ด้วยความไม่รู้ ไร้เดียงสา

จากประสบการณ์ที่ครูดอย เป็นครูดอย มา ประมาณ 3  ปี  ก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับภาษา ของท้องถิ่น บวกกับ ภาษาไทย มาเล่าให้ท่านอ่านกัน

จากห้องเรียนแรก (ห้องเรียนของโรงเรียนเขตฯนะครับ) มีหลายห้อง ผมไปสอนห้องเรียนบ้านปางคามน้อย ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชนเผ่า มูเซอดำ ยอมรับว่าชุดมูเซอดำเนี่ย สวยมากเลยครับ มีมูเซอดำแล้ว ยังมีเผ่า ไทยใหญ่ เผ่า ปะโอ ประสมด้วยเล็กน้อยครับ

นี่เลยครับ

กับภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ ผมฟังไม่รู้เรื่องหรอกครับ รู้อยู่ภาษาเดียว คือ ภาษาไทยใหญ่ เพราะเป็นลูกครึ่งไทยใหญ่ กับอีสาน ภาษามูเซอนี้ จะแปลข้างหลังมาข้างหน้า เช่นว่า  ดื่มน้ำ เขาจะพูดว่า  อีก้า  ด่อ   อีก้า แปลว่า น้ำ , ด่อ  แปลว่าดื่ม

ดังนั้นเวลานักเรียนพูดภาษาไทย นักเรียนมักจะพูดกลับหน้ากลับหลังกัน

และแล้ว โชคชะตาก็นำพา  ได้ย้ายห้องเรียน มาอยู่ แถบอำเภอขุนยวม ซึ่ง ชุมชนนั้นเป็นเผ่า กะเหรี่ยง (น่านภาษาที่แตกต่างอีกแล้ว ) ฟังไม่รู้เรื่องอีกแล้ว

ภาษากะเหรี่ยง เช่น คำว่า ดื่มน้ำ เป็น อ่อ ที   , อ่อ  แปลว่า  ดื่ม , ที  แปลว่า น้ำ  คนละเรื่องเลย กับภาษามูเซอ

ดูชุดกะเหรี่ยงนะครับ

ก็สวยไปอีกแบบนะครับ

เก็บตกจากภาษา

ผมสั่งให้นักเรียนนำฟืนมาโรงเรียนเพื่อหุงหาอาหารนะครับ นักเรียนคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า

ครูครับ "ผมเอามาฟืนแล้วครับ"แปลที่ถูกก็คือ ผมเอาฟืนมาแล้วครับ

และอีกวันหนึ่งโอกาสหนึ่ง

พอดีสุนัข ของบ้านข้างๆโรงเรียนเกิดลูก และลูกสุนัขนั้นตาย

นักเรียนก็รีบวิ่งมาบอกว่า " ครูครับ หมาลูกตายแล้วครับ " ผมก็อดหัวเราะ นั่งยิ้ม หัวเราะในใจ แล้วก็บอกนักเรียนว่า ลูกหมา ไม่ใช่หมาลูก อิอิ

และอีกวันหนึ่ง นักเรียนเตะฟุตบอลอยู่กลางสนาม มีเพื่อนคนหนึ่งวิ่งมาบอกว่า "ครูครับเขาไม่ให้เล่นฟุตบอลผมครับ" แล้วก็ต้องเป็นหน้าที่ของครูที่ต้อง พูดประโยคที่ถูกต้องให้นักเรียนฟัง

เห็นมั้ยครับว่า ไอ้เรื่องราวต่างๆ ทำให้เรามีความสุข ไม่เคลียด อยู่กับเด็กๆแล้ว สุขใจ