้ยาตามมาตรฐานหรือเปล่า ว่าแต่ว่าเวลาที่คาดว่าคนไข้ได้รับยา่ช้าได้นี่่อยู่ที่ไม่เกินกี่นาทีหลังกินข้าวนะเธอ...." ชวนคุยต่อ (ทำไม่รู้ไม่ชี้กับหน้าตาที่อึดอัด)
"ฉีดให้หลังกินอาหารครึ่งชั่วโมง เออ ป้อมก็ไม่รู้นะว่า มาตรฐานยอมรับว่าฉีดช้ากว่าเวลากินอาหารได้นานเท่าไร จึงยังคงอยู่ในมาตรฐาน" (หน้าตางงอยู่สักครู่ แล้วก็มีตาลุกวาว เหมือนมีอะไรปิ๊งขึ้นในใจ หน้าตายิ้มแย้มเบิกบานเหมือนได้พบของเล่นถูกใจ)
"แล้วอย่างรายนี้ ที่ทำมาแล้ว เธอประกันได้ยังไงว่า ฉีดยาไม่เคยช้าไปกว่าเวลากินข้าวเกินกว่าครึ่งชั่วโมง"
ความเงียบเกิดขึ้นเป็นครู่ "วันนี้ ป้อมอยู่เวรบ่าย แล้วป้อมจะเริ่มทำให้เลยวันนี้ และป้อมจะโอเคน้องเวรดึกให้ด้วย"
นี่แหละที่ฉันนำ HNQA ไปใช้ในสไตล์หมอๆอย่างฉัน หลังจากเข้าใจมันแล้ว
ทำแล้วเกิดอะไรขึ้น จะมาเล่าให้ฟังต่อไปนะคะ

บทเรียนสอนใจ :
พยาบาลทุกคนเป็นผู้ที่มีความสามารถไม่ด้อยกว่าใคร ขอแต่ให้โอกาสได้เรียนรู้และตัดสินใจ ใจนางฟ้าจะโผล่ปรากฏ แล้วความเก่งของเธอก็จะตามมาเอง
ผลของสิ่งส่งมอบที่เป็นแนวโน้มดี (ซึ่งเป็นผลจากการทำซ้ำๆเดิมตลอดมา) ไม่ได้หมายความว่าทำได้ดีแล้ว ไม่มีข้อพลาดแล้วของกระบวนการบริการที่อยู่ในมือ
มีความรู้อีกหลายอย่างที่คนทำงานยังไม่รู้แจ้งในกระบวนงานประจำวัน เคยรู้บ้างหรือเปล่า
เมื่อรู้แล้วว่าคุณภาพหดหาย รู้แล้วไม่ทำอะไร ทั้งๆที่ลงมือทำได้ มัวแต่หลงตัวว่าได้มาตรฐาน เป็นเรื่องที่ไม่ดีเลยนะสำหรับผู้รับผลงาน
คิดถึงจัง จะได้ไปกระบี่ ไปกอดกันไหมนี่ จะติดต่อมาหานะคะ
พาคนไข้ฝึกสมาธิครับ
ขอเสนอครับ
ระดับน้ำตาล ชีพจร
ความดันดลหิต ลดลงชัดเจนครับ
ดูอาจไม่ตรงประเด็นเท่าไร แต่....
ดี และได้ ป.ย. จบเลยครับ
เอาเรื่องงานวันเบาหวานโลกมาฝากหมอเจ๊ที่ http://gotoknow.org/blog/dmcop/309073
ขอตามรอย HNQA มาเรื่อยๆ นะคะ หมอเจ๊
หนูขายไอเดียไม่ค่อยขี้น เรื่อง HNQA หนูว่ามันจับต้องได้ง่าย (ในความรู้สึกหนู) แต่ก็มีคนบอกว่าทำ HA ไม่ต้องทำ HNQA...เอาไงก็เอากัน ก็เลยพยายามแทรกซึม และ Integrate เข้าไปเรื่อยๆ ในฐานะ FA & IS
กำลังเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ง่ายต่อการนำไปปฏิบัติ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะพี่หมอ
- เคยทำ HNQA ที่กาฬสินธุเขาบูมมากเลยค่ะ
- เคยทำกระบวนการอย่างที่เล่ามา การให้ยาตรงเวลา กับการกินอาหารของคนไข้ต้องตรง ทำให้มีเลื่อนเวลาการให้ยาในช่วงเวรบ่ายออกไป เพื่อให้ยามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ ประกอบกับการคำนวณแคลอรี่ของคนไข้ แต่สุดท้ายคนไข้บอกว่าไม่พอจำต้องเพิ่มขนาดยา ดูทุกอย่างสัมพันธ์กันอย่างลงตัว