กี่ครั้งแล้วหนอ ที่ครูต้องบาดเจ็บกับการที่สอนหนู

                ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ครู ลงดาบ ทุบหัวแล้วก็ชี้ให้เห็นทุกข์ กับคำเดิมที่ครูถามซ้ำ ๆ

“ทำไม ไม่ก้าวหน้า”

                ครูเคยให้แนวไว้แล้วว่า “ให้หาสาเหตุ”

หาไปเรื่อย ๆ แต่จิตชั่ว ๆ ก็ เมามัวแต่กับอารมณ์ ฟาดงวงฟาดงาไปทั่วไม่ยอมรับ จนครูต้องบาดเจ็บ ณ ตอนนี้ลงใจถึง "ความทุกข์ และพระคุณของครู" จึงขอโอกาสค้นหาสาเหตุของข้อบกพร่องแห่งตนค่ะ

 

สาเหตุที่ทำให้หนูภาวนาไม่ก้าวหน้า

๑.      ละทิ้งกิจวัตรแห่งตนเอง จากที่เคยตื่นตีสาม มาทำวัตรเช้า นั่งภาวนา แล้วก็ไปวิ่งออกกำลังกาย หนึ่งชั่วโมง กลับมาเขียนบันทึกเรื่องงาน แล้วค่อยอาบน้ำไปทำงาน ตกเย็นไปวิ่งออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมง กลับมาอาบน้ำ ทำวัตรเย็น แล้วค่อยเขียนบันทึก จดหมายถึงครู สิ่งเหล่านี้ คือ

“นิสัย”

คือ กิจวัตรที่ครูให้มา แต่หนูก็ละเลย ก็สมควรแก่เหตุแล้วที่ไม่ก้าวหน้า ไม่มีกิจวัตร ก็ไม่มีหลักยึดของใจ

กิเลสมันฉลาด ผู้ไม่มีวินัยไฉนเลยจะทานมันอยู่

เพราะกิเลสไม่ได้อยู่นอก ๆ มันก็อยู่ภายในใจนี่แหละ รอจังหวะแหลมหน้าออกมาอวดดีอยู่ร่ำไป ยิ่งผ่านการฝึกตนมาบ้าง มันยิ่งง่ายที่จะพลาด เพราะอะไรหล่ะ ก็เพราะ “ยึดมั่นว่า ฉัน คือ นักภาวนา”

 ยิ่งเป็นความโง่ที่ซ้ำซาก ยกตนเหนือคนอื่น ๆ ทั้ง ๆที่พฤติกรรม ที่แสดงออก ย่ำแย่กว่าผู้ไม่เคยฝึกตน

ผลที่กระทบกลับมาจึงสะเทือนโลก โลกในที่นี้ คือ กายและใจหนูเอง  พอเกิดแรงสั่นสะเทือนเชิงลบ ก็คร่ำครวญว่า “ชีวิตย่ำแย่”  ภาวนาแล้วทุกข์มากขึ้น สะท้อนถึงความชั่วในจิตใจไม่มีประมาณ

ทั้ง ๆที่การที่ได้ฝึกตนมานี่แหละ ทำให้จิตใจพออยู่ได้ ไม่งั้นถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ อาจจะเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคเครียดไปแล้ว ถ้าเพียงแค่นึกย้อนว่า

 “ถ้าเจอปัญหาเหล่านี้สักเมื่อสามสีปีที่แล้ว รับรองนอนให้ยาทางสายน้ำเกลือแน่ ๆ ไม่งั้นก็ต้องทานยานอนหลับ”

แต่นี่คือ ผลของการฝึกตน คือ ทานแรงกระแทกในจิตใจตนเองได้ แต่เพราะฝึกตนไม่มากพอมันจึงแผ่กระจายความทุกข์ออกมาจนเกิดแรงสะเทือนระลอกแล้วระลอกเล่า

๒.    เล่นเกมใน Facebook เกมนี้ขโมยเวลาไปมากทีเดียว หนูไม่แชทเหมือนเมื่อก่อน เหมือนกับว่า ความรู้สึกอยากแชทมันหายไป แต่ที่เข้าไป FB เพราะติดเกม ใหม่ ๆ ก็เพียงอยากลอง  (เหมือนเด็กเสพยา) แต่พอลงเล่นก็มีแรงดึงดูดมากเข้า ๆ ความหลง ความโลภ ความอยากดี ถูกดึงออกมาให้เห็นชัดเจน ขณะเล่นเกม ยิ่งต้องวางแผน ยิ่งต้องคำนวณเวลา ยิ่งต้องการจัดการ จิตมันพัวพันอยู่กับเกม ว่า ต้องทำอะไรเวลาไหน ทำอย่างไรจึงจะเลื่อนระดับได้เร็ว ๆ ตื่นเช้ามาก็แทบจะคว้า เห็นว่า มันเสียเวลา แต่โง่ ที่พาตนเองออกมาไม่ได้

พอตอนนี้ออกมาแล้ว ทำให้รู้สึกเลยค่ะว่า

“เวลามีมากขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์” อย่างนี้หนอ เขาถึงเรียกว่า “โง่จริง”

๓.     อ่านนิยาย นิยายก็ถูกหยิบขึ้นมาอ่านบ้าง เริ่มจากนิยายอิงธรรมะไป ๆ มา ๆ ก็ เลื่อนไหลเข้าไปร่องเดิม หนูเริ่มอ่านนิยายมาตั้งแต่ ป.๔ แต่งนิยายตอน ป.ตรี แต่งกลอนเป็นงานอดิเรก แต่พอหลัง ๆ มานี้เข้มงวดกับการภาวนาในตนเองสิ่งเหล่านี้ก็หายไปค่ะ พอละเลยในการภาวนาดูเหมือนสิ่งเหล่านี้ มันรอจังหวะ ไหลเข้ามาแบบเนียน ๆ

๔.     ชอบเอาเรื่องอื่นมาบังหน้า เช่น อินเตอร์เน็ตเข้าไม่ได้ เลยไม่ได้เขียนบันทึก ต้องเดินทางไปประชุม ต้องกลับบ้าน สารพัดเหตุผลที่จะแอบอ้าง แต่ลึก ๆ ก็ รู้ว่า “แพ้พ่ายให้กับจิตชั่ว ๆ ของตัวเอง” จึงทิ้งวินัยในตนค่ะ

หากมองในภาพรวมหนูมีครูแนบใจไหม ครูค่ะรู้สึกในตนเองว่า

 “หนูจะมีครูแนบใจทุกครั้งที่มีสติ มันซาบซึ้งลึกซึ้งลงไปในใจ”

แต่เมื่อใดที่ หลง หรืออยากได้ หรือโกรธ ณ ขณะเหล่านั้น ใจหนูไม่มีครูค่ะ มันก็หลงไปภพภูมิไหนก็ไม่รู้ แม้ขณะห้วงเวลาที่อยู่คนเดียวก็ยังหลงได้ รวม ๆ แล้ววัน ๆหนึ่ง มีสติน้อยกว่า ไม่มีสติ จึงรู้สึกว่า "ขาดครูค่ะ"

 

ณ ขณะนี้นึกทบทวนในตนเองได้เท่านี้ค่ะ หากมีเพิ่มเติม หนูจะพยายามเขียนออกมา........กราบขอบพระคุณครูค่ะ